เชื่อว่าคงมีผู้สนใจอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกับผู้เขียน ที่มักสังเกตสถานการณ์ต่างๆของสังคมแบบศึกษาเรียนรู้ไปด้วยว่า มีกระบวนการเชิงพลวัตพหุปัจจัยหลายอย่างของสังคมไทยที่หาแนวอธิบายโดยอาศัยทฤษฎีหลักการทั่วไปของโลกภายนอกแต่โดยลำพังได้ยาก เช่น การเป็นประเทศที่พ้นจากการเข้าครองของประเทศมหาอำนาจจักรวรรดินิยม เพียงประเทศเดียวในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน การเป็นประเทศธำรงความเจริญรุ่งเรืองพุทธศาสนา ศาสนาแนวพุทธธรรมปัญญา ซึ่งก่อเกิดในอินเดียและไม่นานก็ล่มสลายจากอินเดีย แต่มีพัฒนาการมั่นคงถาวรในสังคมไทย กระทั่งสามารถย้อนกลับไปฟื้นฟูขึ้นใหม่ให้แก่อินเดียและนานาประเทศของสังคมโลก จนถึงปัจจุบัน
การเป็นประเทศสื่อกลางสร้างสันติภาพ จัดเวทีเจรจายุติสงครามและนำไปสู่การก่อตั้งประเทศกัมพูชายุคใหม่เมื่อทศวรรษ 2530 ก่อเกิดความศานติในภูมิภาคและถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดยุคสงครรามเย็นสู่ยุคความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ยุคใหม่ พัฒนาการเปลี่ยนผ่านรอบด้านกระทั่งปัจจุบัน การเป็นประเทศออกกฏหมายพิเศษและชวนเชิญให้กองทัพนักต่อสู้แนวปฏิวัติสังคมวางอาวุธกลับสู่เมืองเปิดรับให้เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ หมดเงื่อนไขการต่อสู่กันด้วยสงครามและอาวุธ การเป็นประเทศที่เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2540 โดยประสบกับความเสียหายน้อยต่างกับประเทศอื่นๆ การเป็นประเทศที่สามารถสร้างกระบวนการประชาธิปไตย ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ด้วยกระบวนการมมีส่วนร่วมของประชาชนพหุภาคส่วนทั่วประเทศ ก่อเกิดกระบวนการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ไม่มีประเทศใดในโลกจะสามารถทำได้อย่างปราศจากความรุนแรงแม้ในประเทศก้าวหน้าผู้นำสังคมประชาธิปไตยของโลก การมีระบบภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของตนเอง และรูปแบบตัวอักษร ตลอดจนระบบความหมาย จำนวนหนึ่ง ไม่เห็นแหล่งความสอดคล้องที่แน่ชัดจากแหล่งสังคมวัฒนธรรมอื่น นอกจากก่อเกิดขึ้นจากฐานรากความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ไม่มีแหล่งข้อมูล แหล่งการศึกษาค้นคว้า การทบทวน ตรวจสอบ ให้สามารถยืนยันสนับสนุนได้อย่างหนักแน่นเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาวิทยาการ สร้างพหุลักษณ์ปัญญาและจัดระบบความรู้สมัยใหม่ ได้สร้างระบบรองรับต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นสารสนเทศความรู้และระบบภูมิปัญญาแบบลายลักษณ์ ซึ่งพลวัตของสังคมไทยร่วมสมัยด้วยวิทยาการและกระบวนการพหุปัญญาแบบลายลักษณ์บนความเป็นตัวของตัวเองพอสมควรนั้น อยู่ในห้วงยุคใหม่ของรัตนโกสินทร์ไม่กี่ร้อยปี หากนับย้อนไปถึงเมื่อเริ่มปรากฏวัฒนธรรมสื่อภาษาและการจัดระบบจารึกจดจารลายลักษณ์ในยุคอาณาจักรสุโขทัย ก็มีระยะเวลาเห็นพัฒนาการเพียง 700 กว่าปีเท่านั้น ยังไม่ถึง 1000 ปี
