ตำนานพราหมณ์เมืองมลราช
เมืองมลราช (ลานตะกา อำเภอลานสกา นครศรีธรรมราช)
เมืองมลราชยุคที่๑
เมืองมลราชยุคที่ ๑ นั้นเกิดขึ้นในสมัยยุคก่อนพุทธกาลซึ่งเป็นยุคของพราหมณ์อินเดียใต้ ได้มีพวกพราหมณ์จากอินเดียใต้หรือชาวทมิฬเดินทางโดยเรือสำเภามาตั้งเมืองที่เขาวังซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้มีชื่อว่ามลราช ทำให้เกิดเป็นชุมชนพราหมณ์ขึ้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ลานสกา ที่เรียกว่าเขาวังเพราะในอดีตเคยเป็นเมืองของพราหมณ์ตั้งอยู่บนภูเขามาก่อนและได้ตั้งบ้านเมืองริมฝั่งต้นแม่น้ำเขาวัง มีภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อและสมมุติให้เขาวังเป็นเขาไกรลาสและแม่น้ำที่ไหลออกมาจากถ้ำเหมือนกับแม่น้ำคงคาที่ต้นน้ำไหลมาจากถ้ำโคมุกและกลายเป็นต้นน้ำคงคาที่อินเดียมาจนถึงปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเมืองมลราชยุคหลังพุทธกาล พุทธศตวรรษที่ ๔ มีชาวอินเดียอพยพเข้ามาสู่นครศรีธรรมราชมากมาย รวมทั้งพราหมณ์ทั้งหลาย ตามจารึกในประวัติศาสตร์ พ.ศ ๔๙๒ เมืองมลราชที่ลานสกาปรากฎขึ้นในเอกสารโบราณของนักประวัติศาสตร์ ซึ่งชาวเมืองมลราชได้นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นหลักมาตั้งแต่ยุคอารยัน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น แบ่งออกเป็น ๔ ยุค คือ ยุคอารยัน ยุคพระเวท ยุคพราหมณะ และยุคฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้งเหมือนศาสนาอื่นๆ เพราะคำสอนต่างๆ พวกพราหมณ์หรือฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินหรือฟังมาจากพระเจ้าด้วยตนเอง แล้วมีการจดจำไว้และถ่ายทอดต่อกันทางความทรงจำก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามาในภายหลัง ตามความเชื่อดั้งเดิมของวรรณะพราหมณ์ จะเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
เมืองมลราชยุคที่๒
ตามหลักฐานและตำนานเก่าแก่ที่สัมพันธ์กับเมืองมลราชยุคที่๒ เมื่อพ.ศ. ๑๐๖๑ พราหมณ์มาลี และ พราหมณ์มาลา (พี่กับน้อง) ได้จากสํานักพระราชวังอโศกมหาราชที่อินเดีย หนีภัยจากการถูกรุกรานจากพวกมุสลิมเดินทางมาด้วยเรือสำเภา ๗๐ ลํา มาขึ้นที่ตะกั่วป่า หรือเมืองตะโกลา(ทุ่งตึก)ในขณะนั้น และได้ตั้งชุมชนขึ้นที่นั่น แล้วจึงโภคาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์มีพระนามว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" ส่วนพราหมณ์มาลาผู้เป็นน้องได้รับอุปโภคาภิเษกเป็น "พระมหาอุปราช" ดูตามรอยพราหมณ์ที่เขาพระเหนอ
โภคาภิเษกคือรูปแบบของการขึ้นกษัตริย์ รูปแบบหนึ่ง “มงคลโภคาภิเษก” คือ ผู้ที่จะเข้าพิธีราชาภิเษกนั้นมีเชื้อสายเป็นตระกูลพราหมณ์ที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์สมบัติมาก มีบริวารมาก รู้จักราชธรรม,ตราชูธรรม,ทศกุศล และรู้จักตัดรอนทุกข์ของราษฎรแล้ว เรียกว่า โภคาภิเษก
