สุชาตาชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๖. สุชาตาชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๐๖)
ว่าด้วยพระนางสุชาดา
(พระนางสุชาดาเทวีทูลถามพระราชาว่า)
[๒๑] ฝ่าพระบาท ผลไม้สีแดงเกลี้ยงเกลาเหล่านี้ ที่เก็บไว้ในถาดทองคำ มีชื่อว่าผลอะไร หม่อมฉันทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกหม่อมฉัน
(พระราชาทรงกริ้ว จึงตรัสว่า)
[๒๒] พระเทวี เมื่อก่อนเธอเป็นคนหัวโล้น นุ่งผ้าเก่าเหน็บชายพก เที่ยวเลือกเก็บผลไม้เหล่าใด นี้เป็นผลไม้ประจำตระกูลของเธอ
[๒๓] หญิงต่ำทรามผู้นี้อยู่ในราชตระกูล ย่อมเดือดร้อนไม่รื่นรมย์ โภคะทั้งหลายย่อมละผู้ไม่มีบุญไป พวกท่านจงนำหญิงนี้กลับไปในสถานที่ที่หล่อนเก็บพุทราขาย
(อำมาตย์โพธิสัตว์คิดช่วยเหลือพระนางสุชาดาเทวี จึงกราบทูลว่า)
[๒๔] ข้าแต่มหาราช โทษคือความประมาทเลินเล่อเหล่านี้ ย่อมมีแก่หญิงผู้ได้ยศ ขอพระองค์โปรดทรงละเว้นแก่พระนางสุชาดา ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธต่อพระนางสุชาดานั้นเลย
สุชาตาชาดกที่ ๖ จบ
----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สุชาตาชาดก
ว่าด้วย ได้รับโทษเพราะประมาท
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระราชาได้มีการวิวาทโต้เถียงเรื่องสิริกับพระนางมัลลิกาเทวี.
บางอาจารย์กล่าวว่า ทรงทะเลาะเรื่องที่บรรทมดังนี้ก็มี.
พระราชาทรงกริ้วถึงกับไม่สนพระทัยกับพระนาง. ฝ่ายพระนางมัลลิกาเทวีก็ทรงพระดำริว่า พระศาสดาเห็นจะไม่ทรงทราบว่า พระราชาทรงพิโรธเรา. แม้พระศาสดาก็ทรงทราบ ทรงดำริว่า จักกระทำพระราชาและพระเทวีนี้ให้สมัครสมานกัน ในเวลาเช้า จึงทรงนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร มีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จเข้ากรุงสาวัตถีแล้วได้เสด็จไปที่ประตูพระราชนิเวศน์.
พระราชาทรงรับบาตรของพระตถาคตแล้วทูลนิมนต์เสด็จเข้าพระนิเวศน์ ให้ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทรงนำข้าวยาคูและของควรเคี้ยวมาถวาย. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรแล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระเทวีเสด็จไปไหน.
พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์อะไรด้วยพระเทวีนั้นผู้มัวเมาด้วยยศของตน. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงประทานยศยกมาตุคามขึ้นด้วยพระองค์เอง แล้วไม่ทรงอดโทษความผิดที่พระเทวีนั้นกระทำ ดูไม่สมควร.
พระราชาทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกพระเทวีมา. พระเทวีเสด็จมาทรงอังคาสพระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ควรที่พระองค์ทั้งสองจะเป็นผู้สามัคคีปรองดองกันและกัน ได้ตรัสพรรณนาสามัคคีรสแล้วเสด็จหลีกไป.
จำเดิมแต่นั้น พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ก็ทรงอยู่ด้วยความสามัคคีปรองดองกัน.
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาได้ทรงกระทำพระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ให้สมัครสมานกัน ด้วยพระดำรัสข้อเดียวเท่านั้น.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราตถาคตก็ได้ทำให้ท้าวเธอทั้งสองนี้มีความสามัคคีปรองดองกัน ด้วยวาทะข้อเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สั่งสอนอรรถธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดบานพระแกลใหญ่ ได้ประทับทอดพระเนตรพระลานหลวง.
ขณะนั้น ธิดาคนเก็บผักคนหนึ่งมีรูปสวย ตั้งอยู่ในปฐมวัย เทินกระเช้าพุทราไว้บนศีรษะ เดินร้องขายไปทางหน้าพระลานหลวงว่า ซื้อพุทราเจ้าข้า ซื้อพุทราเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับเสียงของนางนั้นแล้วทรงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ ทรงทราบว่านางยังไม่มีสามี จึงรับสั่งให้เรียกมาแล้ว ทรงตั้งนางนั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี แล้วได้ประทานยศอันยิ่งใหญ่แก่นาง. นางนั้นได้เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระราชา.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาประทับนั่งหยิบผลพุทราในจานทองเสวยอยู่ พระสุชาดาเทวีได้ทรงเห็นพระราชาเสวยผลพุทรา เมื่อจะทูลถามว่า ข้าแต่มหาราช นี่คือผลอะไร พระองค์ทรงเสวยอยู่ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระราชสวามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่เก็บไว้ในจานทองนี้ เป็นไข่อะไร ลูกกลมเกลี้ยงมีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์ถึงสิ่งนั้น ขอพระองค์ตรัสบอกด้วย.
พระราชาทรงกริ้วตรัสว่า นางแม่ค้าพุทราสุก ลูกสาวคนเก็บผัก ช่างไม่รู้จักแม้ผลพุทราอันเป็นของประจำตระกูลของตน แล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนพระเทวี เมื่อก่อนเธอเป็นหญิงหัวโล้นนุ่งผ้าท่อนเก่าๆ จับห่อพก เลือกเก็บผลไม้ใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทานอยู่ ณ บัดนี้ เป็นผลไม้นั้น เป็นผลไม้ประจำตระกูลของเธอ.
หญิงทรามเมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์ โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมละเขาไปเสียสิ้น หญิงนี้จักเลือกเก็บผลไม้ ประจำตระกูลได้ในที่ใด ท่านทั้งหลายจงช่วยนำหญิงนั้นคืนไปไว้ในที่นั้นนั่นเถิด.
พระโพธิสัตว์คิดว่า เว้นเราเสีย คนอื่นจักไม่สามารถทำท้าวเธอทั้งสองนี้ให้สามัคคีปรองดองกัน เราจักทูลให้พระราชาทรงยินยอมแล้วกระทำมิให้ขับไล่พระเทวีนี้ไป จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่มหาราช โทษผิดเหล่านี้ย่อมมีแก่นารีผู้ได้รับยศ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์โปรดอดโทษแก่พระนางสุชาดา ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้เลย.
คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช โทษเพราะความประมาทเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ ย่อมมีเฉพาะแก่นารีผู้ได้รับยศ การแต่งตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งสูงเห็นปานนี้ แล้วไม่ทรงอดโทษผิดมีประมาณเท่านี้ ณ บัดนี้ ดูจะไม่สมควรแก่พระองค์ ข้าแต่สมมติเทพ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์ได้โปรดอดโทษ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นใหญ่ในพลรถ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ทรงพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้.
พระราชาทรงอดกลั้นความผิดนั้นแก่พระเทวี เพราะถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้น จึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นเอง. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ด้วยความสมัครสมานปรองดองกันแล.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าโกศล
พระนางสุชาดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระนางมัลลิกา
ส่วนอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๖
-----------------------------------------------------