เท่าทันข่าวลวงออนไลน์
พลเมืองชาติพันธุ์เท่าทันสื่อยุคดิจิตอล 
เสาร์ 14 ก.ย. 67 สรุปบทเรียนการขับเคลื่อนโครงการ และเติมเต็มข้อเสนอแนะเพื่อก้าวต่อไป
งบน้อย อยู่ไกล เลยเชิญมาพบกันแบบออนไลน์
มีทั้งรุ่นเล็ก  และรุ่นใหญ่ 
คนรุ่นใหม่ที่เก่งไอที และกำลังมีไฟ และคนสูงวัยที่เปี่ยมเมตตา และมากประสบการณ์ 
เราเป็น Fa อยู่ตรงกลาง ก็เปิดพื้นที่ จัดกระบวนการให้ทุกคนได้พูด ได้ฟัง แบบเปิดใจ

ก่อนประชุมสองสามวันก็มานึกว่าจะทำยังไงให้การประชุมสั้น กระชับ เข้าใจง่าย 
ก็เลยย่อยช้อมูลต่างๆสรุปงานออกมาเป็นคลิป ไม่เกิน 7 นาทีก็รู้เรื่องได้ไม่ต้องเปิดเอกสารมาก
ส่วนผลงานต่างๆ ก็มีตามลิงค์ที่ส่งไป เป็นคลิป Tiktok , You Tube สั้นๆ ไม่เกินสามนาที มี 4 คลิป ดูจบก็น่าจะเข้าใจ อิ่มใจ

ผมส่งให้เป็นการบ้านแก่ผู้ที่จะเข้าประชุม ได้ดูก่อนวันจริง เพราะวันประชุมออนไลน์จริง นอกจากอาจจะไม่มีเวลาพอ ยังอาจเจอปัญหาภาพกระตุก โหลดคลิปมาเปิดแบบเรียลไทม์ไม่ได้ กระนั้นเลย ให้ดูกันก่อน ดีกว่า เป็นการแสดง Commitment ที่อยากเข้าร่วมเวทีนี้ด้วย

 

คำถามง่ายๆแบ่งเป็นสองช่วง แต่เนื่องจากเวทีนี้มีผู้เข้าร่วมหลากหลายตั้งแต่ผู้เฒ่าที่ทำงานนโยบาย ไปจนถึง Youtuber และเด็กนักเรียนมือใหม่ที่กำลังร่วมขบวนจิตอาสากับภาคประชาสังคม เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่เผลอไปครอบความคิด ผมเลยขออนุญาตให้เด็กเยาวชน คนที่มีอายุน้อยที่สุดได้พูดก่อน ไล่อายุขึ้นมาตามลำดับ

คำถามช่วงแรก เป็นการตรึกตรองสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ถึง แรงบันดาลใจ ที่บ้างก็ว่าเพื่อน/คนรู้จักชักชวน บ้างก็ว่ามาร่วมเพราะเจอมิจฉาชีพออนไลน์มากับตัว  แต่มาร่วมแล้วก็คือดี ได้ฝึกเทคนิคใหม่ๆ ได้ความรู้ ได้เจอผู้คนที่หลากหลาย 

โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ แต่คนรู้จักน้อยไปหน่อย น่าจะได้ประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เชิญคนเข้าร่วมมากขึ้นด้วย ถึงพวกเขาจะย้ายไปเรียนต่อที่จังหวัดอื่นแต่ก็สามารถมาช่วยสนับสนุนได้แบบออนไลน์ และจะได้สร้างเครือข่ายต่อในระดับมหาวิทยาลัย อันนี้เยาวชนบอกตรงกันเลย ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ ผู้คร่ำหวอดในวงการก็ชื่นชม และให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะหนักไปในคำถามช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงการออกแบบแนวทางขับเคลื่อนงานระยะต่อไป ผมก็ลองประมวลโดยสังเขป ตามนี้นะครับ


คำถามในช่วงที่สอง มองไปข้างหน้า บูรณาการงาน การเรียนรู้ ชีวิต ขับเคลื่อนตามวิถีและตัวตน
คำถามชุดนี้ ก็เริ่มจากคนอายุน้อยไปหาคนอายุมากเช่นเคย ในส่วนเยาวชนก็มองว่า น่าจะได้ขยายงานต่อไปยังคนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทั้งในจังหวัด และเครือข่ายที่อยู่ต่างจังหวัด เช่น กลุ่มนักศึกษาชาติพันธุ์ในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มแรงงานชาติพันธุ์ที่เป็นแรงงานนอกระบบในจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นไทใหญ่ ปกาเกอะญอ กะแย กะเหรี่ยงโผล่ง ละเวือะ ฯลฯ รวมไปถึงกลุ่มคนพิการซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการถูกหลอกสูงด้วย แต่เป้าหมายเราควรชัดให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง คือ ไม่ใช่ รู้เป็น ตรวจสอบข่าวเป็น เท่าทันมิจฉาชีพได้ อันนี้ก็ดีอยู่ คือ ตัวเองรอด แต่มันควรไปถึงการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอะไรที่เป็นรูปธรรมขึ้น 

