การพัฒนาเครื่องมือชุดแนวคิดบูรณาการ (1) การวิเคราะห์ประพันธศิลป์ สำหรับวิเคราะห์แบบแผนและมิติความสัมพันธ์เชิงเนื้อหา สำรวจประเมินลักษณะร่วม ความเหมือน ความแตกต่าง สิ่งใหม่ ภาพสะท้อนมิติสังคมสิ่งแวดล้อม ข้ามยุคสมัยก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ (2) อุปลักษณ์ศิลป์ เพื่อจินตนาการจากข้อมูลบูรณาการพหุลักษณ์ปัญญา ก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ สร้างระบบการแสดงผล สิ่งแสดงชุดมโนทัศน์ด้วยพหุลักษณ์สิ่งประจักษ์ เสริมความครอบคลุมมากขึ้นของวิธีศึกษาที่มีอยู่แล้ว สำหรับการประมวลภาพและให้อรรถาธิบายข้อมูลเชิงประจักษ์ก่อนยุคสมัยวิทยาการลายลักษณ์ต่างๆ เป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนจะใช้แสดงผลชุดมโนทัศน์เชิงประจักษ์สุขภาวะมูลฐาน พหุปัจจัยคุณภาพแห่งชีวิตและศานติภาวะสังคม จากฐานชีวิตและฐานปัญญาปฏิบัติ สะท้อนยึดโยงกันและกันของระบบมหภาคและจุลภาค ยึดโยงกับปัจจัยมนุษย์และปัจจัยศักยภาพมนุษย์ จากหลายกรณีพัฒนาการของสังคมยุคใหม่ในระยะ 100-200 ปีที่ผ่านมาที่สะท้อนเชื่อมโยงกับบริบทแวดล้อมทุกระบบของทั้งโลก รวมทั้งสามารถเป็นฐานฉายภาพ มองออกไปในสังคมทั่วไป เห็นชุดปรากฏการณ์เชิงพลวัตจากฐานรากสู่บนอีกแบบแผนหนึ่งของสังคม และเห็นกระบวนการ ‘บูรณาการและผสานยึดโยง’ พหุมิติ พหุภาคส่วน บนปฏิสัมพันธ์พหุลักษณ์สังคม ด้วยสิ่งที่มีความเป็นมณฑลเปิดสู่พหุลักษณ์มวลชนและเป็นระบบสังคมของสำหรับมนุษย์ทุกคนอยู่ในตนเอง เช่น ศิลปะ สุขภาพ การสาธารณสุข ศาสนธรรม ศิลปวัฒนธรรม ศิลปกรรมหัตถศิลป์ สื่อ การสื่อสาร การศึกษาเรียนรู้มวลชน การพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สรรพวิทยาการ ภาคสาธารณะของสังคม เหล่านี้เป็นต้น พลวัตของสังคมในมิตินี้ ปลายทางไม่ใช่ความมั่งคั่งการจากแข่งขันทางเศรษฐกิจรายได้ตัวเงิน แต่เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ไม่สามารถซื้อหาจากวัตถุ สร้างขึ้นไม่ได้ด้วยความมั่งคั่งทางรายได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของสังคมขนาดเล็กและสังคมที่ไม่ใช่ผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ในการร่วมเป็นสินทรัพย์และความมั่งคั่งด้วยปัญญาปฏิบัติของทุนมนุษย์ ด้วยฐานรากการยึดโยงที่เหมาะสม ให้พลวัตจากการพึ่งความเป็นตัวของตัวเองและเลือกสรรการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับภายนอกได้อย่างดีที่สุด มีกำลังสะท้อนขึ้นสู่ทุกระบบสังคม ก่อเกิดการขยายพรมแดนให้กับภาคสุนทรียปัญญา ภาคการศึกษา และการพัฒนา จากฐานวิทยาการปัญญาปฏิบัติ ในบริบทใหม่ของสังคมทุกด้าน
วิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์พัฒนาการและการศึกษาสร้างสารัตถะเนื้อหา การให้อรรถาธิบาย พรรณาถ่ายทอด การสร้างองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและการอธิบายเชิงปรากฏการณ์อย่างเป็นระบบ ที่มีอยู่แล้ว เช่น กระบวนการศึกษา ประติมานวิทยา (Iconography) การสังเคราะห์สร้างบทสรุปอุปนัย การวิพากษ์ทางศิลปะ ศิลปพิจักษ์ การวิเคราะห์องค์ประกอบสุนทรียศาสตร์และความซาบซึ้งทางศิลปะ รวมทั้งวิธี Research ทำ Case Study ด้วยวิธีเขียนภาพศึกษาทุกแง่มุมอย่างลึกซึ้งกระทั่งเห็นภาพและแตกฉานทักษะปัญญาปฏิบัติเป็นอัตโนมัติในตน อันเป็นพื้นฐานของนักศิลปะโดยทั่วไป กับเวชนิทัศน์ศิลปกรรม ศิลปะสุนทรียปัญญา และศิลปะสุนทรียพลานามัย
บางส่วนในประการหลังนี้ ผู้เขียนจะเรียบเรียงขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับการเผยแพร่ ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาต่อไปได้เอง ในสิ่งที่เผยแพร่ในวงกว้าง ผ่านงานเขียน บทความ หนังสือ ตำรา การบรรยาย หลักสูตร การพัฒนาวิชา การอบรมและเวิร์คช็อป ซึ่งเป็นงานเชิงปฏิบัติการสังเคราะห์สร้างให้มิติใหม่ปรากฏขึ้นจากสังคมไทย ในด้าน Medical Arts and Arts-Science Wisdom Practice Culture, Critical Conceptual Arts-Science Wisdom Practice, Technical CBD/PHC Integrated Health Promotion, Learning Media and Communication Arts, Social Arts โดยมีสิ่งที่มีอยู่จริงเป็นเครื่องรองรับ อิงอยู่กับภูมิถิ่นและฐานรากของสังคม บูรณาการยึดโยงภาวะกระจัดกระจายให้พลวัตการปฏิสัมพันธ์ทางความหมายให้ผุดบังเกิดขั้วการยึดโยงบนโครงสร้างร่วมเป็นความลงตัวให้กันที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว มีแนวเข้าถึงเชิงประจักษ์โดยตรงได้ด้วยตนเองอย่างไม่จำกัด ด้วยกำลังพหุลักษณ์ปัญญาและพหุวิทยาการ ก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ ด้วยวิถีปัญญาปฏิบัติของประชาชนพลเมือง มีชุมชนสุนทรียปัญญากรและชุมชนปัญญาปฏิบัติ ผู้นำการบรรลุผลทางการปฏิบัติ ให้กำลังการพลวัตตนเองของสังคมและภาคประชาชนพลเมือง ในอีกมิติหนึ่งที่ดีต่อหลายด้านของสังคม ด้วยบทบาทของภาคศิลปกรรมหัตถศิลป์ สุนทรียพลานามัย สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ระบบการมีส่วนร่วมสาธารณะ การศึกษาวิจัยและพัฒนาบูรณาการพหุปัญญาข้ามศาสตร์สรรพวิทยาการ การศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้มวลชนทุกขอบเขต ในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ของยุคสมัย
