คำว่าจริยธรรมเป็นอีกมโนทัศน์และหลักปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาในสังคมไทย ปัญหาแรกคือความไม่กระจ่างชัดของคำว่า ‘จริยธรรม’ ซึ่งดูได้จากเรามักจะใช้คำสองคำนี้คู่กัน คือ ‘คุณธรรมจริยธรรม’ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนทั้งสองคำ แต่มีการนำใช้อย่างกว้างขวาง นัยว่าคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องหมายคุณภาพสินค้าที่ประกันคุณภาพของคนในสังคมได้ แต่ในการนำใช้มโนทัศน์ทั้งสองในสังคมไทยเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่โดยความจริงแล้วคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม 

ปัญหาที่สองคือ สังคมไทยสับสนปนกันระหว่าง ‘จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ’  ดังเช่นมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561 ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ควรเรียกว่า ‘จรรยาบรรณ์ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลากรศาลรัฐธรรมนูญฯ’ เป็นจรรยาบรรณวิชาชีพคล้ายกับจรรยาบรรณวิชาชีพครู หรือหมอ เป็นต้น 

นี่ยังไม่รวมถึงความกำกวมของบทบัญญัติของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลากรศาลรัฐธรรมมนูญฯ นะ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สร้างปัญหา และนำมาซึ่งการถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน 

แล้วถ้าจะถามว่า แล้วผมไปยุ่งกับเรื่องนี้ทำไม คำตอบก็คือ ข้อกำหนดและแนวปฏิบัติในการใช้ข้อกำหนดนี้เป็นประเด็นการเมือง คือ เป็นกระบวนการและการตัดสินใจทางการเมืองครับ เพราะเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลสำคัญต่อสังคมโดยรวม ซึ่งผมเรียกว่า ‘สาธารณะ’ ครับ เพียงการตัดสินใจทางการเมืองดังกล่าวเป็นการตัดสินใจโดยองค์กรที่เรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้นเอง 

กลับมาเรื่อง จริยธรรมกันต่อครับ 

ความหมายของคำว่า ‘จริยธรรม’ ตามพจนานุกรมและที่เข้าใจกันโดยทั่วไปนั้นหมายถึง ‘ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม หรือจริวัตร’ เป็นข้อปฏิบัติในเชิงศีลธรรม ใครทำได้ตามข้อปฏิบัติเหล่าน้ันถือว่าเป็นคนมีศีลธรรม ดังนั้นจึงมักจะเป็นข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้กว้างๆ และลงโทษก็มักจะเป็นเรื่องของการตำหนิติเตียน หรือไม่ยอมรับของหมู่คณะเป็นหลัก ถ้าจะถึงระดับมีการลงโทษก็มักจะกำหนดออกมาเป็น ‘วินัย’ เช่น วินัยสงฆ์ หรือวินัยข้าราชการ ส่วนจรรยบรรณวิชาชีพ ก็คล้ายกับวินัย แต่มักจะกำหนดใช้สำหรับอาชีพที่เป็นวิชาชีพ เช่น หมอ วิศวกร หรือครู เป็นต้น 

เอาละ สมมติว่าเราก้าวข้ามและไม่ถกเถียงกันเรื่อง ‘มาตรฐานจริยธรรม หรือจรรยาบรรณวิชาชีพ' ก็ตาม แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ  ก็คือ ‘มีข้อกำหนดหลายข้อที่กำหนดไว้กว้างและเป็นนามธรรมเกินไป’ จึงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน 

ข้อกำหนดในมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ที่ผมเห็นมีปัญหาอย่างยิ่งมี 5 ข้อดังนี้ 

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งปัญหาก็คือ เราจะมีตัวชี้วัดอะไร อย่างไรว่าการกระทำนั้นๆ เป็นการเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประเทศชาติ เช่น กรณีที่เกิดอุทกภัยขึ้นในวันหยุดราชการ และผมก็ไม่ลงพื้นที่ ไม่แก้ปัญหา นอนพักผ่อนอยู่บ้าน เพราะมันเป็นวันหยุดของผม อย่างนี้ถือว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติไหม เป็นต้น 

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติกรรม ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสงหาประโยขน์โดยมิชอบ 

ก็ดูเป็นข้อปฏิบัติที่ดีและชัดเจน แต่ข้อความที่ว่า ‘หรือมีพฤติกรรม ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสงหาประโยขน์โดยมิชอบ’ นั้นเป็นปัญหา เช่น สมมติว่าผมตั้ง นาย ก. เป็นที่ปรึกษาของผม แล้วนาย ก ใช้ความใกล้ชิดไปหาผลประโยชน์โดยผมไม่รู้ จะพิสูจน์กันอย่างไรว่า ‘ผมรู้เห็นเป็นใจ หรือไม่รู้เห็นเป็นใจ’ หรือจะตีความว่า 'ถ้าคนที่ผมตั้งมาเป็นคณะทำงานของผม ใครทุจริต ผมก็ต้องรับผิดชอบเลยใช่ไหม

