หิริชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. หิริชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๖๓)
ว่าด้วยความละอาย
(เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีพูดกับคนทั้งหลายว่า)
[๗๐] บัณฑิตพึงรู้จักบุคคลผู้ไม่มีความละอาย เกลียดชังความเป็นมิตร กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรของท่าน แต่ไม่เอื้อเฟื้อการงานที่เหมาะสมกับคำพูดว่า บุคคลผู้นี้มิใช่มิตรของเรา
[๗๑] งานใดควรทำ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็อย่าพูดถึงงานนั้นเลย คนไม่ทำ เอาแต่พูด บัณฑิตย่อมรู้ทัน
[๗๒] ผู้ใดไม่ประมาท ระแวงการทำลายมิตร คอยจับผิดอยู่เสมอ ผู้นั้นหาใช่มิตรไม่ ส่วนผู้ใดผู้อื่นยุให้แตกกันมิได้ ไม่มีความระแวงในมิตรคนใด อยู่อย่างปลอดภัยเหมือนบุตรที่นอนแนบอกมารดา ผู้นั้นแหละนับว่าเป็นมิตรแท้
[๗๓] กุลบุตรเมื่อเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระ (คำว่า ธุระ ในที่นี้ ได้แก่ ธุระ ๔ คือ ทาน ศีล ภาวนา มิตรภาพ) อันเป็นของบุรุษไปอยู่ ชื่อว่าย่อมบำเพ็ญฐานะที่ทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำความสรรเสริญมาให้
[๗๔] บุคคลดื่มรสอันเกิดเพราะความสงัด และรสแห่งความสงบชื่อว่าดื่มรสคือปีติในธรรม ย่อมไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป
หิริชาดกที่ ๓ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
หิริชาดก
ว่าด้วย การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชาวปัจจันตคามผู้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องทั้งสอง คือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต ได้มีพิสดารแล้วในชาดกจบสุดท้ายแห่งนวมวรรค เอกนิบาต.
แต่ในชาดกนี้ เมื่อคนมาบอกแก่พาราณสีเศรษฐีว่าคนของเศรษฐีชาวปัจจันตคามถูกชิงทรัพย์สมบัติ ไม่เป็นเจ้าของของที่เป็นของตน พากันหนีไปแล้ว
พาราณสีเศรษฐีจึงกล่าวว่า ธรรมดา คนผู้ไม่กระทำกิจที่จะพึงทำแก่คนผู้มายังสำนักของตน ย่อมไม่ได้คนผู้กระทำตอบแทนเหมือนกัน แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน แต่ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่า บัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดีว่าผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.
เพราะว่าบุคคลทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สมกับพูด เป็นแต่พูดอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่รังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแนบอกมารดาฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
กุลบุตรผู้มองเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายไปอยู่ ย่อมทำเหตุคือการทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำมาซึ่งความสรรเสริญให้เกิดมีขึ้น.
บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.
แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาเฉพาะความเป็นมิตรซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.
จริงอยู่ ความเป็นมิตรกับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร ย่อมนำซึ่งความปราโมทย์ ทั้งนำมาซึ่งสรรเสริญ ท่านเรียกว่าความสุขดังนี้ก็มี เพราะเป็นเหตุแห่งสุขทางกายและทางใจ ในโลกนี้และโลกหน้า เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เห็นผลและอานิสงส์นี้ ชื่อว่าผู้มีผลานิสงส์ เมื่อนำพาธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายทั้ง ๔ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนาและมิตรภาพที่ลูกผู้ชายทั้งหลายจะพึงนำพา ย่อมยังเหตุเครื่องกระทำความปราโมทย์ กล่าวคือมิตรภาพนี้ และสุขอันเป็นเหตุนำมาซึ่งสรรเสริญให้เกิด คือให้เจริญ ท่านแสดงว่า ไม่ทำลายมิตรภาพให้แตกจากบัณฑิตทั้งหลาย.
พระมหาโพธิสัตว์สยดสยองการเกลือกกลั้วกับปาปมิตร จึงถือเอายอดแห่งเทศนาโดยให้บรรลุพระอมตมหานิพพาน ด้วยรสแห่งวิเวกด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
เศรษฐีชาวปัจจันตคามในครั้งนั้น ได้เป็นเศรษฐีชาวปัจจันตคามนี้แหละ
ส่วนพาราณสีเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาหิริชาดกที่ ๓
-----------------------------------------------------