วิธีเชิงประติมานวิทยาดังกล่าว จะช่วยในการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์สิ่งปรากฏทางประติมานวิทยา สัณฐาน การพรรณารูปลักษณ์ การวิเคราะห์เปรียบเทียบสิ่งที่มีมาก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ศึกษาจำนวนหนึ่งและในห้วงเวลาหนึ่ง อาจจะเกิดก่อนยุคสมัยของวิทยาการลายลักษณ์ หรืออาจจะเกิดภาวะสงคราม การเสื่อมสลาย จึงขาดระบบความรู้และระบบอรรถาธิบายด้วยวิทยาการลายลักษณ์ที่เพียงพอ การศึกษาเชิงประติมานวิทยาจึงจะทำให้ได้องค์ความรู้และสามารถเข้าถึงระบบภูมิปัญญาในอารยธรรมต่างๆได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในหลายสาขา ทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ การขุดค้น การศึกษาทางโบรณคดี การศึกษาวัตถุศิลปกรรมหัตถศิลป์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิปัญญาต่อประวัติศาสตร์และพัฒนาการของสังคม การอนุรักษ์และพัฒา ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องต่อการพัฒนาของภาคส่วนต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก
ส่วนอุปลักษณ์ศิลป์ เสมือนเป็นฉากรองรับเหตุการณ์และฉากแสดงปรากฏการณ์ที่มีอยู่ในมวลความหมายของพหุลักษณ์ข้อมูล มวลพหุปัญญา และมวลความรู้ทุกสรรพวิทยาการ ให้ปรากฏขึ้นด้วยรูปลักษณ์และรูปการณ์เชิงประจักษ์ต่อชุดมโนทัศน์ร่วมใหม่ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นวิธีศึกษาระบบความหมายในพหุลักษณ์ข้อมูล มวลพหุวิทยาการที่สามารถเข้าถึงได้ และมีพลวัตอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่สิ้นสุดด้วยความรู้เชิงตัดสิน สำเร็จรูปตายตัวแบบทั่วไป ให้เป็นที่ปรากฏขึ้น แสดงสิ่งประจักษ์ทางความหมาย สิ่งที่อยู่ในภูมิถิ่นชีวิต และสิ่งที่อยู่ในวิวัฒนาการร่วมกันของมนุษย์ หยั่งประมาณถึงได้ในตน ซึ่งในภาพกว้างของพหุลักษณ์สังคม ทั้งของพื้นถิ่นภูมิภาคและของสังคมโลก แม้จะไม่สามารถสร้างข้อยุติ และไม่เอื้อต่อการริเริ่มจัดองค์ประกอบ สร้างปฏิสัมพันธ์เชิงเกื้อหนุน ให้ก่อเกิดฐานรากและประเด็นการยึดโยงทางความหมายร่วมกัน ที่ทัดเทียมกับพลวัตรอบด้านร่วมยุคสมัยอันไม่หยุดอยู่กับที่ต่างๆได้ก็ตาม แต่วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการและสร้างอุปลักษณ์ศิลป์ ก็จะเป็นการสังเคราะห์สร้างชุดปัจจัยปฏิบัติที่ขาดหายอยู่นี้ ให้สามารถบูรณาการ ผสานองค์ประกอบความลงตัว ให้หมุดหมายยึดเหนี่ยว ยึดโยง เปิดกว้างให้กับการสะท้อนสร้างรายละเอียดความแตกต่างหลากหลาย การมีความสมบูรณ์อยู่ในตนเอง ต่างปฏิสัมพันธ์และเสริมพลังการวิวัฒน์เชิงร่วมสร้างพลวัตพหุลักษณ์สังคม ทัดเทียมสอดคล้องความเป็นจริงต่างๆ จากระบบความหมายในฐานชีวิต ข้ามพรมแดนและข้อจำกัด ให้ปัญญาปฏิบัติต่างๆ มีกำลังเสริมการบรรลุถึงความงอกงาม อัตภาพ พลานุภาพ บูรณภาพ แห่งตนและสังคม มากยิ่งๆขึ้น
