ทฤษฎีของแบนดูรา (Bandura)
ได้ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ในสภาพธรรมชาติมากกว่าในห้องทดลอง โดยเน้นที่การเรียนรู้จากการลอกเลียนแบบและผลของพฤติกรรมในอดีตเนื่องจากแบนดูรามีแนวคิดว่าการเรียนรู้ของมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ 3 ส่วนได้แก่ (1) องค์ประกอบด้านตัวบุคคลซึ่งมีทั้งความคิด ความเชื่อ และความคาดหวังของบุคคล (P) (2) องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (B) (3) องค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมหรือบุคคลรอบตัว (E) ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ความสัมพันธ์ระหว่าง (P) บุคคล (B) พฤติกรรม และ (E) สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน (Reciprocal interactions)
พฤติกรรมการเรียนรู้ของบุคคลมักเกิดจากกระบวนการภายในของตัวบุคคลเองและสภาพแวดล้อมหรือตัวแบบที่เขาจะเลือกเลียนแบบได้แก่
1. กระบวนการทางปัญญาของบุคคล (Cognitive Process)
แบนดูรา อธิบายว่ากระบวนการทางปัญญาในการเรียนรู้ของบุคคลจะประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ
1.1 บุคคลมีความสนใจ ใส่ใจ ในตัวแบบ (attention = A)
1.2 บุคคลจดจำตัวแบบนั้น (retention = R)
1.3 บุคคลแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ (producing behavior = M)
1.4 บุคคลเกิดแรงจูงใจที่จะแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำ (motivated to repeat the behavior =M)
ตามหลักการของแบนดูรา บุคคลจะใช้ปัญญาพิจารณาพฤติกรรมของตัวแบบที่เขารู้สึกประทับใจ และคิดว่าจะมีประโยชน์ต่อตนเอง เมื่อได้ลองปฏิบัติตามพฤติกรรมของตัวแบบแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือเหมาะสมกับตนเอง ก็จะปฏิบัติตนตามนั้นต่อไปกลายเป็นนิสัยหรือบุคลิกภาพประจำตัว หรือถ้าเขาเห็นตัวแบบใดมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหาย เช่น ขับรถเร็วอย่างยิ่ง เป็นต้น
2. ประเภทของตัวแบบ (Model)
แบนดูรา แบ่งตัวแบบออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
2.1 ตัวแบบที่มีชีวิต (live model) หมายถึง ตัวแบบที่เป็นบุคคล เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ครู เพื่อน คนทั่วไปที่สามารถสัมผัสได้ เป็นต้น
2.2 ตัวแบบสัญลักษณ์ (symbolic model) หมายถึง ตัวแบบจากสิ่งต่างๆ เช่น หนังสือ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
2.3 ตัวแบบที่เป็นคำสั่งสอน (verbal instruction) หมายถึง ตัวแบบที่เป็นการพูดจา อบรม อธิบาย หรือคำสั่งสอน คำอธิบายในหนังสือต่างๆ
ตัวแบบที่น่าเชื่อถือ หรือตัวแบบที่ประสบความสำเร็จในพฤติกรรมนั้นๆ จะเป็นตัวแบบที่มีประสิทธิภาพที่บุคคลต้องการเลียนแบบ และหากเขาเลียนแบบแล้วได้รับผลที่พึงพอใจ พฤติกรรมนั้นจะคงทนอยู่นานขึ้น (อัชรา เอิบสุขสิริ 2556)
สรุป ทฤษฎีของแบนดูรา จะเน้นที่การเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคม จึงให้ความสำคัญกับตัวแบบ ซึ่งพฤติกรรมส่วนใหญ่ในชีวิตของบุคคลมักเกิดจากการเลียนแบบทางสังคม ดังนั้น การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีจึงควรให้ความสำคัญกับตัวแบบด้วย
ทฤษฎี ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นทฤษฎีที่พัฒนา โดย Prochaska และDiclemente ในปี ค.ศ. 1970 มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ และการท˚าจิตบeบัดในผู้ที่สูบบุหรี่ และ ต่อมามีการประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นทฤษฎีที่ ประยุกต์จากทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ และอธิบายว่าเหตุใดบุคคลจึงสามารถลดพฤติกรรมที่เป็น ปัญหาหรือสร้างพฤติกรรมที่เป็นพฤติกรรมในทางบวกได้ (Velicer and others. Online. 1998) ทฤษฎีน้ีให้ ความสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความพยายามของแต่ละบุคคลในการ
