เอกราชชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. เอกราชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๐๓)
ว่าด้วยพระเจ้าเอกราช
(พระเจ้าทุพภิเสนทรงขอโทษพระเจ้าเอกราชแล้ว ตรัสว่า)
[๙] ข้าแต่พระเจ้าเอกราช เมื่อก่อนพระองค์เสวยกามคุณที่สมบูรณ์ยอดเยี่ยม มาบัดนี้พระองค์ถูกโยนลงในหลุมอันขรุขระ ก็ยังไม่ทรงละพระฉวีวรรณและพระกำลังอันมีอยู่แต่ก่อน
(พระเจ้าเอกราชผู้เป็นพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๐] พระเจ้าทุพภิเสน เมื่อก่อนหม่อมฉันมีขันติและตบะสมปรารถนามาแล้ว หม่อมฉันได้ขันติและตบะนั้นแล้ว จะพึงละฉวีวรรณและกำลังอันมีอยู่แต่ก่อนทำไมเล่า
[๑๑] พระองค์ผู้เรืองยศ ปรากฏพระปรีชาญาณ ทรงทนทานเป็นพิเศษ ทราบว่า กรณียกิจทุกอย่าง หม่อมฉันได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้ยศที่สูงส่งที่ไม่เคยได้มาก่อน เพราะเหตุไรจะพึงละฉวีวรรณและกำลังอันมีอยู่แต่ก่อนเสียเล่า
[๑๒] พระองค์ผู้จอมชน หม่อมฉันบรรเทาความสุขด้วยความทุกข์ และข่มความทุกข์ด้วยความสุข สัตบุรุษเช่นหม่อมฉันวางตนเป็นกลางในความสุขและความทุกข์ เพราะมีความเยือกเย็นในภาวะทั้ง ๒ นั้น
เอกราชชาดกที่ ๓ จบ
------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกราชชาดก
ว่าด้วย คุณธรรมคือขันติและตบะ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเสวกข้าราชสำนักของพระเจ้าโกศลคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วใน เสยยชาดก ในหนหลังนั้นแล.
ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ท่านเท่านั้น ที่นำเอาประโยชน์มาโดยสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้นำเอาประโยชน์มาโดยสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ตน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล อำมาตย์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระเจ้าพาราณสีประทุษร้ายในราชสำนัก พระราชาทรงเห็นโทษของเขาโดยประจักษ์ จึงทรงให้ขับไล่เสวกนั้นจากแว่นแคว้น เสวกนั้นจึงไปอุปัฏฐากพระเจ้าโกศลพระนามว่า ทุพภิเสน.
เหตุการณ์ทั้งปวงนั้นได้กล่าวไว้ แล้วใน มหาสีลวชาดก ทั้งนั้น.
ส่วนในชาดกนี้ พระเจ้าทุพภิเสนให้จับพระเจ้าพาราณสีผู้ประทับนั่งในท่ามกลางอำมาตย์ ณ ท้องพระโรง แล้วใส่สาแหรกแขวนห้อยพระเศียร ณ เบื้องบนธรณีประตู พระเจ้าพาราณสีทรงเจริญเมตตาปรารภพระราชาโจร กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานให้บังเกิดแล้ว เครื่องพันธนาการขาด. แต่นั้น พระราชาประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศ ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในร่างกายของราชาโจร พระองค์ทรงบ่นว่าร้อนๆ แล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนภาคพื้น.
เมื่อพระราชาโจรตรัสอย่างนี้ว่า นี้เหตุอะไร.
อำมาตย์ทั้งหลายจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงทำพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้หาความผิดมิได้เห็นปานนี้ ให้ห้อยพระเศียรลง ณ เบื้องธรณีประตู พระเจ้าข้า.
พระราชาโจรตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงรีบไปปล่อยพระราชาพระองค์นั้น.
ราชบุรุษทั้งหลายไปแล้ว ได้เห็นพระราชาทรงนั่งขัดสมาธิในอากาศ จึงกลับมากราบทูลแก่พระเจ้าทุพภิเสน. พระเจ้าทุพภิเสนนั้นจึงรีบเสด็จไปไหว้พระเจ้าพาราณสีนั้นให้ทรงอดโทษ
แล้วตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเอกราช ในกาลก่อนพระองค์เสวยกามคุณอันบริบูรณ์อย่างยิ่งอยู่ มาบัดนี้ พระองค์ถูกโยนลงในบ่ออันขรุขระ เหตุไรพระองค์จึงยังไม่ลดละพระฉวีวรรณ และพระกำลังกายอันมีอยู่แต่เก่าก่อน.
พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสคาถาที่เหลือว่า
ข้าแต่พระเจ้าทุพภิเสน ขันติและตบะเป็นคุณธรรมที่หม่อมฉันปรารถนามาแต่เดิมแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันได้สิ่งที่ปรารถนานั้นแล้ว เหตุไรจะละฉวีวรรณและกำลังกายที่มีอยู่แต่เก่าก่อนเสียเล่า.
ข้าแต่พระองค์ผู้เปรื่องยศ มีปรีชาญาณทนทานได้พิเศษ ทราบมาว่า กิจที่จะพึงทำทุกอย่าง หม่อมฉันทำให้สำเร็จแล้ว ทั้งได้ยศอันยิ่งใหญ่อันมีในกาลก่อน หม่อมฉันจึงไม่ละฉวีวรรณและกำลังกาย อันมีอยู่แต่เก่าก่อน.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งปวงชน สัตบุรุษทั้งหลายบรรเทาความสุขด้วยความทุกข์ หรือบรรเทาความทุกข์อันยากที่จะอดทนได้นั้นด้วยความสุข เพราะเป็นผู้มีจิตเยือกเย็นยิ่งนักในสุขและทุกข์ทั้งสอง จึงเป็นผู้มีจิตเที่ยงตรงดังตราชูทั้งในความสุขและความทุกข์.
พระเจ้าทุพภิเสนได้ทรงสดับดังนี้แล้ว จึงขอให้พระโพธิสัตว์อดโทษแล้วตรัสว่า พระองค์เท่านั้นจงครองราชสมบัติของพระองค์ หม่อมฉันจักคอยป้องกันพวกโจรแก่พระองค์ แล้วลงอาญาแก่อำมาตย์ผู้ประทุษร้ายคนนั้นแล้วเสด็จหลีกไป.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงมอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วบวชเป็นฤาษี ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า.
พระเจ้าทุพภิเสนในกาลนั้น ได้เป็น พระอานนท์
ส่วนพระเจ้าพาราณสี คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเอกราชชาดกที่ ๓
----------------------------------