นอกจากนี้ น่าจะได้เกิดวอร์รูม เพื่อหารือ จัดการข้อมูลข่าวสารเท็จอย่างทันท่วงที โดยเชื่อมโยงกับสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิทยุกระจายเสียง และหอกระจายข่าว ซึ่งคนชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอนโดยทั่วไปเข้าถึงกันมาก 

นอกจากนี้ ยังควรคิดถึงการพึ่งตนเอง เช่น การมีกองทุนของตนเอง  การจัดสวัสดิการภายใน อาจจะเป็นในรูปแบบการระดมทุนผ่านโครงการเช่น “ โครงการเทใจ " อาจมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ หรือแม้แต่ “ธนาคารเวลา” การให้รางวัลทางสังคมแก่คนทำงาน พูดง่ายๆ ต้องคิดเรื่องมูลค่าไปกับคุณค่า ไม่ใช่เอาแต่ช่วยคนอื่นอย่างเดียวแต่เราตั้งตัวไม่ได้ อันนี้ก็ไม่สมาร์ท

แสดงว่า ในระยะต่อไป โครงสร้างการทำงานจะเป็นเครือข่ายที่กระจายตัวค่อนข้างกว้าง และมีลักษณะแบบ “เพื่อนชวนเพื่อน” ซึ่งเริ่มมาได้ดีตั้งแต่แรก และน่าจะคงลักษณะนี้ต่อไป คือ ไม่ได้เอาหน่วยงานเป็นตัวตั้ง หากแต่มาจากฐานความสัมพันธ์ กรองคนที่คุ้นเคยและไว้ใจได้เข้ามาร่วมก่อการดี ถ้าไกลกัน งบน้อยก็คงต้องใช้ประชุมออนไลน์เป็นหลัก แต่ก็อยากมีออนไซต์ได้มาเจอตัวเป็นๆ เพื่อเชื่อมพลังกันได้ลึกขึ้น

ในส่วนรูปแบบการสื่อสาร แน่นอนว่ายังใช้ภาษาชาติพันธุ์โดยมี Sub ภาษาไทย แต่อาจจะปรับเพิ่มรูปแบบนอกจากจะเป็นคลิปวิดีโอแล้ว ก็อาจจะเป็น Live สด เป็น One Page แผ่นพับ โปสเตอร์ หรือแม้กระทั่งเป็นดนตรี เป็นเพลง เป็นศิลปะแขนงต่างๆ ที่ผสมผสานความเป็นชาติพันธุ์กับเทคโนโลยีและกลิ่นไอร่วมสมัยก็ได้ อันนี้จะก็เปิดอิสระให้ร่วมกันสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย
แล้วเด็กๆ ในชุมชน ที่เค้ามาร่วมแสดงในคลิปด้วยเป็นอย่างไรบ้างครับ
“เด็กๆตื่นเต้น ที่ได้เห็นตัวเองในเน็ต บอกสนุกดี” แกนนำชุมชนที่ประชุมด้วยเล่าให้ฟัง เราฟังก็ดีใจ
ความสนุก ความมีชีวิตชีวา เป็นสิ่งที่เราอยากให้มีเสมอนะในโครงการ  ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์ เป็นแรงดึงดูดที่ดี ที่อยากให้รักษาไว้

นอกจากนี้ ในที่ประชุมก็มีข้อเสนอว่าจำต้องมีจุดประสานงานที่เป็นกายภาพ มีที่ตั้งชัดเจนเอาไว้ติดต่อกันเหมือนกัน เช่น เวลาจะดีลกับภาครัฐ เช่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ รวมถึงองค์กรต่างๆ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้น เดี๋ยวว่ากันอีกที