ประเด็นคิดและสิ่งที่น่าสนใจมากเหล่านี้ นอกจากมีความจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้า วิจัย จำลองการแสดงผลเชิงประจักษ์ เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลภายนอก ระบบการบันทึก จดจาร สืบทอด ตลอดจนศึกษาด้วยวิทยาการก้าวหน้าจากแหล่งอื่นของต่างประเทศแล้ว อีกด้านหนึ่งก็จะสามารถพัฒนาการศึกษาต่างๆขึ้นได้จากภายในตนเองของสังคมไทย แต่ด้วยข้อจำกัดของการศึกษาด้วยวิธีวิทยาลายลักษณ์ จะมีห้วงพัฒนาวิทยาการลายลักษณ์ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น ในขณะที่พลวัตเชิงปรากฏการณ์และความเจริญงอกงามต่างๆที่สามารถเห็นและเป็นที่ประจักษ์ได้ในทางตรงของสังคม พ้นจากระยะประวัติศาสตร์พัฒนาวิทยาการลายลักษณ์ ก็จัดเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์และขาดการหาวิธีศึกษาให้ก่อเกิดความสว่างไสวทางปัญญา ต่อหลายสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเชิงประจักษ์ได้ในสังคมไทย ซึ่งเห็นและตระหนักกันได้ดีว่าไม่ใช่สิ่งที่จะก่อเกิดขึ้นได้แบบบังเอิญ อีกทั้งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ที่เห็นได้ว่าการก่อเกิดอารยธรรมและสังคมวัฒนธรรรมเก่าแก่มากที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกและของมนุษยชาติ จะสามารถเห็นศิลปะ โบราณวัตถุ ข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยา บรรพชีวิน ข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ กระจายอยู่ในแหล่งอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันนี้เอง
การเห็นวิวัฒนาการ การสั่งสม ส่งผ่าน สะท้อนยึดโยงถิ่นฐานภูมิชีวิต การมีแบบแผนความเป็นตัวของตัวเอง กินเวลานับพันปีและอีกยาวนานเป็นหลายพันปี หลายหมื่นปี ไปจนถึงนับแสนปี อย่างปะติดปะต่อได้มากกว่าการคาดประมาณอายุ และระบุองค์ประกอบทางวัตถุที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้นด้วยวิธีการอันเป็นระบบสมัยใหม่แล้วนี้ การถักทอสารัตถเรื่องราวบรรพกาลก่อนพัฒนาการลายลักษณ์ ด้วยวิธีการพหุลักษณ์ข้อมูล ให้ส่องสะท้อนกันและกัน โดยการศึกษาระบบประพันธศิลป์ การออกแบบผูกเนื้อหาเรื่องราว การจัดองค์ประกอบความหมายภาษาภาพ ศิลปกรรมหัตถศิลป์ หยั่งสะท้อนภูมิชีวิต ธรรมชาติพื้นฐาน ฐานชีวิต ทดลอง ปฏิบัติการ จำลองการปฏิบัติ ยึดโยงกับบริบทชีวิต บริบทสังคมสิ่งแวดล้อม