สองข้อนี้ยังไม่เท่าไหรครับ ข้อ 18 และ 19 นั้นเป็นปัญหามากกว่านี้ คือ ข้อ 18 บัญญัติไว้ว่า 'ไม่ปลอยปละละเลย หรือยินยอมให้บุคคลในครอบครัว หรือบุคคลที่อยู่ในกำกับดูแล หรือความรับผิดชอบของตน เรียก รับ หรือยินยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากคู่กรณีหรือจากบุคคลอื่นใดในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน 

ประเด็นปัญหามีเยอะเลยครับข้อนี้ เช่นคำว่า ‘ครอบครัว’ หมายถึงใครบ้าง มีขอบเขตแค่ไหน แค่สามี-ภรรยา และคู่สมรส หรือรวมถึงพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ด้วย  และคำว่า ‘บุคคลที่อยู่ในกำกับดูแล หรือความรับผิดชอบของตน’ นี่มีขอบเขตแค่ไหน แค่คณะทำงาน หรือข้าราชการทุกคนที่อยู่ในสังกัด หรืออย่างรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของตนไหม ซึ่งถ้าคำตอบว่าข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาทุกคนคือบุคคลที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ท่านรัฐมนตรีก็เตรียมปวดหัวได้เลยครับ 

ข้อ 19 อาการหนักกว่านี้อีกครับ กล่าวคือ บทบัญญัติของข้อ 19 มีอยู่ว่า 'ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ 

ประเด็นแรกคือ คำว่า ‘คบหา’ หมายถึงอะไร เคยคบ หรือกำลังบ และการรู้จักกันแปลว่าคบหาไหม มีภาพถ่ายด้วยกัน  แปลว่าคบหาไหม ประเด็นที่ 2 คู่กรณี หมายถึงคู่กรณีของใคร ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล เป็นคู่กรณีกันไหม พรรคการเมืองที่เคยด่าทอกัน หรือไม่ถูกกันในอดีต ถือว่าเป็นคู่กรณีไหม ประเด็นที่ 3 คำว่า ‘ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย’ ผิดมากน้อยแค่ไหนจึงจะถือว่าผิดกฎหมาย บางท่านอาจจะบอกว่า ‘คุณสมาน ดูถูกกันมากไป’  เรื่องอย่างนี้ใช้สามัญสำนึกก็รู้ว่าอะไรเป็นอะร ซึ่่งก็ไม่ใช่เพราะใช้สามัญสำนึกตีความกฎหมายไปกันคนละทิศละทางนี่หรือที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ 

เอ้าไปต่อ คำว่า ‘ผู้มีอิทธิพล’ มีเกณฑ์ในการระบุว่าใครเป็นหรือไม่เป็นผู้มีอิทธิอย่างไร นักการเมืองเขาจะได้ระมัดระวังตัว แน่จริงขึ้นบัญชีดำผู้มีอิทธิพลไว้เลยครับ จะได้ช่วยกันจับตาดูว่านักการเมืองคนไหนคบหากับผู้มีอิทธิพลได้  

ดูเหมือนจะพอหายใจหัายคอได้ก็คือวลีนี้ครับ ‘อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่’  ซึ่งเป็นช่องเล็กๆ ที่พอจะอธิบายได้ว่าผู้ที่นักการเมืองคบหาอยู่นะ ไม่กระทบกระเทือนต่อศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรอก  แต่ถ้าศาลไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของนักการเมืองดังกล่าว ท่านก็ผิดครับ 

ประเด็นสุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นป้ญหาคือ ข้อ 4 ที่กำหนดว่า ‘ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิน และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกันรักษาการตามมาตรฐานทางจริยธรรมนี้’ คำถามมีดังนี้

         1. การพิจารณาข้อร้องเรียนว่ามีการละเมิด หรือทำผิดมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ ประธานกรรมการทุกฝ่ายที่ระบุไว้ในข้อ 4 นี้ต้องร่วมกันพิจารณาไหม เพราะมาตรฐานฯ กำหนดไว้ว่า ‘ร่วมกันรักษา’  และในกรณีที่มีการพิจารณาที่ไม่ครบองค์ประชุมจะถือว่าผลการพิจารณาไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดในมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ไหมครับ 

          2. ในกรณีที่ประธานฯ คนใดคนหนึ่ง ใน 6 คนนี้ทำผิดมาตรฐานจริยธรรมฯ ใครจะเป็นคนพิจารณา 

ฝากไว้เป็นข้อสังเกตครับ 

สมาน อัศวภูมิ 

2 กันยายน 2567