ว่าด้วย ภรรยาที่ดี

สุจจชชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. สุจจชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๒๐)

ว่าด้วยพระราชาไม่ทรงสละสิ่งที่สละได้ง่าย

             (พระราชเทวีตรัสกับอำมาตย์ว่า)

             [๗๗] พระราชาเมื่อไม่พระราชทานภูเขาด้วยเพียงพระวาจา ชื่อว่าไม่ทรงสละสิ่งที่ควรสละได้ง่ายหนอ ก็เมื่อพระองค์ไม่ทรงสละสิ่งนั้น ฉันจะพึงให้อะไร พระราชาไม่พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๗๘] งานใดควรทำ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็อย่าพูดถึงงานนั้นเลย คนไม่ทำ เอาแต่พูด บัณฑิตย่อมรู้ทัน

             (พระราชเทวีกราบทูลว่า)

             [๗๙] ข้าแต่ราชบุตร ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์ดำรงอยู่ในสัจจธรรม ถึงแม้จะถูกเนรเทศ ก็ยังมีพระหฤทัยยินดีในสัจจธรรม

             (อำมาตย์โพธิสัตว์ได้ฟังพระเสาวนีย์ของพระเทวีผู้ตรัสคุณความดีของพระราชาอยู่อย่างนั้น จึงประกาศคุณความดีของพระราชเทวีว่า)

             [๘๐] หญิงใดเป็นภรรยาของสามีที่ยากจนก็พลอยยากจนด้วย เมื่อสามีร่ำรวยก็พลอยร่ำรวยมีชื่อเสียงด้วย หญิงนั้นนับว่าเป็นภรรยาสุดประเสริฐของเขา ส่วนหญิงที่เป็นภรรยาของชายผู้ที่มีเงินทองอยู่แล้ว ไม่น่าอัศจรรย์เลย

