ปัจจุบัน ไม่ว่าสังคมใด กำลังเผชิญความท้าทายให้ต้องปรับตัวรุนแรง ในลักษณะพลิกโฉม (transform) ระบบต่างๆ     สังคมใดพลเมืองมีคุณภาพสูง การปรับตัวจะได้ผลดีกว่า   สังคมไทยต้องพัฒนาคุณภาพพลเมืองด้วยระบบการศึกษาแบบใหม่ วิธีการใหม่  จึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยไปพร้อมๆ กันกับการปรับตัวระดับประเทศ   

คุณภาพการศึกษาไทยที่ตกต่ำมาราวๆ ๓๐ ปี   ได้สร้างปัญหาคุณภาพพลเมืองไทยในหลากหลายด้าน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน    จึงมีความจำเป็นต้องหาทางเปลี่ยนขาด หรือพลิกโฉม (transform) ระบบการศึกษาของประเทศ    และแนวทางหนึ่งคือ ค่านิยมศึกษา – Values-Based Education (VbE) ตามที่เสนอในหนังสือเล่มนี้   เพราะค่านิยมศึกษาจะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้จากครูเน้นบอกสอนให้นักเรียนท่องจำ (passive learning) ไปเป็นครูชวนนักเรียนตั้งเป้าการเรียนรู้ของตน เน้นพัฒนาตนเองครบทุกด้าน (holistic learning) ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน ตามด้วยการสะท้อนคิด (active learning)    โดยที่การพัฒนาค่านิยมที่ดีบูรณาการอยู่อย่างเนียน    ตามที่ระบุในหนังสือเล่มนี้   

 

สองฉากทัศน์อนาคต  ๑๐ - ๒๐ ปีข้างหน้า

ผมลองถาม Generative AI สามสำนัก คือ Gemini, Copilot และ ChatGPT ให้ช่วยเสนอฉากทัศน์อนาคต (future scenario) ๑๐ และ ๒๐ ปีข้างหน้าของสังคมไทย ภายใต้ระบบการศึกษา ๒ แบบ  คือ แบบแรก ระบบการศึกษาไทยพัฒนาไปแบบเดิม ที่ดำเนินการมา ๒๐ - ๓๐ ปี คือมีการพัฒนาแบบปรับปรุงบางด้าน ตามนโยบายของฝ่ายการเมือง ที่ไม่ต่อเนื่องกัน    แบบที่สอง มีการพลิกโฉมระบบ ใช้แนวทางค่านิยมศึกษาตามในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต เล่มนี้   ได้คำตอบหรือข้อเสนอไปในทิศทางเดียวกันทั้งสาม Gen AI    โดยผมขอสรุป และเสริมด้วยข้อคิดเห็นของผม นำมาเสนอโดยย่อดังนี้ 

พัฒนาระบบการศึกษาไทยแบบปะผุ (incremental change) ตามแนวทางที่เคยดำเนินการ ๒๐ - ๓๐ ปีที่ผ่านมา  

ฉากทัศน์ด้านการศึกษา

  • ดำรงเป้าหมายเน้นเรียนวิชา (academic focus)  และการสอบตามมาตรฐาน (standardized test)     ซึ่งหมายความว่าเน้นเฉพาะ K (ความรู้)  และฝึก S (ทักษะ) บ้าง ในส่วนที่เชื่อมโยงกับความรู้    ไม่ครบภาพรวมของ VASK ที่เป็นเป้าหมายภาพรวมของการเรียนรู้และพัฒนาเด็กและเยาวชน (holistic learning)      
  • ความไม่เสมอภาคทางการศึกษายังคงดำรงอยู่    และน่าจะเพิ่มขึ้น   
  • การเรียนแบบครูเน้นบอกสอน นักเรียนเน้นท่องจำ ยังคงเป็นสภาพหลัก  
  • สภาพพฤติกรรมของคนในวงการศึกษา ที่เป็นปัจจัยลบต่อค่านิยมศึกษาของเด็กและเยาวชน ยังคงดำรงอยู่    สภาพการพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำตรงกันข้าม ของคนในวงการศึกษา (จำนวนหนึ่ง) ยังคงอยู่   
  • ระบบการทำงาน และการปฏิบัติงานเพื่อความก้าวหน้าของครูและบุคลากรทางการศึกษายังคงไม่เอื้อ (align) ต่อการหนุนให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะครบด้านใส่ตน รวมทั้งค่านิยม 
  • ผู้ได้รับผลประโยชน์หลักจากการลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทย (ที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) ยังคงไม่ใช่นักเรียน    แต่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาอื่นๆ    อ้างอิง World Development Report 2018    
  • ยังคงผลิตครูในรูปแบบเดิมๆ    ในระบบเปิด   และการพัฒนาครูประจำการก็ยังคงเน้นวิธีสนับสนุนให้เข้ารับการอบรม    ไม่ใช่เน้นเรียนรู้จากประสบการณ์การทำหน้าที่ครู หรือที่เรียกว่า PLC   
  • คนฐานะดี จะนำลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ และการศึกษานอกระบบที่จัดโดยเอกชน มากขึ้น   เฉพาะคนที่อยู่ในเศรษฐฐานะปานกลางค่อนข้างต่ำ และคนยากจนเท่านั้นที่นำลูกเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ   ทำให้ความไม่เสมอภาคทางการศึกษารุนแรงยิ่งขึ้น     