ขณะที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างเมืองที่ทุ่งตึกยังไม่แล้วเสร็จ ก็ถูกชาวมุสลิมตามมาตีเมืองตะโกลาจนแตกอีก จึงต้องทิ้งเมืองหนีมาตามลำน้ำตะกั่วป่า ข้ามเขาสก แล้วล่องตามแม่น้ำพุมดวงมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มาตั้งอยู่ที่บ้านน้ำรอบ และปัจจุบันคือวัดน้ำรอบกรมศิลปากรได้ขึ้นเป็นโบราณสถาน พราหมณ์อีกสายหนึ่งที่เป็นไวษณพก็อพยพไปตั้งเทวถานที่เขาพระนารายณ์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดูตามรอยพราหมณ์ที่เขาพระนาราณ์ แต่เหตุที่ภูมิประเทศไม่เหมาะสม ประกอบกับเกิดไข้ห่า โรคระบาด(ไข้ยมบน) จึงอพยพผู้คนไปตั้งชุมชนที่เชิงเขาชวาปราบ ปลายคลองสินปุน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ในสมัยนั้นพวกพราหมณ์และเจ้าเมืองและชนชั้นสูงจะคล้องประคำลูกปัด สถานที่ๆพราหมณ์เคยตั้งชุมชนอยู่จึงมีลูกปัดฝังดินอยู่มากมาย จึงเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมลูกปัดขึ้นที่ประเทศไทย เช่นลูกปัดศรีวิชัย ลูกปัดคลองท่อม เป็นต้น ฯลฯ ดูอารยะธรรมลูกปัด ต่อมาพวกพราหมณ์สายไวษณพก็ได้เดินทางอพยพไปตั้งหลักแหล่งตั้งชุมชนที่บ้านเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดูตามรอยพราหมณ์ที่เวียงสระแต่เมืองเวียงสระก็ตั้งอยู่ได้ไม่นานเพราะไข้ห่ายังไม่หายจากการระบาด ต้องอพยพมาทางตะวันออก ซึ่งเดินทางแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งเดินทางทางผ่านสิชล ท่าศาลา แต่ละเส้นทางที่พราหมณ์จารึก จะมีการตั้งเทวสถานมากมายหลายที่ ตามหลักฐานที่ปรากฏทางโบราณคดีเช่น เทวสถานเขาคาเขาคายุคแรกเกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ และได้มีการบูรณะจากกลุ่มพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายมาหลายครั้ง และพุทธศตวรรษที่๑๘ ก็มีการบูรณะโครงสร้างและเทวรูปต่างๆครั้งใหญ่จากพราหมณ์และชาวบ้านร่วมกันในสมัยนั้น ดูตามรอยพราหมณ์ที่เขาคา นอกนั้นก็ได้พบเทวสถานพระนารายณ์ ซึ่งเทวสถานหลายสถานที่ยุคหลังจะกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธไปเสียทั้งหมดทุกสถานที่ ในสมัยที่พุทธศาสนาเรืองสุดขีดในจังหวัดนครศรีธรรมราช เทวสถานพระนารายณ์ที่ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา กลายเป็นวัดเกาะพระนารายณ์ (ปัจจุบันร้าง)พบรูปพระวิษณุ (พระนารายณ์) พบจำนวน ๒ องค์ องค์หนึ่งชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นองค์พระพุทธรูปจึงนำไปมอบให้เจ้าอาวาสที่วัดเสนาราม และต่อมากรมศิลปากรได้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราชทั้ง ๒ องค์ อีกทั้งยังพบ เนินดินและซากอิฐโบราณที่ใช้สร้างเทวาลัยฝังดินอยู่เป็นจำนวนมากนอกจากนั้นก็พบโบราณสถานแห่งพราหมณ์ที่สำคัญอีก ๒ ที่คือเทวสถานตุมปัง เทวสถานโมคลาน เป็นต้น ดูตามรอยพราหมณ์โบราณสถานตุมปังดูตามรอยพราหมณ์โบราณสถานโมคลาน
