ว่าด้วย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

เวนสาขชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. เวนสาขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๕๓)

ว่าด้วยต้นไม้ป้องกันภัยไม่ได้

             (พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์กล่าวสอนพรหมทัตตกุมารว่า)

             [๑๔] พรหมทัตตกุมาร ความเกษมสำราญ ภิกษาที่หาได้ง่าย ความสุขสำราญกาย ทั้งหมดนี้ไม่มีตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อประโยชน์สิ้นไป ท่านอย่าได้หลงลืม เหมือนคนเรือแตกท่ามกลางสาครเลย

             [๑๕] คนทำกรรมใดไว้ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน คนทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี คนทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

             (พรหมทัตตกุมารนั้นกำหนดคำของพระโพธิสัตว์ได้แล้ว บ่นเพ้ออยู่ว่า)

             [๑๖] ท่านอาจารย์ปาราสริยะได้กล่าวคำใดไว้ว่า ท่านอย่าได้ทำความชั่วที่ทำแล้วจะทำตนให้เดือดร้อนในภายหลัง คำนี้เป็นคำของอาจารย์

             [๑๗] ปิงคิยะ เราได้สำเร็จโทษกษัตริย์ ๑,๐๐๐ พระองค์ ผู้ประดับพระวรกาย ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ที่ต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นมีกิ่งก้านสาขาแผ่ไพศาลคือต้นนี้เอง ทุกข์นั้นนั่นแหละก็กลับมาสนองเรา

             (ต่อมาพรหมทัตตกุมารทรงคร่ำครวญอยู่อย่างนั้น หวนระลึกถึงพระอัครมเหสีจึงกล่าวว่า)

             [๑๘] พระนางสามาผู้มีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ งามระหงดั่งกิ่งไผ่ที่แกว่งไกวไปมา เราไม่เห็นพระมเหสีจักตาย การไม่ได้เห็นพระมเหสีของเรานั้น จักเป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์คือความตายนี้

