สีลวีมังสชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๒. สีลวีมังสชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๖๒)
ว่าด้วยการทดลองศีล
(พราหมณ์โพธิสัตว์รู้ว่า ศีลสำคัญกว่าสุตะ จึงได้กราบทูลพระราชาว่า)
[๖๕] ข้าพระองค์มีความสงสัยว่า ศีลประเสริฐกว่า หรือสุตะประเสริฐกว่า บัดนี้ ข้าพระองค์หมดความสงสัยแล้วว่า ศีลนั่นแลประเสริฐกว่าสุตะ
[๖๖] ชาติและผิวพรรณเป็นของเปล่าประโยชน์ ทราบมาว่า ศีลเท่านั้นประเสริฐสุด บุคคลไม่มีศีล มีเพียงสุตะเท่านั้น ย่อมไม่มีความเจริญ
[๖๗] กษัตริย์ไม่ดำรงอยู่ในธรรม แพศย์ไม่อิงอาศัยธรรม ชนทั้ง ๒ นั้นละโลกทั้ง ๒ ไปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ
[๖๘] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล และคนเทขยะ ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วย่อมเป็นผู้เสมอกันในเทวโลก
[๖๙] พระเวทก็ตาม ชาติก็ตาม พวกพ้องก็ตาม ไม่สามารถจะให้ยศและความสุขในสัมปรายภพได้ แต่ศีลของตนที่บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น นำความสุขมาให้ในสัมปรายภพ
สีลวีมังสชาดกที่ ๒ จบ
--------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สีลวีมังสชาดก
ว่าด้วย ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกัน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระราชาทรงเห็นพรามณ์นั้นว่า พราหมณ์นี้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีล จึงทรงตั้งให้ยิ่งกว่าพราหมณ์ทั้งหลายอื่น. พราหมณ์นั้นคิดว่า พระราชาทรงกระทำความเคารพนับถือเรา ทรงเห็นเราว่าเป็นผู้มีศีล หรือว่าทรงเห็นว่าเป็นผู้ประกอบด้วยการทรงจำสุตะไว้ได้ เราจักทดลองดูก่อนว่าศีลหรือสุตะสำคัญกว่ากัน.
วันหนึ่ง พราหมณ์นั้นจึงหยิบเอากหาปณะจากแผ่นกระดานนับเงินของเหรัญญิกไป. เหรัญญิกก็ไม่พูดอะไร เพราะความเคารพ. แม้ในครั้งที่สอง ก็ไม่พูดอะไร แต่ในครั้งที่สาม เหรัญญิกกล่าวหาว่า เป็นโจรปล้นเงิน แล้วให้จับพราหมณ์นั้นมาถวายพระราชา เมื่อพระราชาตรัสว่า พราหมณ์นี้ทำอะไร จึงกราบทูลว่า ปล้นทรัพย์พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือพราหมณ์.
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระบาทมิได้ปล้นทรัพย์ แต่ข้าพระบาทมีความรังเกียจสงสัยว่า ศีลเป็นใหญ่หรือว่าสุตะเป็นใหญ่ ข้าพระบาทนั้น เมื่อจะทดลองว่า บรรดาศีลและสุตะนั้น อย่างไหนหนอเป็นใหญ่ จึงหยิบเอากหาปณะไป ๓ ครั้ง เหรัญญิกนี้ให้จำข้าพระบาทนั้นแล้วนำมาถวายพระองค์ บัดนี้ ข้าพระบาททราบแล้วว่า ศีลใหญ่กว่าสุตะ ข้าพระบาทไม่มีความต้องการอยู่ครองเรือน ข้าพระบาทจักบวช.
ดังนี้แล้ว ขอให้ทรงอนุญาตการบวชแล้ว ไม่เหลียวดูประตูเรือนเลย ไปยังพระเชตวัน ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงสั่งให้บรรพชาและอุปสมบทแก่พราหมณ์นั้น. ท่านอุปสมบทแล้วไม่นานเจริญวิปัสสนา ได้ดำรงอยู่ในอรหัตตผล.
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พราหมณ์ชื่อโน้นทดลองศีลของตนแล้ว ก็บวชเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า.
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้เท่านั้นทดลองศีล แล้วบรรพชาบรรลุพระอรหัต เฉพาะในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายทดลองศีลแล้วบรรพชา ได้กระทำที่พึ่งแก่ตนแล้วเหมือนกัน. แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพระพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วเรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกสิลาเสร็จแล้ว กลับไปเมืองพาราณสี แสดงให้พระราชาทอดพระเนตร. พระราชาได้ประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่พระโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์นั้นรักษาศีลห้า.
ฝ่ายพระราชาก็ทรงเคารพพระโพธิสัตว์นั้นทรงเห็นว่าเป็นผู้มีศีล. พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า พระราชาทรงเคารพเห็นว่าเราเป็นผู้มีศีล หรือทรงเห็นว่าเป็นผู้ประกอบการทรงจำสุตะไว้ได้.
เรื่องทั้งปวงเหมือนเรื่องปัจจุบันนั่นแล.
แต่ในที่นี้ พราหมณ์นั้นกล่าวว่า บัดนี้เรารู้แล้วว่า ศีลเป็นใหญ่สำคัญว่าสุตะ
จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถานี้ว่า :-
ข้าพระองค์ได้มีความสงสัยว่า ศีลประเสริฐหรือสุตะประเสริฐ ศีลนี่แหละประเสริฐกว่าสุตะ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยแล้ว.
ชาติและวรรณะเป็นของเปล่า ได้สดับมาว่า ศีลเท่านั้นประเสริฐที่สุด บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยศีล ย่อมไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ.
กษัตริย์และแพศย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่อาศัยธรรม ชนทั้งสองนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ.
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร์ คนจัณฑาลและคนเทหยากเยื่อ ประพฤติธรรมในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในไตรทิพย์
เวท ชาติ แม้พวกพ้อง ก็ไม่สามารถจะให้อิสริยยศหรือความสุขในภพหน้าได้ ส่วนศีลของตนที่บริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสุขในภพหน้า.
ท่านกล่าวคาถาที่ ๕ เพื่อแสดงว่า สุตะเป็นต้นทั้งหมดเป็นของเปล่า.
เนื้อความของคาถาที่ ๕ นั้นว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า เวทเป็นต้นเหล่านี้ เว้นการให้เพียงสักว่ายศในโลกนี้เสีย ย่อมไม่สามารถจะให้ยศหรือสุขในโลกหน้า คือในภพที่ ๒ หรือภพที่ ๓ ได้ ส่วนศีลของตนเท่านั้นอันบริสุทธิ์ ย่อมอาจให้ยศหรือสุขนั้นได้.
พระมหาสัตว์กล่าวคุณของศีลอย่างนี้แล้ว จึงขอให้พระราชาทรงอนุญาตการบวช แล้วเข้าไปยังประเทศหิมพานต์ในวันนั้นเอง บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ผู้ทดลองศีลแล้วบวชเป็นฤาษีในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๒
-----------------------------------------------------