เพื่อหยั่งประมาณและเห็นสัจจการพื้นฐานเชิงสะท้อนขึ้นจากธรรมชาติและความเป็นจริงของชีวิตและสังคม สะท้อนความหมายความเข้าใจขึ้นจากโลกทรรศน์ภายในปัญญาปฏิบัติ ผสานถักทอ พหุปัญญาในยุคพัฒนาการลายลักษณ์ ยุคเหล็ก ยุคสมัยใหม่ กับยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนลายลักษณ์ ยุคหิน ไปจนถึงพอจะหยั่งประมาณ เห็นกระแสธารสืบเนื่องกันและส่องสะท้อนกันได้ ของยุคภูผานคร เครือข่ายพหุลักษณ์ชุมชนกสิกรรม ภูผานครและคูหานคร รวมทั้งเห็นแนวปะติดปะต่อภาพ วิวัฒนาการเครือข่ายพหุลักษณ์ชุมชนกสิกรรม คูหานคร ชุมชนถิ่นน้ำ ซึ่งแบบแผนการก่อเกิดสัณฐานอุปลักษณ์จากการสะท้อนยึดโยงกับธรรมชาติพื้นฐาน ภูมิปัญญาชีวิต และถิ่นฐานภูมิชีวิต บนความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์เชิงสังเกตทางตรง (Direct Observation) และกระบวนการสุนทรียปัญญา เมื่อถึงพร้อมด้วยเหตุปัจจัยแห่งพัฒนาการเช่นกัน ก็สามารถก่อเกิดสิ่งแสดง สรรสร้างพหุลักษณ์ปัญญา และวิวัฒนาการเข้าสู่แดนแห่งปัญญาปฏิบัติแบบเดียวกันได้ แม้จะอยู่กระจายห่างไกลหลายแห่งในโลกที่ยังไม่พบหลักฐานแสดงการติดต่อถึงกันก่อนยุคการสำรวจโลกยุคใหม่ และยังไม่มีข้อมูลบ่งบอกถึงการมีความเกี่ยวข้องกัน เช่น สัณฐานของ(โลงไม้บรรจุศพ)พาหะและประจุชีวิต การจัดองค์ประกอบสิ่งแสดงของวัฒนธรรมถ้ำผีแมน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน คาดประมาณอายุกระดูก 1,600-2,100 ปี ประมาณช่วงเวลาบรรจุรักษาไว้ในโลง 400 เป็นเวลาปี [1] สัณฐานของ(โลงหินและโลงไม้บรรุมัมมี่)พาหะและประจุชีวิตของวัฒนธรรมชาวอียิปต์โบราณเมื่อ 4000-5000 ปีก่อน [2] สัณฐานของพาหะและประจุชีวิต อายุคาดประมาณ 4000 ปี [3] ภาพทวิลักษณ์และพหุลักษณ์ พหุมิติใกล้ กลาง ไกล บนมิติระนาบเดียว ของภาพเขียนสีบนเพิงผา ผาแต้ม จ.อุบลราชธานี
นอกจากนี้ การปรากฏขึ้นของแบบฉบับคลาสสิกของศิลปวิทยาการสมัยใหม่ของสังคมวัฒนธรรมไทย ผ่านพุทธศิลป์ พระพุทธปางลีลาของอาณาจักรสุโขทัย พุทธศตวรรษ 17-19 (ร่วมสมัยคริสศตวรรษ 12-14 ยุคการฟื้นฟูศิลปวิทยาของยุโรป) พุทธศิลป์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย พัฒนาการออกแบบสืบเนื่องกับพุทธศิลป์อาณาจักรเชียงแสน พุทธศตวรรษ 16-20 รวมไปจนถึงการก่อเกิดการประดิษฐ์แบบตัวอักษรไทย การจารึกจดจารบนหิน หลักศิลาจารึก ใบลาน หินชนวน ซึ่งความงดงาม ความองอาจสง่างาม สว่างไสวทางปัญญา สุนทรียปัญญาประพันธศิลป์ ความแกล้วกล้า ความก้าวหน้าล้ำยุค วิทยาการ เทคโนโลยี ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ยุคโลหะ ดังที่ปรากฏแม้อยู่ในห้วงเวลา 1000-4000 ปี ของยุคพัฒนาการลายลักษณ์ และยุคใหม่ ใกล้ยุคอุตสาหกรรมและยุควิทยาการก้าวหน้าแล้ว แต่นักศิลปะ นักศึกษาวิทยาการสุนทรียศาสตร์ จะตระหนักรู้ได้ว่า แบบอย่างที่ปรากฏและพบได้นั้น ต้องอาศัยพัฒนาการและการสั่งสมหลายชั่วอายุคน และส่งผ่านวิวัฒนาการมานานหลายกาลสมัย