กระบวนการดังกล่าวนี้จะเป็นระบบคิดสร้างสรรค์ของนักศิลปะและนักพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยองค์ประกอบทางสุนทรียปัญญา แต่โดยมากจะสร้างขึ้นและสะท้อนให้ปรากฏสู่งานและสิ่งแสดงผลเชิงประจักษ์ หากขาดระบบปฏิสัมพันธ์กับภายนอก ชุดปัญญาและระบบความหมายอันลึกซึ้งระดับฐานรากที่อยู่เบื้องหลังแต่เป็นสาระสำคัญของสิ่งที่ปรากฏทางศิลปวัตถุและสิ่งแสดงให้ประจักษ์ได้ภายนอก ก็จะหายไป ซึ่งหากยุติแต่เพียงข้อจำกัดที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งที่ยังเข้าถึงไม่ได้ทั้งหมด ก็จะลดทอนสู่ระนาบเดียวกันหมด ให้เป็นวัตถุเชิงอนุรักษ์เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ เรื่องราวขาดองค์ประกอบวิทยาการและระบบภูมิปัญญาลายลักษณ์ ซึ่งทำให้ต้องอาศัยเกณฑ์จากสังคมที่มีความก้าวหน้าต่างกัน แต่เป็นต้นธารวิทยาการลายลักษณ์มากกว่าแหล่งอื่น ให้เป็นข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับฐานรากสังคม แม้จะมีภูมิถิ่นจำนวนมากที่ต่างกัน วิธีการหยั่งสะท้อนและยึดโยงความเป็นตัวของตัวเองในภูมิถิ่นต่างๆของสังคมด้วยพหุลักษณ์ข้อมูลและแหล่งประจักษ์ทางอื่นนอกกรอบจำกัดในข้างต้น จะให้ความหมายของ ‘ยุคก่อนประวัติศาสตร์’ แบบหยุดนิ่งและผ่านเลยไปแล้ว กลายเป็นพลวัตปัจจัยแห่งพัฒนาการต่อเนื่อง และเป็นฐานรากวิวัฒนาการจำเพาะของมนุษย์ในทุกสังคม ที่จะสามารถปรากฏ เห็นประจักษ์ และเห็นแนวปฏิบัติใหม่สู่อนาคต ในเงื่อนไขแวดล้อมร่วมสมัยปัจจุบัน
อุปลักษณ์ศิลป์ในเชิงวิธีวิทยาจึงปฏิบัติการเชิงแสดงผลในบริบทปัจจุบันร่วมสมัย บูรณาการข้อมูลเชิงพัฒนาการที่มีมาก่อนกับการสะท้อนนัยสำคัญรอบด้านต่ออนาคต ให้ประสบการณ์ทางตรงเชิงประจักษ์ แต่มีพลังการสะท้อนยึดโยง สร้างเสริมพลวัตทางความหมาย สร้างทัศนียภาพ ระเบียงทรรศน์ ประเด็นคิด ความน่าสนใจ ให้จังหวะกระเพื่อมไหวสัญญาณชีพพหุปัญญาที่ลึกซึ้ง แยบคาย หยั่งสะท้อนความสงบงาม สงบ ศานติ แผ่กว้าง สั่งสมจากภาวะภายในภูมิชีวิต สำรวจ พิจารณา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวลภาพพหุลักษณ์ข้อมูลและพหุมิติของภูมิปัญญามนุษย์ ให้ครอบคลุมและเห็นการผสานยึดโยงกันตลอดสายธารวิวัฒนาการก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ในระบบภูมิปัญญา ภูมิอารยธรรม และระบบพหุลักษณ์สังคมโลกจากฐานภูมิถิ่นด้วยระบบความสัมพันธ์พหุปัจจัยและองค์ประกอบพื้นฐานการดำรงชีวิตและการวิวัฒน์ตนเองร่วมกันในห้วงเวลาต่างๆของสังคม ข้ามข้อจำกัดทางภาษา