จะกลับมากล่าวถึง"พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" (กษัตริย์ที่โภคาภิเษกตนเองขึ้นมาจากวรรณะพราหมณ์)ก็ได้อพยพมาจนได้พบกับหาดทรายใหญ่อยู่ริมทะเล มีภูมิประเทศและชัยภูมิดี มีลำน้ำและที่ราบเหมาะสำหรับการเกษตร ชาวบ้านเรียกกันว่า "หาดทรายแก้ว" จึงได้สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นโดย ตั้งชื่อว่าเมืองสิริธรรมนคร (ศิริธรรมนคร) จัดระเบียบการปกครองแบบธรรมราชา ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้สร้างเมืองมีกำแพงป้อมปราการโดยรอบ มีเมืองบริวารถึง ๑๒ เมือง เรียกว่า "เมืองสิบสองนักษัตร" โดยกำหนดให้ใช้สัตว์ประจำปีนักษัตรเป็นตราประจำเมือง เป็นต้นมา
ต่อมาเมื่อพ.ศ. ๑๐๗๘ พวกแขกชวากำเริบได้เข้าปราบเมืองกระบี่ และได้เข้ามาตีเมืองนคร พระเจ้าศรีธรรมโศกราช เจ้าเมืองนครในขณะนั้น จึงได้ไปสมทบกับเมืองมลราชที่เขาวัง (ลานสกา) ในขณะนั้น พวกแขกชวาผู้มีวิชาอาคมได้ไปแก้ขุดอาถรรพ์ที่ฝังไว้ และแก้กาภาพยนตร์ ๔ ฝูง คือกาแก้ว กาเดิม กาชาด การาม ออกมาจิกตีทหารล้มตายเป็นจํานวนมาก หมู่พราหมณ์แห่งเมืองมลราชจึงได้ประชุมหารือกันซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีพราหมณ์อยู่ท่านหนึ่งที่เก่งทางอาถรรพ์เวทมาก(พราหมณ์ท่านนั้นคือทวดเขาแดงในปัจจุบัน)ท่านได้ปกป้องคุ้มกันประชาชนกลุ่มหนึ่งให้พ้นภัยจากกาทั้ง ๔ อยู่ที่ถ้ำเขาแดงซึ่งอยู่ทางภูเขาทางใต้ของเขาวังท่านเมื่อจะทำการหล่อธนูไชยศรศิลป์ท่านได้นำแร่ธาตุ และธาตุกายสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์เช่นพวกปรอทต่างๆนำมาหลอมสร้างเป็นธนูไชยศรศิลป์ลงอาคมพระเวทย์ชั้นสูง และทำการหลอกล่อกาไปบริเวณพระอาทิตย์ลับ เหลี่ยมเขาเวลากลางวันต่อกับกลางคืน พระอาทิตย์จะตกไปทางฉวาง ท่านก็ยิงธนูฆ่ากาทั้ง ๔ ฝูงตาย บริเวณนี้จึงได้ชื่อว่า ลานต่อกา-ลานตะกา-ลานสกา เมื่อแยกพื้นที่จาก อ.ร่อนพิบูลย์ ยังเรียกกิ่งอําเภอ ลานตะกา เนื่องจากการเล่นสกาเป็นการละเล่นชั้นสูงของกษัตริย์โบราณมาอย่างต่อเนื่องของลานต่อกา คนส่วนมากจึงไปตีความเอาว่า ลานสกามาจากการเล่นสกาอันที่จริงไม่ใช่ ส่วนธนูไชยศรศิลป์นั้นได้กลายเป็นหินอยู่เหนือถ้ำแก้วสุรกานต์
กลับมากล่าวถึงเมืองมลราช พราหมณ์เมืองมลราชได้ดำรงชีพแบบวิถีแห่งพราหมณ์ป่ามาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในสมัยนั้นพวกพราหมณ์ยังใช้อักษรปัลลวะซึ่งเป็นอักษรของพราหมณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และสมัยนั้นพราหมณ์สายอื่นๆที่อยู่ทางใต้ เช่นพัทลุง และตรัง ก็ได้เดินทางผ่านป่าเพื่อมาสู่เมืองมลราชในยุคนั้น และพวกพราหมณ์ยุคนั้นได้เดินทางผ่านหุบเขาช่องคอย ได้ตั้งที่พักชั่วคราว ณ.หุบเขาช่องคอย และพราหมณ์กลุ่มนี้ได้ทำการจารึกอักษรปัลวะไว้บนแท่นหินที่หุบเขาช่องคอยโดยมีคำอ่านและคำแปลได้ดังนี้
ตอนที่ ๑ ศฺรีวิทฺยาธิการสฺย - ศิลาจารึกนี้เป็น ของผู้เป็นเจ้าแห่งวิทยาการ (พระศิวะ)
ตอนที่ ๒ บรรทัดที่ ๑ นโมสฺตุตไสฺมปตเยวนานำ
บรรทัดที่ ๒ นโมสฺตุตไสฺมปตเยสุราณาม