สุจจชชาดกที่ ๑๐ จบ

ปุจิมันทวรรคที่ ๒ จบ

-------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

สุจจชชาดก

ว่าด้วย ภรรยาที่ดี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภกฎุมพีคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า กฎุมพีนั้นคิดว่าจักสะสางหนี้สินในหมู่บ้าน จึงไปในหมู่บ้านนั้นพร้อมกับภรรยา ครั้นชำระสะสางแล้วคิดว่า เราจักนำเกวียนมาขนไปภายหลัง จึงฝากไว้ในตระกูลหนึ่ง กลับไปยังเมืองสาวัตถีอีก ได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งในระหว่างทาง.
               ครั้งนั้น ภรรยากล่าวกะกฎุมพีนั้นว่า นาย ถ้าภูเขานี้จะพึงเป็นทองไซร้ ท่านจะให้อะไรฉันบ้าง. กฎุมพีกล่าวว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย. ฝ่ายภรรยานั้นได้น้อยใจว่า สามีของเรานี้มีหัวใจกระด้างนัก นัยว่า เมื่อภูเขาแม้เกิดเป็นทองไปทั้งลูก ก็จักไม่ให้อะไรแก่เราเลย. สามีภรรยาทั้งสองนั้นเดินมาใกล้พระเชตวัน คิดว่าจักดื่มน้ำ จึงเข้าไปยังพระวิหารดื่มน้ำ.
               ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งนั้นแล แม้พระศาสดาก็ทรงได้เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของคนทั้งสองนั้น เมื่อจะทรงรอคอยการมา จึงประทับนั่งในบริเวณพระคันธกุฎี ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ.
               ฝ่ายสามีภรรยาทั้งสองนั้นดื่มน้ำแล้ว ก็มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่งอยู่.
               พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับสามีภรรยาทั้งสองนั้น แล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งสองไปไหนมา? สามีภรรยาทั้งสองกราบทูลว่า ไปสะสางหนี้สินในหมู่บ้านของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสถามภรรยาของเขาว่า อุบาสิกา สามีของเธอหวังประโยชน์เกื้อกูลแห่งเธอ ทำอุปการะแก่เธออยู่หรือ? ภรรยากฎุมพีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความสิเน่หาในสามีนี้ แต่สามีนี้ไม่มีความสิเน่หาในข้าพระองค์ วันนี้ เมื่อข้าพระองค์เห็นภูเขาแล้วพูดว่า ถ้าภูเขาลูกนี้จะเป็นทอง ท่านจะให้อะไรแก่ฉันบ้าง เขากลับพูดว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไร สามีผู้นี้เป็นคนมีหัวใจกระด้างอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสิกา กฎุมพีนี้ย่อมกล่าวอย่างนี้เอง แต่เมื่อใด เขานึกถึงคุณความดีนั้นของเธอ เมื่อนั้น เขาจะให้ความเป็นใหญ่ทั้งหมด อันภรรยาของกฎุมพีนั้นทูลอาราธนาว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกเถิด พระเจ้าข้า
               จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเห็นพระราชโอรสมายังที่เฝ้า ทรงดำริว่า ลูกคนนี้คงจะทรยศประทุษร้ายในฝ่ายในของเรา จึงรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสนั้นมาแล้วตรัสว่า ลูกรัก ตราบเท่าที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เจ้าอย่าได้อยู่ในพระนคร จงอยู่ในที่อื่น เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วจึงค่อยครองราชสมบัติ. พระโอรสรับพระบัญชาแล้ว ถวายบังคมพระราชบิดาพร้อมกับพระเชษฐชายา ออกจากพระนครไปยังชายแดน สร้างบรรณศาลาอยู่ในป่า ยังพระชนม์ชีพให้เป็นอยู่ด้วยมูลผลาผลในป่า.
               จำเนียรกาลนานมา พระราชาเสด็จสวรรคต อุปราชราชโอรสทรงตรวจดูนักขัตฤกษ์ รู้ว่าพระราชาผู้พระบิดานั้นสวรรคตแล้ว จึงมายังพระนครพาราณสี ในระหว่างทางได้เห็นภูเขาลูกหนึ่ง. ลำดับนั้น พระชายาตรัสกะพระราชโอรสนั้นว่า ข้าแต่เทวะ ถ้าภูเขานี้จะเป็นทอง พระองค์จะประทานอะไรแก่หม่อมฉันบ้าง. พระราชโอรสตรัสว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย. พระชายานั้นได้น้อยพระทัยว่า เราไม่อาจละทิ้ง เพราะความสิเน่หาในพระสวามีนี้ จึงเข้าไปสู่ป่าด้วย แต่พระสวามีนี้ตรัสอย่างนี้ เป็นผู้มีพระทัยกระด้างยิ่งนัก พระสวามีนี้ได้เป็นราชาแล้ว จักไม่กระทำความดีงามแก่เรา.
               พระราชโอรสนั้นเสด็จมาแล้วดำรงอยู่ในราชสมบัติ จึงทรงตั้งพระชายานั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ได้ประทานเพียงยศนี้เท่านั้น ส่วนการนับถือยกย่องที่ยิ่งขึ้นไป ไม่มี แม้ความที่พระนางมีอยู่ ก็ไม่ทรงสนพระทัย.
               พระโพธิสัตว์คิดว่า พระเทวีนี้มีอุปการะแก่พระราชานี้ มิได้คำนึงถึงความลำบากได้เสด็จอยู่ในป่าด้วย แต่พระราชานี้มิได้ทรงคำนึงถึงพระเทวีนี้เลย เที่ยวอภิรมย์อยู่กับนางสนมอื่นๆ เราจักกระทำโดยประการที่พระเทวีนี้ได้อิสริยยศทั้งปวง
               วันหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้าพระเทวีนั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาเทวี ข้าพระองค์ไม่ได้แม้แต่ก้อนข้าวจากสำนักของพระองค์ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละเลยข้าพระองค์ มีน้ำพระทัยกระด้างยิ่งนัก.
               พระเทวีนั้นตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าตัวเราได้ เราก็จะให้ท่านบ้าง แต่เราเมื่อไม่ได้จักให้ได้อย่างไร จนบัดนี้ แม้พระราชาก็มิได้ประทานอะไรเลยแก่เรา ดูก่อนพ่อ ในระหว่างทาง เมื่อเรากล่าวว่า เมื่อภูเขานี้เกิดเป็นทอง พระองค์จักประทานอะไรหม่อมฉันบ้าง พระราชานั้นยังตรัสว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย แม้ของที่บริจาคได้ง่ายๆ พระองค์ก็ไม่ทรงบริจาคเลย.
               พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ก็พระองค์จักอาจตรัสเรื่องนี้ในสำนักของพระราชาหรือ?
               พระเทวีตรัสว่า ทำไมฉันจักไม่อาจเล่าพ่อ.
               พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพระราชา จักทูลถาม พระองค์พึงตรัสขึ้นเถิด.
               พระเทวีรับว่า ได้ซิพ่อ.
               ในเวลาที่พระเทวีเสด็จไปยังที่เฝ้าพระราชา แล้วประทับยืนอยู่ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้แม้อะไรๆ จากสำนักของพระองค์เลยมิใช่หรือ? พระเทวีตรัสว่า พ่ออำมาตย์ เราเมื่อได้จึงจะให้ท่าน เราเองก็ไม่ได้อะไรเลย บัดนี้ แม้พระราชาก็จักประทานอะไรแก่เราบ้าง เพราะว่าในเวลามาจากป่า พระราชานั้นทรงเห็นภูเขาลูกหนึ่ง เมื่อเราทูลว่า ถ้าภูเขานี้จะเป็นทอง พระองค์จะประทานอะไรแก่หม่อมฉันบ้าง พระองค์นั้นยังตรัสว่า เธอเป็นใคร ฉันจักไม่ให้อะไรเลย แม้ของที่สละได้ง่ายพระองค์ก็ไม่ทรงเสียสละ
               เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               พระราชา เมื่อไม่พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา ชื่อว่าไม่ทรงสละสิ่งที่ควรสละได้ง่าย เมื่อพระราชานั้นพระราชทานอะไรบ้าง ก็ชื่อว่าได้พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา.
               พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
               บัณฑิตกระทำสิ่งใด พึงพูดสิ่งนั้น ไม่กระทำสิ่งใด ไม่พึงพูดสิ่งนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ คนที่ไม่ทำ ดีแต่พูด.
               คำอันเป็นคาถานั้นมีใจความว่า ก็คนที่เป็นบัณฑิตกระทำสิ่งใดด้วยกาย พึงพูดถึงสิ่งนั้นด้วยวาจา แม้สิ่งใดไม่ได้กระทำ ก็ย่อมไม่พูดสิ่งนั้น.
               อธิบายว่า ประสงค์จะให้ก็ควรพูดว่าจะให้ เมื่อไม่ประสงค์จะให้ก็ไม่ควรจะพูดว่าจะให้.
               เพราะเหตุไร ?
               เพราะบุคคลใด แม้พูดว่าจักให้ ภายหลังกลับไม่ให้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้บุคคลนั้นว่าไม่ทำ ดีแต่พูดเท็จอย่างเดียว.
               อธิบายว่า บุคคลกล่าวแต่เพียงคำพูดว่าเราจักให้ แต่ไม่ได้ให้ ก็แต่ว่าสิ่งใดถึงแม้จะไม่ได้ให้ด้วยกาย เป็นแต่ให้ด้วยสักว่าคำพูดเท่านั้น สิ่งนั้นชื่อว่าจักเป็นอันได้ก่อนทีเดียว บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กล่าวเท็จด้วยประการดังกล่าวนี้ แต่คนเขลาทั้งหลายย่อมยินดีชอบใจโดยสักแต่คำพูดเท่านั้น.