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยและผู้นำการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านได้ศึกษาพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เพื่อออกแบบและสร้างพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พระพุทธรูปปางลีลา แห่งพุทธศตวรรษที่ 25 [4] ณ พุทธมณฑลสถาน อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้ชื่นชมว่า พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เป็นศิลปะคลาสสิกของไทยซึ่งสมบูรณ์ลงตัวยากจะหาศิลปะสมัยอื่นมาเทียมได้
การพัฒนาศิลปะและวิธีวิทยาเชิงปฏิบัติการพหุลักษณ์ข้อมูลและพหุลักษณ์ปัญญาบูรณาการกับพหุมิติวิทยาการ การพัฒนาเวชนิทัศน์ศิลปกรรม ศิลปะสุนทรียปัญญา สำหรับเห็นมิติการผสานเชื่อมต่อพัฒนาการของสังคมจากฐานรากภูมิชีวิต สะท้อนปฏิสัมพันธ์ยึดโยงกับพหุปัจจัยเชิงประบบในระดับทฤษฎีสากลและระบบมหภาคทั่วไป สู่การประมาณองค์ประกอบ ขอบข่าย มณฑลการยกระดับสู่พหุภูมิของพหุลักษณ์ปัญญา เพื่อเข้าสู่ธรรมชาติความแตกต่างหลากหลายใจมิติใหม่ของพหุลักษณ์สังคมหลายคุณลักษณะขั้วการยึดโยง หลายแบบแผน ทั้งการลดทอนสู่ขั้วยึดโยงเชิงเดี่ยวสร้างระบบมหภาค และการสังเคราะห์สร้างแบบแผนการพลวัตกระจายการครอบคลุมขั้วความเป็นอิสระแตกต่างหลากหลายตามความเป็นจริงในตน เกิดคุณภาพใหม่ของความลงตัวและเสริมสร้างกัน ดังการถ่ายทอดรวบรวมและทดลองสื่อสารนำเสนอเพื่อการแลกเปลี่ยนระดมแบ่งปันข้อมูลไปด้วย ในอีกแนวทางหนึ่งนี้ จะเปิดไปสู่การเห็นธรรมชาติปัญญาปฏิบัติ วิวัฒนาการ จุดเข้มแข็ง ของสังวัฒนธรรมมุขปาฐะ ยุคก่อนภูมิวิทยาการลายลักษณ์ต่างๆของสังคม เห็นคุณค่าและความหมายอันทรงพลังของสิ่งแสดงยุคหิน ย่อนก่อนประวัติศาสตร์ ยุคก่อนวิทยาการลายลักษณ์ ของสังคมไทยและอีกหลายแหล่งอารยธรรมของสังคมโลก
การผสานเชื่อมต่อกันด้วยวิธีการพหุลักษณ์ข้อมูลและปฏิบัติการเชิงวิจัยพหุปัญญา เพื่อเห็นพัฒนาการในอีกแดนหนึ่งมิติหนึ่งนี้ ทำให้ภูมิพหุปัญญาศิลปวิทยวัฒนธรรมวัฒน์ ที่ขาดหายและเป็นช่องว่างของพัฒนาการสังคมในกระแสหลักของสังคมโลกและสังคมพลวัตวิทยาการลายลักษณ์ สามารถเห็นแนวทางการค้นพบได้จากภูมิปัญญาก่อนวัฒนธรรมลายลักษณ์ สังคมวัฒนธรรมมุขปาฐะ สังคมสื่อสาร พบปะ สนทนา สรรสารัตถะปฏิสัมพันธ์ เครือข่ายพหุลักษณ์ชุมชน บนพื้นที่ความหมายแบบสรรสร้างองค์ประกอบเกื้อหนุน ดังเช่น เพิงผา คูหา ที่ต้องการการศึกษาและเห็นภูมิศาสตร์ศิลปกรรมหัตถศิลป์ ที่อาจจะช่วยให้เห็นกระแสธารการวิวัฒน์ องค์ประกอบการพลวัตตนเองจากฐานราก และอีกหลายอย่างของสังคมไทย ที่อธิบายให้เห็นความสมเหตุสมผลไม่ได้จากทฤษฎีทั่วไปของโลกภายนอก แต่จะสามารถตระหนักรู้จากภายในตนและในภูมิถิ่นฐานชีวิต ซึ่งการศึกษาด้วยสิ่งที่สะท้อนยึดโยงอยู่ใกล้ชิดกับชีวิต ธรรมชาติถิ่นฐาน และระบบธรรมชาติ กับความสัมพันธ์โดยตรงกับมนุษย์ ดังเช่น ศิลปะ อาหาร การอยู่อาศัย สุขภาวะกายใจ ปัจจัยการดำรงชีวิต เมืองและชุมชน ที่ศึกษาเชิงสะท้อนไปกับพหุวิทยาการและแหล่งพหุลักษณ์ข้อมูลที่มีความก้าวหน้าดีแล้ว เหล่านี้ จะทำให้มีแนวทาง เห็นศักยภาพในตนอีกหลายด้านของสังคม ซึ่งมีสิ่งแสดงให้เป็นที่ประจักษ์
และเห็นแนวคิดการชั่งน้ำหนัก การสร้างเครื่องมือและวืธีการเชิงปฏิบัติการ ต่อการเสริมพลังความเป็นตัวของตัวเองได้ อย่างถูกต้อง เหมาะสม ลึกซึ้ง แยบคาย สอดคล้องกับภูมิชีวิตของสังคม ยกระดับการพลวัตอย่างบูรณาการยึดโยงกันได้อีกหลายมิติ ยิ่งๆขึ้น.
............
เชิงอรรถ ขอบคุณ และแนะนำศึกษาเพิ่มเติม :
[1] ขอคารวะ ขอบคุณ การศึกษาขุดค้น ของทีมวิจัยและทีมศึกษาแหล่งโบราณคดี ศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช หัวหน้าคณะวิจัยโครงการ ‘โบราณคดีชาติพันธุ์ก่อนไท (ย) ในแม่ฮ่องสอน’ https://waymagazine.org/archeology_longlongrak_cave/ เข้าถึงเมื่อ 23 สิงหาคม 2567
[2] ตัวอย่างจากสื่อการศึกษา โบราณคดี : พบมัมมี่หุ้มทองในโลงหินที่ปิดมานาน 4,300 ปีในอียิปต์ BBC News ภาคภาษาไทย https://www.bbc.com/thai/international-64425904 เข้าถึงเมื่อ 23 สิงหาคม 2567
[3] แนวคิดของผู้รู้หลายท่านได้ประเมิน ให้ข้อสันนิษฐาน และให้ข้อสังเกตไว้ มากพอสมควรว่า ภาพเขียนสีบนเพิงผาแต้มชุดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนหน้ากากผีตาโขนและตุ้มดักปลาของชาวอีสาน แต่ในการศึกษาในอีกมิตินี้ของผู้เขียน โดยพิจารณาการจัดองค์ประกอบ แบบแผนประพันธศิลป์ ภาพทวิลักษณ์และพหุลักษณ์ พหุมิติใกล้ กลาง ไกล บนมิติระนาบเดียว รวมทั้งพิจารณาอายุคาดประมาณ 3000-4000 ปี ซึ่งเป็นยุคหินก่อนมีความสามารถสร้างเครื่องมือด้วยเหล็ก ของมีคม ไม่เอื้อต่อการสร้างเครื่องจักสาน อีกทั้งโดยขนบภาพอุปลักษณ์รายรอบแล้ว เห็นว่าเป็นการสร้างวิธีบันทึกถ่ายทอดระบบภูมิปัญญาทางสังคม เกี่ยวกับจักรวาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ แนวคิดและโลกทรรศน์ต่อภาวการณ์ดำรงเป็นผู้สรรสร้างอยู่ของมนุษย์ ของระบบภูมิปัญญาที่กว้างใหญ่ จึงพิจารณาภาพดังกล่าวเป็นสิ่งแสดง ‘พาหนะและประจุชีวิต’ ซึ่งจะเห็นขอบข่ายการสามารถคิดได้ในอีกหลายมิติ
[4] ตัวอย่างสื่อเพื่อการศึกษาทบทวน MCOT DIGITAL https://www.mcot.net/view/DdlGarGx เข้าถึงเมื่อ 23 สิงหาคม 2567