และเห็นแง่มุมอันเป็นจุดแข็งของในกระบวนการเชิงสังคมวัฒนธรรมมุขปาฐะ โดยเฉพาะในพหุลักษณ์สังคมที่ปรากฏหลักฐานและสิ่งแสดงวิวัฒนาการยาวนาน เก่าแก่ ดั้งเดิม ก้าวหน้า ในหลายด้านของสังคมโลก เป็นสังคมที่การพัฒนาระบบภูมิปัญญาในวิทยาการลายลักษณ์ตามอิทธิพลของกระแสพลวัตในระบบโลก มาทีหลังระบบภูมิปัญญารูปแบบอื่น มีความยั่งยืน เก่าแก่ สืบเนื่องใกล้ชิดกับภูมิถิ่นและฐานรากสังคม มีบทบาทเด่นชัดต่อสุขภาวะมูลฐานและคุณภาพแห่งชีวิต เหนือพรมแดนจำกัดต่างๆของมนุษย์ แต่ระบบพลวัตความหมายจะอยู่นอกระบบความหมายวิทยาการลายลักษณ์ ซึ่งการศึกษาเชิงประติมานวิทยาจากสิ่งที่มีมาก่อนแล้วจะไม่เพียงพอ การศึกษาระบบประพันธศิลป์ และอุปลักษณ์ศิลป์ จึงจะทำให้ภูมิปัญญามนุษย์ในอีกแดนหนึ่งก่อนวิทยาการลายลักษณ์ สามารถเข้าถึง สร้างองค์ความรู้เชิงระบบวิธีคิดฐานราก ที่เอื้อต่อการพัฒนาวิทยาการสมัยใหม่ทุกด้านให้ยึดโยงทั่วถึงพหุลักษณ์สังคม และเสริมพลังศักยภาพสังคม ให้สามารถบรรลุผลดีด้วยปัญญาปฏิบัติและปัจจัยคนพลเมือง รวมทั้งเสริมพลังการวิวัฒน์ในภาคสุนทรียปัญญา ยกระดับสังคมแห่งปัญญาวิถีจากฐานชีวิต ได้อย่างเหมาะสมเพียงพอยิ่งๆขึ้น
ทั้งสองด้าน สองมิติ จะเป็นฐานให้กับกระบวนการมีส่วนร่วมต่างๆ ที่จะบรรลุเป้าหมายและก่อเกิดมณฑลสุขภาวะที่ดีได้ด้วยปฏิสัมพันธ์กันแบบร่วมสร้างของระบบมหภาคและระบบจุลภาค เช่น สุขภาพ การศึกษาเรียนรู้ การพัฒนาพลเมืองประชากร การสื่อสารมวลชน การพัฒนาภาคสุนทรียปัญญา เห็นแนวทางสร้างแนวปฏิบัติ สำหรับชั่งน้ำหนักและสร้างวิจารณญาณได้อย่างเหมาะสม และน้อมนำปฏิสัมพันธ์เชิงบวกของพหุลักษณ์ภาคส่วนได้มากขึ้นว่า มิติใดเหมาะสมต่อการสร้างระบบบริการสาธารณะ ไม่ควรกำกับการคิด ผูกขาด ทำแทน และมิติใดเหมาะสมต่อการริเริ่มสร้างการบรรลุผลด้วยปัญญาปกิบัติ ไม่ควรสร้างส่วนเกิน เรียกร้อง ปะทะรุนแรง กดดันการตอบสนองจากแหล่งภายนอก รวมทั้งเห็นมิติความลงตัว ว่าในความต่างขั้วการยึดโยงและหลากหลายไปในวิถีแห่งปัญญญาปฏิบัตินั้น ฐานรากการสะท้อนยึดโยงกันทางความหมาย มีฉากทรรศน์อุปลักษณ์ศิลป์ และอรรถปัญญารูปลักษณ์ ให้ประมาณการบูรณาการ ผสานยึดโยง เห็นความพอดีรอบด้าน ได้อย่างไร
อีกทั้ง ระบบสร้างปฏิสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสเปลี่ยนผ่านเชิงปะ ไปสู่กระบวนการปัญญา แห่งการพลวัต อัตภาพ พลานุภาพ บูรณภาพ ในเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ของยุคหลังการศึกษาก้าวหน้า เอื้อด้วยวิทยาการ เทคโนโลยี ที่ดียิ่งๆขึ้น ซึ่งภาคการศึกษา สื่อ การสื่อสาร สรรพวิทยาการ ศิลปะ สุขภาพ ตลอดจนสาขาการพัฒนาที่มีความเป็นมณฑลสาธารณะของมวลชีวิตอยู่ในตนเอง จะมีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการในมิตินี้ และจะส่งผลต่อพลวัตในตนของสังคม ทุกๆด้าน