บรรทัดที่ ๓ ปฺโยชนาจฺฉิวนมาคตาเสฺต บรรทัดที่ ๔ ทาตวฺยมิตฺยตฺร ภวทฺภิเรภยะ
แปลว่า - ขอความนอบน้อม จงมีแก่ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งป่า ขอความนอบน้อม จงมีแก่ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งเทพทั้งมวล ชนทั้งหลายผู้เคารพต่อพระศิวะ คิดว่าของอันท่านผู้เจริญ (พระศิวะ) นี้จึงให้มีอยู่ในที่นี้ จึงมาเพื่อประโยชน์ (นั้น)
ตอนที่ ๓ บรรทัดที่ ๑ เยษานฺนิลยเทเศษุ ดิษฺฐติมานุชาวราะ
บรรทัดที่ ๒ ยทิ เตษําปฺรสาทาจฺจ การฺยฺยนฺเตษํา ภวิษฺยติ
แปลว่า - ถ้าคนดีอยู่ในหมู่บ้านของชนเหล่าใด ความสุข และผล (ประโยชน์) จักมีแก่ชนเหล่านั้น นี้เป็นคำจารึกของพวกพราหมณ์ที่เดินทางมาจากพัทลุงและตรังซึ่งในสมัยนั้นหุบเขาช่องคอย ดูตามรอยพราหมณ์หุบเขาช่องคอย พราหมณ์ใช้เป็นที่พักระหว่างเดินทางเพื่อเดินทางไปสู่ชุมชนแห่งพราหมณ์ที่เมืองมลราช(ลานสกา)
เมืองมลราชยุคที่ ๓
เมื่อพ.ศ. ๑๘๐๐-๑๘๓๐ ตามตำนานได้กล่าวถึงเขาวัง(ลานสกา)ว่าเมื่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่๓ ครองเมืองนครอยู่นั้น บริเวณเมืองพระเวียงได้เกิดไข้ห่าขึ้นอีกครั้ง หนึ่ง(ไข้ยมบน) อันเป็นโรคระบาดชนิดร้ายแรงขึ้น ผู้คนล้มตายจํานวนมาก ที่เหลือรอดก็พากันอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ใหม่ที่เชิงเขาวังซึ่งเป็นภูเขาลูกหนึ่งที่เป็นต้นน้ำในเขตตําบลลานสกาและเป็นตําบลขุนทะเลปัจจุบัน กษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราชคือพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๓ ได้อพยพผู้คนหนีไข้ห่าซึ่งกำลังระบาดหนักไปทางทิศตะวันตก กลุ่มหนึ่งไปอยู่ที่ ถ้ำเขาวัง เนื่องจากเคยทราบมาว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๑ เคยเสด็จมาประทับที่เขาวังลานสกาแห่งนี้เพื่อสมทบกับพราหมณ์ผู้มีวิชาอาคมต่อสู้กับแขกชวาและเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์มานานนับพันปี และยังเป็นเมืองเก่าแก่ส่วนกลุ่มที่สองอพยพหนีไข้ห่าไปอยู่ที่บ้านท่าใหญ่ ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา พราหมณ์ผู้นำได้สร้างเป็นเทวสถานเล็กๆขึ้นใกล้ริมแม่น้ำท่าดีที่ไหลลงมาจากเทือกเขาหลวง ซึ่งปัจจุบันสถานที่ตรงนั้นก็คือศาลเทวดาหน้าช้าง(เทวดาหน้าช้างคือพระพิฆเนศปางหนึ่ง) และอีกกลุ่มที่สามไปอยู่ที่บ้านกำโลน หลังจากได้มาประทับที่เขาวัง ลานตะกา หรือลานสกาประมาณห้าปีพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่๓ ได้ประชุมหมู่พราหมณ์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ท่านเนื่องจากศาสนาพุทธเริ่มเจริญรุ่งเรืองผู้คนได้หันไปนับถือพุทธศาสนากันมากมาย ได้ทรงคิดหาวิธีรักษาไข้ห่าให้กับผู้คน โดยพราหมณ์เขาวังที่เหลืออยู่ โดยการเข้าป่าหาปรอทและเอาปรอทมาทำหลอมทำเป็นหัวนะโม (หัวนอโม)แล้วหว่านไปทั่วต้นแม่น้ำนั้น พราหมณ์ที่เขาวังหว่านลงที่ต้นแม่น้ำเขาวัง พราหมณ์ที่เทวดาหน้าช้างหว่านลงที่คลองท่าดีที่ท่าใหญ่ ผู้คนที่ใช้น้ำจากน้ำสายน้ำนี้ทั้งการหุงต้มและการดื่มกิน ปรากฏว่าไข้ห่าที่ระบาดอยู่นั้นได้เริ่มหายไปจากนครศรีธรรมราชนับแต่นั้น เมื่อเห็นว่าโรคร้ายสงบลงแล้วพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่๓ จึงอพยพกลับไปเมืองนครที่หาดทรายแก้วเช่นเดิมและได้ทำการบูรณะปฏิสังขรพระบรมธาตุครั้งใหญ่โดยสร้างพระธาตุครอบพระธาตุองค์เก่า