เนื่องจากผู้เข้าร่วมเวทีมีไม่มาก คือสิบกว่าคน เราเลยสามารถยิงคำถามชวนเสวนาได้เป็นคนๆไป โดยพยายามให้เกิดความทั่วถึง ระหว่างที่เสวนาก็จดบันทึกรัวๆไปด้วย ก็พอจับประเด็นได้อีกว่า เท่าที่แลกเปลี่ยนกันนี้ ก็มีสามเรื่องที่ซ้อนๆกัน คือ  1) FACT  CHECKER  คือกระบวนการพัฒนานักตรวจสอบข่าว/ช้อมูลลวงออนไลน์ ซึ่งพัฒนาจากการฝึกใช้เครื่องมือแอพ ไปจนถึงขั้นสื่อสารสู่สาธารณะเป็นคลิปรณรงค์ภาษาชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นธีมหลักของโครงการนี้ 


2) การสื่อสารเพื่อเข้าถึงสิทธิต่างๆของคนชาติพันธุ์ และสร้างความหมายทางสังคมวัฒนธรรม ของ “ความเป็นชาติพันธุ์” ในประเทศไทย อันนี้เริ่มงอกมาจากกลุ่มแกนนำรุ่นใหญ่ขึ้นไปถึงผู้อาวุโส ที่มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงเยาวชนและคนหนุ่มสาวในโครงการ กับประเด็นที่กว้างขึ้น กับขบวนงานชาติพันธุ์ที่เป็นขบวนเครือข่ายใหญ่ระดับภาค/ประเทศ เช่น การขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง , การสร้างสื่อเพื่อลดอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น


3) การฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางภาษา ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ประเด็นนี้ ได้มาจากผู้เข้าร่วม ในสายครู ที่ทำกระบวนการกับเด็กเล็ก 

ซึ่งเราฟังแล้วก็อืม.... ใช่เลย มาสร้างตอน ม.ปลาย อย่างนี้ไม่พอ จะให้ดีต้องเชื่อมต่อไปที่ ม.ต้น และประถมด้วย
ก็เลยถามเยาวชนกันว่า เด็กประถมนี่ เราพอจะสอนให้เค้ามีภูมิคุ้มกันข่าว ข้อมูล มิจฉาชีพ ออนไลน์ได้ไหม 
“ได้ครับ เด็กสมัยนี้ เขาใช้ไอทีคล่องอยู่ “ ผมก็เลยถามต่อว่า แล้วถ้าให้เด็ก มัธยมไปสอนน้องประถมในเรื่องนี้ พอจะได้ไหม
“ได้ครับ ถ้า ม.ปลาย แต่ ม.ต้น นี่ยังไม่น่าจะสอนน้องประถมได้ เขาอาจจะยังใจร้อนกันอยู่ “
ผมก็ “อืมม....อืมมม... ดีจังเลย” แสดงว่า เรื่อง Generation Gap นี่ก็สำคัญ และในเฟสต่อไป ถ้าจะจัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นไปได้ก็น่าจะเพิ่มกลุ่มเด็กประถมเข้าไป โดยมีทีมเด็ก ม.ปลาย หรือ น้องๆ นักศึกษาวิทยาลัย /มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยกัน

และ เราสามารถทำ 3 เรื่องนี้ เชื่อมกันได้ มากบ้างน้อยบ้างไปตามกลุ่ม และจังหวะเวลา
ต้องขอบคุณ Brain Storming ที่ไหลลื่นจากที่ประชุม


ส่วนในกลุ่มน้องๆ Youtuber , Tik Toker ที่มาร่วมวันนี้ ก็ยินดีให้การสนับสนุนถ้าจะร่วมขบวนกันไปในเฟสหน้า แต่จะไม่ถัดสื่อในแบบวิชาการมากนัก แต่ให้เล่าจากใจก็ถึงไหนถึงกัน เราก็บอกนั่นแหละดี มันเป็นสไตล์ของเค้าที่ประชาชนจำนวนมากชอบ ก็มี FC เป็นหมื่นเป็นแสน ก็เป็นนักเล่าเรื่องที่ค่อยแปลงเนื้อหายากๆไปให้ชาวบ้านชาติพันธุ์เค้าเข้าใจง่ายๆ ต้องพึ่งๆน้องๆอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ และถ้าจะให้ไปช่วยสอนคนอื่นทำสื่อ ไปสอนไลฟ์สดล่ะ ได้ไหม น้องๆกลุ่มนี้ก็บอก “ยินดีเลย ชอบๆ ลงพื้นที่ไปสอนเด็ก ไม่เอาตังก็ได้ แค่ขอให้บอกมา”  เราก็ยิ้ม

.......................................................................................................................................