นอกจากนี้ ก็จะทำให้สามารถเห็นแนวการพิจารณาทบทวนและปริวรรติพหุลักษณ์ข้อมูล ที่นำเอากระบวนการเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ศิลปะสุนทรียปัญญาในระบบสร้างพลวัตความหมาย สร้างปฏิสัมพันธ์ระบบสัญญะ รากฐานบูรณาการหยั่งลึกของการไหลเวียนกระบวนการทางความรู้ IECDM (กรอบแนวคิดสากลของระบบโครงร้างพื้นฐานและมิติการพัฒนา ความฉลาดรู้ของสังคม Social Literacy ว่าด้วย Information, Education, Communication, Digatal, Media) ของสังคม กระบวนการทางการศึกษา สื่อ การสื่อสาร พหุปัญญามวลชนศิลปวิทยวัฒนธรรมทางสุขภาพและสุขภาวะสังคม ด้วยองค์ประกอบการบูรณาการยึดโยง สอดคล้องกับชุดมโนทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปกับพัฒนาการรอบด้านของสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทุกด้าน เห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์และระบบสังคมในวิทยาการและเทคโนโลยี เห็นโอกาสจากสิ่งที่มีในตน เห็นระเบียงทรรศน์ภูมิปัญญาสากลของมนุษย์ และเห็นรากฐานชุดมโนทัศน์อย่างใหม่จากธรรมชาติ ถิ่นฐาน และสภาพแวดล้อมเชิงระบบธรรมชาติ ที่สะท้อนและปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์ทางความหมายได้อยู่ในตนเองตลอดกาล ซึ่งจะให้คุณค่าอย่างใหม่ต่อสิ่งประจักษ์ทางศิลปกรรมหัตถศิลป์ในรูปลักษณ์หลหากหลาย และก่อเกิดรากฐานปัญญาปฏิบัติ พลวัตไปกับวิทยาการและเทคโนโลยีแวดล้อมอย่างใหม่ ที่สามารถลดส่วนเกิน หยั่งสะท้อนและเข้าถึงสุขภาวะมูลฐานและคุณภาพแห่งชีวิตเพียงพอ เอื้อต่อการก่อเกิดคุณค่าชุดใหม่ด้วยสิ่งที่มีอยู่อีกมิติในสังคม ได้ดียิ่งๆขึ้น
(3) อุเทศศิลป์ การบูรณาการฐานวิทยาการเดิม เช่น นิเทศศิลป์ ศิลปะสื่อ การสร้างสิ่งจัดแสดง การสร้างสื่อเพื่อการสื่อสาร จัดแสดง นำเสนอ ให้ครอบคลุมองค์ประกอบเชิงบูรณาการ การพัฒนาเนื้อหา การคิด การศึกษาเชิงวิจัยปฏิบัติการ การใช้เทคโนโลยีก้าวหน้า ซึ่งในอดีตจะต้องดำเนินการด้วยระบบและองค์กรขนาดใหญ่ ใช้กำลังคน เวลา ทรพยากร เป็นจำนวนมาก จำกัดการใช้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ให้ยกระดับการครอบคลุม สามารถทำได้ในตนเองอีกระดับหนึ่ง สอดคล้องกับวิทยาการ เทคโนโลยี และศักยภาพประชากรพลเมือง ร่วมสมัยกับความเป้นจริงใหม่
และอื่นๆ อีกหลายอย่าง