ฉากทัศน์ด้านสังคม

  • มีโอกาสเกิดการแบ่งแยกทางสังคม (social fragmentation) สูงยิ่งขึ้น    เกิดการแบ่งกลุ่มชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม   รวมทั้งทางการเมือง   
  • เกิดสภาพสังคมแบบตัวใครตัวมัน   ต่างคนต่างเน้นแสวงหาผลประโชน์ส่วนตน หรือพวกของคน    ความเห็นแก่ส่วนรวม และรับผิดชอบต่อสังคมมีน้อย    สังคมตกอยู่ใต้วัฒนธรรมแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน    ขาดจิตวิญญาณของความร่วมมือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
  • เกิดพลเมืองผู้เฉื่อยชา (passive citizenship)    ไม่สนใจเรื่องของบ้านเมืองอันเป็นส่วนรวม    ในขณะที่บ้านเมืองต้องการพลเมืองนักกระทำการ (active citizen) ที่ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สังคม 
  • มีพลเมืองผู้เป็นภาระต่อสังคม ในจำนวนและสัดส่วนที่เพิ่มขี้น   เพราะการเลี้ยงดู การศึกษา และระบบนิเวศในชุมชนและสังคม ไม่ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน อย่างครบด้าน และได้ผลจริง       

ฉากทัศน์ด้านเศรษฐกิจ

  • การขาดกำลังแรงงานที่มีทักษะ และค่านิยม ตามที่ต้องการ ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง หรือรุนแรงยิ่งขึ้น   
  • ช่องว่างด้านนวัตกรรม (innovation gap) ยิ่งถ่างกว้างยิ่งขึ้น    เพราะความด้อยคุณภาพด้านการศึกษา   
  • ความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ยิ่งถ่างกว้างขึ้น     เพราะการศึกษาไม่สามารถช่วยยกระดับทางสังคม (social movement) แก่เยาวชนจากครอบครัวยากจนได้    หรือระบบการศึกษายิ่งซ้ำเติมความไม่เสมอภาคทางการศึกษา   
  • ประเทศไทยไม่สามารถหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้    เพราะติดหล่มคุณภาพพลเมืองต่ำ       

พัฒนาระบบการศึกษาไทยแบบพลิกโฉม (transformation) โดยใช้แนวทางค่านิยมศึกษาในหนังสือเล่มนี้

ฉากทัศน์ด้านการศึกษา

  • หลักสูตรและการเรียนการสอนเน้นการพัฒนาองค์รวม 
  • การพัฒนาครูเน้นสมรรถนะจัดการศึกษาที่เน้นค่านิยมศึกษา และการพัฒนาองค์รวม    เน้นการเป็นแบบอย่างที่ดี (role model)    การทำหน้าที่ครูโค้ช  ครูเอื้อการเรียนรู้   ที่เน้นทำหน้าที่หนุนให้ศิษย์สร้างสมรรถนะและค่านิยมที่ดีใส่ตัว   
  • การจัดการเรียนรู้ในทุกโรงเรียนเน้นบูรณาการค่านิยมในทุกรายวิชาทุกกิจกรรม    เพื่อให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะครบด้านอย่างเป็นองค์รวมใส่ตัว
  • วิธีจัดการเรียนรู้เปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์    เน้นการอภิปรายการสะท้อนคิดร่วมกัน  และการฝึกประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง    ครูเปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการเรียนรู้หรือโค้ช     
  • มีการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีนวัตกรรม  ใช้เทคโนโลยีหนุน ให้มีการเรียนรู้เฉพาะคน (individualized learning) ร่วมกับการเรียนรู้เป็นทีมผ่านการทำโครงงาน     
  • ผู้จบการศึกษามีทั้งความสามารถทางวิชาการ  คุณลักษณะที่ดี  มีจริยธรรม   เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  มีความรับผิดชอบต่อสังคม   มีทักษะทางสังคมอารมณ์สูง   และแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ    
  • การศึกษาไม่เน้นเพียงคะแนนสอบ แต่เอาใจใส่สุขภาวะ  ความยืดหยุ่น  และทักษะชีวิต   
  • โรงเรียนของรัฐมีคุณภาพสูง และได้รับความเชื่อถือจากพ่อแม่ที่เป็นคนฐานะดีเพิ่มขึ้น   เมื่อเทียบกับโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมแพง   รวมทั้งคุณภาพของโรงเรียนทั่วประเทศมีความแตกต่างกันน้อยลง   นั่นคือความเสมอภาคทางการศึกษาดีขึ้นอย่างชัดเจน   
  • สภาพ “ทุกคน ทุกภาคส่วนเพื่อการศึกษา” (All for Education) ของสังคมไทย ดีขึ้นอย่างชัดเจน
  • ประเทศไทยเป็นเประเทศตัวอย่างด้านการพลิกฟื้นคุณภาพการศึกษา    เป็นที่เรียนรู้วิธีพลิกโฉมการศึกษา (education reform) ในภูมิภาค 