มาถึงจุดนี้ เห็นความเป็นไปได้บางอย่าง พอมองๆไปในกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมในจังหวัด ก็จะเหลือใครที่มีกำลังและมีโอกาสส่งลงมา รู้สึกเหมือนว่า เอ้อ นี่เรามาถึงจุดที่ต้องกลับมาทำอะไรเกี่ยวกับงานขบวนสื่อชาติพันธุ์อีกแล้วหรือนี่

และเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่โลกกำลังเจอกระแส Digital Disruption , สังคมสูงวัยคืบคลานเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Genneration Gap ระหว่างคนสูงวัยกับลูกหลานก็มากขึ้น , ข้อมูลข่าวสารก็ไหลบ่ามาทุกวัน รวมทั้งมิจฉาชีพก็ขยันพัฒนาตัวเองเหลือเกิน ล่าสุดก็มีการใช่ A.i เข้าไปในวงการนี้มากขึ้นและน่าจะทบทวีในไม่ช้า

จึงเป็นโจทย์และกระบวนการที่ท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งดูแล้วซับซ้อน ไม่ง่าย ประกอบกับความเชื่อที่ว่า คนทำงานเองก็ต้องได้รับการดูแล ให้มีชีวิตที่ดี มีสุขภาวะองค์รวมที่สมดุล จึงจะเป็นการทำงานที่มีคุณภาพและยั่งยืนได้ หลักคิดแบบนี้ต้องอาศัยกระบวนการออกแบบเชิงกลยุทธ์ที่มีความเฉพาะ มีความเป็นพิเศษ ต่างจากโครงสร้างและระบบการขับเคลื่อนงานประชาสังคมทั่วไป

.................................................................................................................................

ทางผู้แทนจาก COFACT ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนโปรเจคต์นี้ ก็สะท้อนมาว่า โครงการของเราผ่านพ้นด้วยดี เป็นที่น่าชื่นใจ มาฟังมาสังเกตการณ์ประชุมวันนี้ก็รู้สึกใจฟู เห็นพลัง และความเป็นไปได้ในการเดินหน้าต่อไป โดยในปีหน้า ทาง COFACT จะเน้นเตรียมการให้รับมือกับ มิจฉาชีพที่เป็น A.i. ที่จะระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทางโคแฟคยังยึดจุดยืนเดิมคือ เน้นการสร้างพลเมืองที่มีความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆได้ด้วยตนเอง และจะได้เชิญเราเข้าร่วมในการพัฒนาโครงการระยะที่สอง ซึ่งจะจัดประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้

บันทึกการประชุมครั้งสำคัญมาเป็นแบบ Story Telling คิดว่าเป็นแบบที่เหมาะแก่การสื่อสารในกลุ่มคนทำงาน และง่ายต่อการรับรู้ของคนทั่วไป ยาวนิด แต่หวังว่าคงไม่น่าเบื่อนะครับ

อนึ่ง รายชื่อผู้เข้าร่วมเวทีสรุปบทเรียนฯ ดังกล่าว มีดังนี้ครับ
1.    วิสุทธิ์  เหล็กสมบูรณ์  นักวิชาการอิสระ /ผู้ประสานงานโครงการ
2.    ประเสริฐ  ประดิษฐ์   ประธานสภาพลเมือง แม่ฮ่องสอน
3.    ศักดา แสนมี่ สภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
4.    ปณชัย จันตา  แกนนำเครือข่ายละเวือะ
5.    พศิน เหล็กสมบูรณ์  เยาวชนไทใหญ่
6.    สุชนกนันท์  อริณแก้ว เยาวชนไทใหญ่
7.    ชูโชค จุลยานนท์ คนพิการไทใหญ่
8.    จำลอง เขียวเจริญ  Youtuber ไทใหญ่ 
9.    ต้นธรรม วงศ์ใจ  เยาวชนปกาเกอะญอ
10.    ศิรินทร  จิตศรัทธามั่น Youtuber ปกาเกอะญอ
11.    ดวงใจ  จันตา แกนนำเครือข่ายกะเหรี่ยงโผล่ง
12.    กัลยา สร้างแผ่นผา แกนนำเครือข่ายกะแย (กะเหรี่ยงแดง) 
13.    ชาญชัย วิทยาพูน เครือข่ายสื่อภาคประชาสังคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
14.    พรรณรัตน์ จงอมรรัตน์ แกนนำสื่อภาคประชาสังคมและวิสาหกิจชุมชน 
15.    วาสนา เกษอินทร์  เลขานุการโครงการ
16.    ศิรินทิพย์  หมั้นทรัพย์  COFACT ประเทศไทย