               พระเทวีได้ทรงสดับดังนั้น จึงประคองอัญชลีแล้วตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ข้าแต่พระราชบุตร ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์ทรงประสบความพินาศ แต่พระทัยยังทรงยินดีอยู่ในสัจจะ พระองค์ชื่อว่าดำรงมั่นอยู่ในวจีสัจ และสภาวธรรม.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระเสาวณีของพระเทวีผู้ตรัสคุณความดีของพระราชาอยู่อย่างนั้น
               เมื่อจะประกาศคุณความดีของพระเทวีนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
               หญิงใด เมื่อสามีขัดสน ก็ขัดสนด้วย เมื่อสามีมั่งคั่ง ก็พลอยมั่งคั่งมีชื่อเสียงด้วย หญิงนั้นแหละ นับว่าเป็นยอดภรรยาของเขา เมื่อสามีมีเงิน หญิงภรรยาก็ย่อมมีเงินเหมือนกัน.
               ก็แหละ พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวความดีของพระเทวีว่า ข้าแต่มหาราช พระเทวีนี้ เวลาเมื่อพระองค์มีความทุกข์ ก็ทรงเป็นผู้ร่วมทุกข์อยู่ในป่า ควรจะทรงกระทำความยกย่องพระเทวีนี้.
               พระราชาทรงระลึกถึงคุณความดีของพระเทวี เพราะคำพูดของพระโพธิสัตว์นั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนบัณฑิต เราระลึกถึงคุณของพระเทวีได้ เพราะถ้อยคำของท่าน จึงพระราชทานอิสริยยศทั้งปวงแก่พระเทวีนั้นแล้วตรัสว่า เธอทำให้ฉันระลึกถึงคุณความดีของพระเทวี จึงได้พระราชทานสักการะนับถืออย่างใหญ่หลวงแก่พระโพธิสัตว์.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วประชุมชาดก.
               ในเวลาจบสัจจะ ผัวและเมียทั้งสองได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็น กฎุมพีนี้
               พระเทวีในครั้งนั้น ได้เป็น อุบาสิกานี้
               ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาสุจจชชาดกที่ ๑๐

--------------------------------