ฉากทัศน์ด้านสังคม

  • สังคมไทยมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน  ความสามัคคีกัน   ร่วมแรงร่วมในกันทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มากขึ้น
  • ค่านิยมศึกษาที่เน้นหนุนให้นักเรียนพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ จะส่งผลให้พลเมืองไทยเอาใจใส่ชุมชนและบ้านเมืองของตน    รวมตัวกันแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาสังคม
  • เป็นสังคมที่มีบรรยากาศความรับผิดชอบต่อสังคมสูง   ผู้คนช่วยกันรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชน บ้านเมือง    รักษาสภาพแวดล้อม  และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 
  • ปัญหาทางสังคมของวัยรุ่นลดน้อยลงจากในปัจจุบันมาก    แทบไม่มีกรณีที่เด็กดูถูกข่มเหงรังแก   เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแทบจะไม่มี    ปัญหายาเสพติด การพนัน  การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ยังไม่พร้อม มีน้อยมาก     
  • ปัญหาครอบครัวแตกแยก  โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  และอุบัติเหตุการจราจร ลดลงมาก    จากการที่คนไทยมีความยับยั้งชั่งใจ ควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้   
  • ระดับสุขภาวะ (well-being) ของคนไทยในภาพรวมสูง

ฉากทัศน์ด้านเศรษฐกิจ

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ    ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจคือคุณภาพคน   ค่านิยมศึกษาจะช่วยพลิกฟื้นเรื่องคุณภาพคนของสังคมไทย    เมื่อประกอบกับมาตรการด้านอื่นๆ   จะช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้
  • ความสามารถด้านนวัตกรรม  ค่านิยมศึกษาจะส่งผลทางอ้อมต่อคุณภาพการศึกษาด้านอื่นๆ   ทำให้ศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศดีขึ้น       
  • ความสามารถในการแข่งขัน    คุณภาพคน ในด้านความน่าเชื่อถือ  ความมีคุณธรรม ความสามารถในการแก้ปัญหา  การสื่อสาร  จะทำให้ประเทศต่างๆ ต้องการร่วมมือและทำธุรกิจด้วย
  • การพัฒนาอย่างยั่งยืน    การที่ผู้คนยึดถือค่านิยมด้านบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม    จะนำสู่แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืน  การพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคง   ดึงดูดการลงทุน และความร่วมมือต่างประเทศ     

 

เงื่อนไขของการใช้ค่านิยมศึกษากอบกู้สังคมไทย

การประยุกต์ใช้ค่านิยมศึกษาในระบบการศึกษาไทยมีความซับซ้อน  เชื่อมโยงกับอีกหลายระบบ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง และระบบราชการ    เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ ต้องทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทนแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ได้   และต้องดำเนินการโดยมีระบบเรียนรู้และปรับตัวบูรณาการอยู่ในการดำเนินงาน    สำหรับใช้เป็น feedback loop เพื่อการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง     และสำหรับใช้เป็นข้อมูลหลักฐานในการสื่อสารสาธารณะให้คนทั่วไปเห็นคุณค่า    ซึ่งจะมีผลเป็นแรงกดดันทางการเมือง  นำสู่นโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมือง ในการใช้ค่านิยมศึกษาเป็นหลักสูตรหลักของประเทศ    

หากดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งประเทศได้ อย่างที่ระบุในบทที่ ๑๐  ก็จะดีที่สุด    ในระหว่างที่ยังไม่มีนโยบายระดับประเทศ    ในสภาพปัจจุบันสามารถดำเนินการในระดับโรงเรียน  หรือเขตพื้นที่การศึกษา  หรืออาจทำในขบวนการ  TSQM-I (Teachers and Schools Quality Movement – Issue-Based ของ กสศ. ก็ได้   ถือเป็นกลยุทธสร้างการเปลี่ยนแปลงจากฐานล่าง (bottom-up transformation)   หาทางพิสูจน์ผลดีให้สังคมเห็น    และใช้หลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ในการขับเคลื่อนให้เป็นนโยบายสาธารณะ   โดยชี้ให้สังคมเห็นว่า การศึกษาไทยต้องการการพลิกโฉมโดยเร่งด่วน   เพื่อฉุดสังคมไทยออกจากวิกฤติใหญ่ในอนาคต   

วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.ค. ๖๗