ลานสกา หรือ ลานตะกา จากเนื้อความในตํานานเมืองนครศรีธรรมราชอันเป็นหลักฐานลายลักษณ์เก่าแก่ว่าด้วยประวัติความเป็นมาของเมือง มีข้อความตามหนังสือพระนิพพานโสตร ฉบับศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้สํานวนที่ ๑ ถึงสํานวนที่ ๔ ซึ่งแปลมาจากหนังสือบุด (เป็นหนังสือ สมัยโบราณ) ได้ระบุไว้ในสํานวนตอนหนึ่งว่า
นามชื่อแห่งพระบาท ธรรมโศกราชเจ้ามนต์
น้องชายพระจุมพล ชื่อพระนนทราชา
ด้วยเป็นอาเพศ ให้บังเกิดเหตุ
ยังมีไข้ห่า ฝูงหมู่หญิงชาย
ล้มตายหนักหนา พิทักษ์รักษา
ไม่มาเคลื่อนคลาย สมเด็จภูบาล
คิดด้วยกรรมการ ยกไปโดยหมาย
ไปหยุดตั้งอยู่ เขาวังสบาย
ข้างท้าวน้องชาย ตั้งอยู่ลานตะกา(ลานสกา)
ลูกชายพระบาท ศรีธรรมโศกราช
ถึงความมรณา ท้าวคิดเสียดาย
วุ่นวายหนักหนา พระญาติวงศา
โศกาอาลัย มีพระองค์การ
แก่เหล่าทหาร สี่คนด้ายไว้
แก่หมื่นพันเสร็จ หมื่นระเห็จดับภัย
หมื่นสนั่นหวั่นไหว หมื่นไกรพลขันธ์ เป็นต้น ฯลฯ
หลังจากที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่๓ เสด็จกลับเมืองนครแล้ว ชุมชนพราหมณ์เมืองมลราชที่เขาวังก็ยังมีพราหมณ์และผู้คนยังดำรงค์อยู่กันเช่นเดิมสืบมา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๑ ชาวจีนได้อพยพเข้ามาและได้ทำการค้าขายกับพราหมณ์และชาวเมืองมลราชโดยทางเรือที่ล่องขึ้นมาถึงคลองมลราช คลองเขาวังลานสกา ชาวจีนได้เรียกเมืองมลราชว่า นครโฮลิง หรือ โฮลึงค์ ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า "ไข่สีแดง" ที่เรียกไข่สีแดงนั้นสันนิษฐานว่าเนื่องจากมีศิวลึงค์ทาสีแดงที่ตั้งอยู่บนเขาวังในสมัยนั้นอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่ออยู่บนยอดเขาวังจะมองเห็นพระอาทิตย์แสงแรกขึ้นเป็นสีแดงเหมือนไข่แดง
เมืองมลราชก็ได้ส่งคณะทูตไปจีนหลายครั้ง ทำให้ชาวจีนทราบว่า เมืองมลราชเป็นเมืองใหญ่ที่มีคนนับถือ“ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย” และศาสนาพุทธลัทธิมหายาน,หินยาน ควบรวมกันอยู่ ทำให้จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองในด้านการค้าขายมากในสมัยนั้น โดยมีการค้าขายทางเรือกับนานาชาติที่เมืองท่าเรือ และแม่น้ำทุกสายในภาคใต้ พระภิกษุจีนที่ทราบประวัติศาสตร์จึงมักแวะผ่านนครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางไป ลังกา และอินเดียทางเรืออยู่เสมอ