เปลี่ยนพฤติกรรม ให้ผ่านไปแต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนตามทฤษฎี (Prochaska and Marcus. 1994 :160-180) และมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนพฤติกรรม มีการเปลี่ยนอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุการณ์ทั่วๆ ไป แต่ละบุคคลอยู่ในระดับชั้นของพฤติกรรมที่แตกต่างกัน บุคคลที่อยู่ในแต่ละระดับ จะใช้กลยุทธ์กิจกรรมที่แตกต่างกันในการดำเนินการเพื่อให้บุคคลดังกล่าวสามารถผ่านแต่ละระดับไปได้ โดยระดับของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเรียกว่าขั้น ตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Stages of Change Theory / SOC) ซึ่งมีแนวคิดและเทคนิคตามทฤษฎี ดังต่อไปนี้
ขั้นตอนการปฏิบัติพฤติกรรมตามแนวคิด SOC มีดังนี้
1.ก่อนมีความตังใจ (Precontemplation) หมายถึง การได้รับข้อมูล/ฟังข้อมูลผ่านโดยเริ่มสนใจฟังแต่ไม่ตังใจ หรือยังไม่มีความตังใจที่จะเปลี่ยนแปลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
2.ขั้น มีความตังใจ (Contemplation) หมายถึง การพิจารณาเมื่อข้อมูลนั้นสอดคล้องกับตัวเองหรือสถานการณ์ ก็จะนำมาไตร่ตรองหรือมีความตังใจที่จะเปลี่ยนแปลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
3.ขั้นเตรียมการ (Preparation) หมายถึง การน˚าข้อมูลมาเตรียมการ/เตรียมความพร้อม
ก่อนลงมือปฏิบัติ หรือมีความตังใจที่จะเปลี่ยนแปลงในช่วง 30 วันข้างหน้าหรือได้เริ่มมีการเตรียมพร้อมเพื่อ การเปลี่ยนแปลง
4.ขั้นดำเนินการ(Action)หมายถึง การน˚าข้อมูลมาสู่การปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือมีการเปลี่ยนแปลงแล้วแต่ยังมีพฤติกรรมต่อเนื่องน้อยกว่า 6 เดือน
5.ขั้น ธำรงไว้ (Maintenance) หมายถึง เมื่อปฏิบัติแล้วเกิดผลดีหรือมีประโยชน์ก็จะรักษาหรือปฏิบัติพฤติกรรมนั้นต่อไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว และมีพฤติกรรมต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน
ขั้นธำรงไว้อย่างถาวร (Termination) หรือกลับคืนสภาพเดิม (Relapse) หมายถึง มีการปฏิบัติต่อเนื่องจนเป็นนิสัยหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงยังคงอยู่อย่างถาวรไม่เปลี่ยนกลับไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใด หรืออาจมีการยุติการปฏิบัติแล้วกลับไปสู่ขั้น เริ่มต้น
การพัฒนาพฤติกรรมไปสู่ขั้น ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละขั้นได้กำหนดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่ขั้น ต่าง ๆดังนี้
1.การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากนั้น ก่อนมีความตังใจ (Precontemplation) ไปสู่ขั้น มีความตังใจ (Contemplation) กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การทำให้เกิดความตื่นตัว(Consciousness raising) การทeให้เกิดการความวิตกกังวลและชี้แนวทางลดความวิตกกังวล (Dramatic relief) การประเมินผลเสีย ของพฤติกรรมตนเองต่อสิ่งแวดล้อม (Enviornmentalre-evaluation)
2.การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากนั้นมีความตังใจ (Contemplation) ไปสู่ขั้นเตรียมการ(Preparation) กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประเมินตนเอง (Self re-evaluation) และการปลดปล่อย ตนเอง (Self liberation)
3.การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากขัน้เตรียมการ (Preparation) ไปสู่ขั้นดำเนินการ (Action)กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การจัดการกับการเสริมแรง (Reinforcementmanagement) และการ แสวงหาความช่วยเหลือ (Helping relationships)
4.การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากขั้นดำเนินการ (Action) ไปสู่ขั้นธำรงไว้ (Maintenance)
หรือขั้นธำรงไว้อย่างถาวร (Termination) กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การแลกเปลี่ยนพฤติกรรมดีกับ พฤติกรรมไม่ดี (Counter conditioning) และการควบคุมสิ่งกระตุ้น (Stimuluscontrol)