การศึกษาเชิงวิเคราะห์ สร้างจินตนาการจากข้อมูล วิเคราะห์ประพันธศิลป์ เข้าสู่การสำรวจ ทบทวนพหุลักษณ์ข้อมูล ปริวรรติความสืบเนื่องพหุมิติ สังเคราะห์สารัตถะเนื้อหา สร้างอุปลักษณ์ศิลป์ และทำงานสืบเนื่องในอีกหลายมิติ ทำให้เห็นภาพหลายมิติของสังคมไทยและสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็นภาพหลายมิติที่พลวัตทางความหมายการรู้สึกและหยั่งถึงได้อยู่ในแผ่นดิน ภูมิถิ่น ความเจริญเติบโตและความงอกงามอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งในทางประพันธศิลป์ วงจรกระบวนการก่อเกิดอุปลักษณ์ศิลป์ นักศิลปะที่สามารถศึกษาประติมานวิทยาและสรรพวิทยาการที่สังคมโลกร่วมกันสร้างขึ้นได้ กับนักทฤษฎีวิพากษ์และนักการศึกษาเชิงประติมานวิทยาในทุกสาขา ที่สามารถสร้างพหุลักษณ์ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยศิลปะเชิงปฏิบัติการ อุปลักษณ์ศิลป์ และอื่นๆ ของสิ่งแสดงนอกวิทยาการลายลักษณ์ ก็จะเห็นและตระหนักได้อย่างดีว่า ภาพความหมายและชุดประสบการณ์วิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษยชาติชุดหนึ่ง ก่อนยุคสมัยวิทยาการลายลักษณ์นั้น ได้ปรากฏขึ้นมาก่อนแล้วและบ่มสร้างอย่างลึกซึ้งมาแล้วในวงจรมุขปาฐะ ก่อนที่ต่อมา จะปรากฏเป็นการถ่ายทอดและสร้างระบบการวิวัฒน์ในอีกมิติหนึ่งด้วยยุคสมัยวิทยาการลายลักษณ์
แนวทางดังกล่าวนี้ ทำให้สามารถเห็นอีกแง่มุมสำหรับประมาณการ สำรวจข้อมูลเพื่อคาดประมาณรูปลักษณ์และมณฑลแห่งภูผา ภาพเขียนสีและงานศิลปกรรมหัตถศิลป์ของการพลวัตพหุลักษณ์ปัญญา สะท้อนยึดโยงการพลวัตไปด้วยกันของพหุลักษ์สังคม รายรอบเมืองแห่งขุนเขาและแผ่นดินมหาสมุทรในอดีต ที่งอกงามเปลี่ยนแปลงยั่งยืนอย่างไม่หยุดนิ่ง สลายไปกับกาลเวลา แต่ยึดโยงไว้ตลอดกาลกับแผ่นดิน ขุนเขา มหาสมุทร ที่ยังสามารถประจักษ์ได้ด้วยใจ ชีวิต องค์ประกอบสุขภาวะมูลฐาน สิ่งที่อยู่ในภูมิชีวิต
กับอีกทางหนึ่ง ก็เห็นรูปลักษณ์ที่พลวัตเปลี่ยนแปลงไป แต่การเป็นมณฑลแห่งความหมาย จรรโลงสุขภาวะมูลฐานและความศานติแห่งพหุลักษณ์สังคม ให้ยังคงอยู่ เห็นภูผา ภาพเขียนสี ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ที่มีความหมายระดับรากฐานร่วมกันของสังคม ในรูปการณ์อย่างใหม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ ช่วยให้เริ่มเห็นปรากฏการณ์ สิ่งแสดง และแบบแผนการวิวัฒน์ในตนของสิ่งที่มีอยู่ในโลกกว้าง มองได้จากฐานสังคมในมหามณฑลเอเชียแปซิฟิก สังคมไทย กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นต้นทุนร่วมกันต่อสุขภาวะมูลฐาน คุณภาพแห่งชีวิต และความศานติพอเพียง ที่สื่อแสดง ชี้แนะ ให้สร้างปัญญาปฏิบัติ และเข้าถึงสิ่งประจักษ์ได้ด้วยตนเอง ของทุกสังคมในโลกกว้าง ในด้านที่เป็นที่พึ่งแห่งตนและพัฒนาความงอกงามได้ของมนุษย์ ที่มีอยู่ในโลกแดนใต้นี้.