เวนสาขชาดกที่ ๓ จบ

-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

เวนสาขชาดก

ว่าด้วย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

               พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยตำบลสุงสุมารคีรี ในแขวงภัคคชนบท ประทับอยู่ในเภสกฬาวัน ทรงปรารภโพธิราชกุมาร จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ครั้งนั้น พระโอรสของพระเจ้าอุเทนนามว่า โพธิราชกุมาร ประทับอยู่ ณ สุงสุมารคีรี รับสั่งให้เรียกช่างไม้ผู้ชำนาญศิลปะคนหนึ่งมาให้สร้างปราสาทชื่อโกกนุท โดยสร้างไม่ให้เหมือนกับพระราชาอื่นๆ ก็แหละครั้นให้สร้างเสร็จแล้ว มีพระทัยตระหนี่ว่า ช่างไม้คนนี้จะพึงสร้างปราสาทเห็นปานนี้แก่พระราชาแม้องค์อื่น จึงให้ควักนัยน์ตาทั้งสองข้างของช่างไม้นั้นเสีย. เพราะเหตุนั้น แม้ความที่พระโพธิราชกุมารให้ควักนัยน์ตาของช่างไม้นั้น ก็เกิดปรากฎในหมู่ภิกษุสงฆ์.
               เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า โพธิราชกุมารรับสั่งให้ควักนัยน์ตาทั้งสองข้างของนายช่างไม้เห็นปานนั้น โอ! ช่างกักขฬะหยาบช้า สาหัสนัก.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า.
               จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน โพธิราชกุมารนี้ก็เป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า สาหัส เหมือนกันและในบัดนี้เท่านั้นยังไม่สิ้นเชิง แม้ในกาลก่อน โพธิราชกุมารนี้ก็ให้ควักพระเนตรของกษัตริย์ ๑,๐๐๐ องค์ ให้ปลงพระชนม์ทำพลีกรรมด้วยเนื้อของกษัตริย์ ๑,๐๐๐ องค์นั้น.
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ในเมืองตักกสิลา. ขัตติยมาณพและพราหมณ์มาณพในพื้นชมพูทวีป พากันเรียนศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้นเอง.
               พระโอรสแม้ของพระเจ้าพาราณสี นามว่าพรหมทัตกุมาร ก็เรียนพระเวททั้ง ๓ ในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น. แต่ตามปกติ พรหมทัตกุมารนั้นได้เป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า ทารุณ. พระโพธิสัตว์รู้ว่าพรหมทัตกุมารนั้นเป็นผู้กักขฬะหยาบช้าทารุณ ด้วยอำนาจวิชาดูอวัยวะ ได้กล่าวสอนว่า ดูก่อนพ่อ เธอเป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า ทารุณ ความเป็นใหญ่ที่ได้ด้วยความหยาบช้าย่อมไม่ดำรงอยู่นาน เมื่อความเป็นใหญ่พินาศไป คนผู้หยาบช้านั้นย่อมไม่ได้ที่พึ่ง เหมือนคนเรือแตกไม่ได้ที่พึ่งพำนักในสมุทรฉะนั้น เพราะฉะนั้น เธออย่าได้เป็นผู้เห็นปานนั้น ดังนี้.
               จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ดูก่อนพรหมทัตกุมาร ความเกษมสำราญ ๑ ภิกษาหารที่หาได้ง่าย ๑ ความเป็นผู้สำราญกายนี้ ๑ ไม่พึงมีตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อประโยชน์ของตนสิ้นไป ท่านอย่าได้เป็นผู้ล่มจมเลย เหมือนคนเรือแตกไม่ได้ที่พึ่งอาศัย จมอยู่ในท่ามกลางทะเลฉะนั้น.
               บุคคลทำกรรมใด ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใด ผลย่อมงอกขึ้นเช่นนั้น.
               พรหมทัตกุมารนั้นไหว้อาจารย์แล้วไปถึงนครพาราณสี แสดงศิลปะแก่พระบิดา แล้วดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราช เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ก็ได้เสวยราชสมบัติ. ท้าวเธอมีปุโรหิตชื่อว่าปิงคิยะ เป็นคนกระด้างหยาบช้า เพราะความโลภในยศ เขาจึงคิดว่า ถ้ากระไร เรายุให้พระราชานี้จับพระราชาทุกองค์ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เมื่อเป็นอย่างนี้ พระราชานี้จักเป็นพระราชาแต่พระองค์เดียว แม้เราก็จะได้เป็นปุโรหิตแต่ผู้เดียว.
               ปุโรหิตนั้นทำให้พระราชานั้นเชื่อถือถ้อยคำของตน.
               พระราชาจึงยกกองทัพใหญ่ออก ล้อมนครของพระราชาองค์หนึ่งแล้วจับพระราชาองค์นั้น. พระราชานั้นยึดราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยอุบายนี้นั่นแหละ ห้อมล้อมด้วยพระราชา ๑,๐๐๐ องค์ ได้ไปด้วยหวังว่า จักยึดราชสมบัติในนครตักกสิลา.
               พระโพธิสัตว์ปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระนคร กระทำให้เป็นนครที่คนอื่นกำจัดไม่ได้.
               ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีให้วงม่านที่โคนต้นไทรใหญ่ ริมแม่น้ำคงคา แล้วทำให้เพดานข้างบนลาดที่บรรทมแล้วพักอยู่. ท้าวเธอแม้จะพาเอาพระราชา ๑,๐๐๐ องค์ ในพื้นชมพูทวีปออกรบอยู่ ก็ไม่อาจยึดเมืองตักกสิลาได้ จึงตรัสถามปุโรหิตว่า ท่านอาจารย์ พวกเรามาพร้อมกับพระราชาเหล่านี้ ไม่สามารถยึดเมืองตักกสิลาได้ ควรจะทำอย่างไรดี.
               ปุโรหิตกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เราทั้งหลายจงควักนัยน์ตาของพระราชา ๑,๐๐๐ พระองค์แล้วปลงพระชนม์เสีย ผ่าท้องถือเอาเนื้ออร่อย ๕ ชนิด กระทำพลีกรรมแก่เทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ต้นไทรนี้ แล้ววงรอบต้นไทรด้วยเกลียวพระอันตะแล้วเจิมด้วยโลหิต ชัยชนะจักมีแก่พวกเราอย่างเร็วพลันทีเดียว ด้วยอุบายอย่างนี้.
               พระราชาทรงรับว่า ดีละ แล้ววางคนปล้ำผู้มีกำลังมากไว้ภายในม่าน ให้เรียกพระราชามาทีละองค์ แล้วให้ทำให้สลบด้วยการบีบรัด แล้วควักเอานัยน์ตาแล้วฆ่าให้ตาย เอาแต่เนื้อไว้ ลอยซากศพไปในแม่น้ำคงคา ให้ทำพลีกรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ให้ตีกลองบวงสรวงแล้วเสด็จไปรบ.
               ครั้งนั้น ยักษ์ตนหนึ่งชื่ออัชชิสกตะ มาควักพระเนตรเบื้องขวาของพระเจ้าพาราณสีนั้นแล้วก็ไป. เวทนาใหญ่หลวงเกิดขึ้นแล้ว ท้าวเธอได้รับเวทนา จึงเสด็จไปบรรทมหงายบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ณ โคนต้นไทร. ขณะนั้น แร้งตัวหนึ่งคาบเอากระดูกชิ้นหนึ่งซึ่งมีปลายคมกริบมาจับอยู่บนยอดไม้ กินเนื้อหมดแล้วทิ้งกระดูกลงมา ปลายกระดูกลอยมาตกลงที่พระเนตรซ้ายของพระราชา ทำพระเนตรทั้งสองแตกไป เหมือนหลาวเหล็กแทงฉะนั้น.
               ขณะนั้น ท้าวเธอจึงกำหนดได้ถึงถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงทรงบ่นเพ้อว่า อาจารย์ของเรากล่าวไว้ว่า สัตว์เหล่านี้ย่อมเสวยวิบากอันสมควรแก่กรรม เหมือนบุคคลเสวยผลอันสมควรแก่พืช ดังนี้ เห็นจะเป็นเหตุนี้จึงกล่าวไว้ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ปาจารย์ได้กล่าวคำใดไว้ว่า ท่านอย่าได้ทำบาปกรรม ที่ทำแล้วจะทำให้เดือดร้อนในภายหลัง คำนั้นเป็นคำสอนของอาจารย์เรา.
               ปิงคิยปุโรหิตนั้นมาบ่นเพ้อแสดงต้นไทรนี้ว่า มีกิ่งแผ่ไพศาล มีเดชานุภาพสามารถให้ความชนะได้ เราได้ให้ฆ่ากษัตริย์ผู้ประกอบด้วยราชอลังการ ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์แดง ถึงพันพระองค์ ที่ต้นไม้ใด บัดนี้ ต้นไม้นั้นไม่อาจทำการป้องกันอะไรแก่เราได้ ความทุกข์อันนั้นแหละกลับมาสนองเวรแล้ว.
               ท้าวเธอเมื่อทรงคร่ำครวญอยู่อย่างนี้แล ทรงหวนระลึกถึงพระอัครมเหสี จึงกล่าวคาถาว่า :-
               พระนางอุพพรีอัครมเหสีของเรา มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ลูบไล้ทาตัวด้วยแก่นจันทน์แดง งดงามเจริญตา ยามเมื่อเยื้องกราย เหมือนกิ่งไม้สิงคุ ยามเมื่อต้องลมอ่อนๆ ไหวสะเทือนอยู่ฉะนั้น เรามิได้เห็นพระนางอุพพรีแล้ว เพราะตาบอด จักตายแน่ การที่เราไม่ได้เห็นพระนางอุพพรีนั้นจักเป็นทุกข์ยิ่งกว่ามรณทุกข์นี้เสียอีก.
               คำที่เป็นคาถานั้นมีความว่า
               พระนางอุพพรีอัครมเหสีเรามีพระฉวีวรรณงามดังทองคำ ยามเมื่อกระทำอิตถีวิลาศกิริยาเยื้องกรายของหญิงย่อมงดงาม เหมือนกิ่งไม้สิงคุที่ชี้ไปตรงๆ ยามถูกลมอ่อนรำเพยพัดไหวโอนงามอยู่ฉะนั้น. บัดนี้ เราไม่ได้เห็นพระนางอุพพรีนั้น เพราะนัยน์ตาทั้งสองข้างแตกไปแล้ว จักต้องตาย การที่เรามองไม่เห็นพระนางอุพพรีนั้น จักเป็นทุกข์ยิ่งกว่ามรณทุกข์นี้.
               พระเจ้าพาราณสีนั้นทรงบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ ตายแล้วบังเกิดในนรก. ปุโรหิตผู้อยากได้ความเป็นใหญ่ไม่อาจทำการต้านทานพระเจ้าพาราณสีนั้น ไม่อาจทำความเป็นใหญ่แก่ตน. เมื่อพระเจ้าพาราณสีนั้นพอสวรรคตเท่านั้น พลนิกายต่างพากันแตกสานซ่านเซ็นไป.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น โพธิราชกุมาร
               ปิงคิยปุโรหิตได้เป็น พระเทวทัต
               อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาเวนสาขชาดกที่ ๓               
               -----------------------------------------------------