วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ผมได้รับเชิญไปฟังการบรรยายเรื่องมานุษยวิทยาของความเลื่อนไหล โดย ศ. นพ. อาร์เธอร์ ไคลน์แมน ในการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา ๖๗  “ลบเลือน เคลื่อนที่ ทวีทบ” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร   โชคดีได้พบและคุยกับ ศ. ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ    และเมื่อเข้าเรื่องการเรียนรู้จากประสบการณ์ ท่านก็เล่าว่าท่านค้นพบและแปลหนังสือของ Karl Marx ไว้   ที่สะท้อนวิธีคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจจากประสบการณ์เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน   

ปลายเดือนกรกฎาคม ผมก็ได้รับหนังสือ การก่อรูปของระบบเศรษฐกิจก่อนทุนนิยม (Precapitalist Economic Formations)  เขียนโดย Karl Marx แปลโดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ     ทางไปรษณีย์ 

เป็นหนังสือที่ผมต้องค่อยๆ ละเลียด ด้วยสองเหตุผล  (๑) ต้องอ่านไปสะท้อนคิดไปเพราะไม่คุ้นเคยกับสาระ (๒) อ่านนานปวดตา เพราะตัวหนังสือเล็กมาก 

ผมอ่านเพื่อตีความว่า  Karl Marx นำเอาประสบการณ์ตรง มาสะท้อนคิดสู่หลักการด้านระบบเศรษฐกิจอย่างไร    เพื่อทำความเข้าใจพลังของการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่อวิวัฒนาการสำคัญๆ ของโลก       

 จับความได้ว่า มนุษย์เราได้ลองพัฒนาระบบการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนมาหลายยุคหลายสมัย    ที่ในหนังสือเล่มนี้เรียกว่ายุคก่อนทุนนิยม (Pre-Capitalism)    ก่อนที่ปัจจัยต่างๆ จะมาบรรจบกันลงตัว เมื่อราวๆ สามร้อยปีที่แล้ว    เกิดการก่อตัวของลัทธิทุนนิยม   ที่ทั้งสร้างคุณและโทษให้แก่สังคมและมนุษย์   และที่ผมมองว่าในปัจจุบันมีกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่ผสมผสานลัทธิทุนนิยมและสังคมนิยมได้อย่างลงตัว   

จากชุมชนบุพกาล สังคมยุคก่อนทุนนิยมมี ๓ แบบคือ (๑) โรมัน (๒) เยอรมัน  (๓) ตะวันออก   ที่ต่อมาเกิดพลังการผลิตที่มีที่มีประสิทธิผลสูง    นำสู่สังคมทุนนิยม   

จุดที่ผมสนใจคือ The Paris Manuscript 1844 ของ Karl Marx   ที่ผมตีความว่า เป็นตัวอย่างของ experiential learning  ที่ คาร์ล มาร์กซ์ ไปเห็นสภาพการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมในสมัยนั้น    ที่เมื่อปี ๒๕๒๑ ผมเคยไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในลอนดอนที่จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว (London Museum?)    ได้เห็นตัวอย่างที่พักของคนงานในอังกฤษสมัยสองร้อยปีก่อนแล้วรู้สึกสังเวชใจ    ว่าเขาถูกขูดรีดแรงงานอย่างน่าสมเพช   ในลักษณะที่เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเหล่าผู้ใช้แรงงาน   สภาพในเวลานั้นจึงมีลักษณะทุนอยู่เหนือมนุษย์ที่ใช้แรงงาน   

ผมตีความ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่า คาร์ล มาร์กซ์ เป็นนักปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และสังคมวิทยา ที่ทำงานวิชาการแบบเน้นข้อมูลหลักฐานอย่างรอบด้าน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงประจักษ์        

ผมตีความต่อว่า   ในปัจจุบันเงินหรือทุนครองความเป็นจ้าวโลก    สังคมที่เงินเป็นใหญ่ ผู้คนก็ทุกข์ยากมาก   และมีความเหลื่อมล้ำสูง   มีหลายประเทศที่เงินหรือทุนไม่ได้เป็นใหญ่มากนัก    ความเป็นมนุษย์ และความเท่าเทียมมีความหมายสูงในสังคมนั้น ผู้คนจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง และสังคมมีความสุขอย่างที่ผมไปเห็นที่เดนมาร์กเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗    ที่เห็นความเป็นสังคมที่น่าอยู่อย่างชัดเจน   

เข้าใจว่าจีนก็กำลังเดินตามเส้นทางนี้   โดยจีนต้องแก้ปัญหาความยากจนของคนจำนวนหลายร้อยล้านคน    และนอกจากแก้ปัญหาความยากจน ก็ต้องแก้ปัญหา soft skills  และคุณธรรมจริยธรรมของคนด้วย    ที่ยังล้าหลังประเทศสแกนดิเนเวียอยู่มาก   

ผมตีความเอาจากข้อมูลหลายแหล่ง ว่าผู้นำจีนมีเป้าหมายเพื่อสังคมชัดเจน  มีการตั้งเป้า และกำหนดวิธีการ    เมื่อดำเนินการก็มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติ  เอาผลเป็น feedback เพื่อการเรียนรู้และปรับตัว    เป็นการเอาความรู้จาก Das Capital มาประยุกต์ใช้ ในสองศตวรรษให้หลัง   

แต่ประเทศไทยโชคร้าย เดินตามเส้นทางอำนาจนิยม เงินนิยม   เมื่อไรเราจะเปลี่ยนไปยึดสังคมนิยม ธรรมนิยม ได้ 

วิจารณ์ พานิช 

๓๐ ส.ค. ๖๗