อำเภอลานสกาก่อนจะยกฐานะเป็นกิ่งอําเภอขึ้นกับ อ. ร่อนพิบูลย์ และเป็นอําเภอ ลานสกามีฐานะเป็นหมู่บ้าน ขนาดเล็กขึ้นที่เคยเป็นเมืองมาก่อนเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ทางราชการในสมัยพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม ณ นคร) เป็นเจ้าเมือง ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “กิ่งอําเภอ” ประกอบด้วยพื้นที่ ๔ ตําบลคือ ตําบลกําโลน ขุนทะเล ตำบลท่าดี และลานสกา ชื่อว่า “กิ่งอําเภอ เขาแก้ว ) : ตามชื่อภูเขาสําคัญที่อยู่ในพื้นที่นี้ ตั้งที่ว่าการกิ่งอําเภออยู่ที่บ้านระวังไฟ (หรือบ้านวังไพ เนื่องจาก สองฝั่งคลองมีต้นไพมาก) มีนายยี่ ลีละหุต เป็นปลัดอําเภอทําหน้าที่หัวหน้ากิ่งอําเภอคนแรก แต่เนื่องจากที่ตั้งที่ว่าการกิ่งอําเภออยู่ห่างไกลจากชุมชน ไม่สะดวกแก่การติดต่อของราษฎร ทางราชการ จึงย้ายที่ว่าการไปตั้งที่บ้านช่องลม (หรือบ้านช่องเขา) ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำแก้วสุรกานต์ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ อย่างไรก็ดี แม้จะย้ายที่ว่าการเข้ามาใกล้ชุมชนยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้วก็ตาม แต่ทว่าทําเลที่ตั้งใหม่นี้ ค่อนข้างคับแคบและไม่สามารถขยับขยายได้ เพราะด้านเหนือติดเขาและด้านใต้ติดคลองเขาแก้ว เมื่อฝน ตกหนักน้ำก็มักท่วมที่ว่าการอยู่เสมอ จึงได้ย้ายที่ทําการไปอยู่ที่โรงเรียนบ้านตลาดในปัจจุบัน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “กิ่งอําเภอลานสกา” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้แบ่งแยกตําบลลานสกาออกเป็นสองตําบล คือตําบลลานสกา และเขาแก้ว ครั้น พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้รับการยกฐานะเป็น “อําเภอลานสกา” ย้ายที่ว่าการอําเภอไปตั้งใหม่ที่บ้านหนอง โปะเต้ (หมู่ที่ ๑ ตําบลเขาแก้ว) บนพื้นที่ซึ่งนายช่วง ซิตมาลย์ ได้ยกให้แก่ทางราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ และใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นศูนย์ราชการของอําเภอสืบมาตราบปัจจุบัน
อ้างอิง:
ตำนานเวียงสระตำนานทุ่งตึก
หนังสือการวิเคาระห์อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่มีต่อพุทธศาสนิกชน
ปรีชา นุ่นสุก ร่องรอยชุมชนโบราณของพราหมณ์นครศรีธรรมราช
ปรีชา นุ่นสุก อิทธิพลของมหากาพย์รามายณะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
พระยาอนุมานราชชน เรื่องแหลมอินโดจีนในสมัยโบราณ
หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิสกุล ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม
เนื้อความในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช
หนังสือพระนิพพานโสตรฉบับศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้สำนวนที่ ๑-๔ แปลมาจากหนังสือบุดดำ (หนังสือโบราณ)
เรื่องเล่าจากหนังสือบุดดำ สมุดข่อย ของบรรพบุรุษพราหมณ์ธวัชชัย
ห้ามคัดลอกบทความนี้ ห้ามนำไปโพสต์ซ้ำ ห้ามนำไปดัดแปลง ห้ามนำไปทำหนังสือ ก่อนได้รับอนุญาตจากพราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์ เท่านั้น