วันเสาร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผมไปถึงชั้น ๒๒ อาคารพญาไทพลาซ่า    ก่อน ๘ น. เพราะรถไม่ติดเลย    ไปนั่งรับประทานอาหารเช้ากับท่านอุปนายก คือ ศ. ดร. ไพรัช ธัชยพงศ์  เพื่อคุยกันเรื่องวิธีที่สภามหาวิทยาลัยจะช่วยฟื้นความสามัคคีภายใน มทส. ให้กลับคืนมา   รวมทั้งไปทำความรู้จักห้องประชุมสภา  และกรรมการสภามหาวิทยาลัยท่านอื่นๆ   

กรรมการรวม ๒๒ ท่าน    มาประชุม ๒๑ (ออนไลน์ ๕)  ลา ๑    มีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านทางอินทราเน็ต http://www/sut.ac.th/ouc/    เป็นช่องทางให้ประชาคม มทส. ได้รับรู้กิจการด้านการกำกับดูแลมหาวิทยาลัย 

  การประชุมมี ๘ วาระ    วาระเชิงนโยบาย (วาระที่ ๓) เป็นเรื่องงานวิจัย   ที่ท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ศ. ดร. หนึ่ง เตียอำรุง เป็นผู้นำเสนอ    ผมได้เรียนรู้ว่า มทส. มองงานวิจัยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐานเพื่อการตีพิมพ์เท่านั้น    ส่วนงานวิจัยเชิงประยุกต์หรือ translational research อยู่ในความรับผิดชอบของเทคโนธานี   ผมได้เห็นช่องทางหนุนให้เกิดความร่วมมือหรือ synergy ระหว่างหน่วยงานวิจัยที่แยกกันดำเนินการ     

สรุปได้ว่า มทส. มีวิธีการจัดการส่งเสริมการวิจัยพื้นฐานเพื่อการตีพิมพ์ที่ดี    ที่เป็นรูปแบบพิเศษคือมีระบบให้อาจารย์ที่มีผลงานวิจัยน่าเชื่อถือขอนักวิจัยผู้ช่วยได้ เรียกว่า FtR – Full-time Researcher    เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก ที่มักเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนั้นๆ นั่นเอง   ระบบนี้น่าจะช่วยหนุนให้ มทส. มีผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Tier 1 QI สูงที่สุดในประเทศไทย   รวมทั้งมี Field Weight Citation 8.5 เป็นที่ ๒ ของประเทศ เท่ากับจุฬาฯ     

แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า วิธีการดังกล่าวมีข้อเสียด้วย คือทำให้เกิด inbreeding of ideas ด้านการวิจัย    ไม่เกิดเกิด cross-breeding โดยนักวิจัยที่ฝึกจากสำนักอื่น

สิ่งที่ควรดำเนินการเพิ่มเติมคือ การมีระบบยกย่องและให้การสนับสนุนนักวิจัยประยุกต์ (translational research หรือ  Innovation) ให้เท่าเทียมกับนักวิจัยพื้นฐาน        

ผลงานวิจัย และจำนวนเงินวิจัย จำแนกตามสำนักวิชา   มี ๓ สำนักวิชาที่เข้มแข็งมาก คือ เทคโนโลยีการเกษตร   วิศวกรรมศาสตร์  และวิทยาศาสตร์   ส่วนอีก ๖ สำนักวิชา คือ แพทย์ พยาบาล ทันต สาธารณสุข  เทคโยโลยีสังคม และศาสตร์และศิลป์ดิจิทัล มีผลงานวิจัยน้อย    เป็นอีกประเด็นที่ควรดำเนินการพัฒนา   

อีกวาระหนึ่งที่มีข้อมูลมาก คือรายงานการติดตามและประเมินผลงาน มทส. ในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ ๒๕๖๗   ที่มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานเป็นกลไกดูแล    นำมาเสนอสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และขอข้อสังเกตหรือแนะนำ   

วาระแจ้งเพื่อทราบ ๗.๒  รายงานผลการตรวจเยี่ยม EdPEx 300 เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ มทส. ผ่าน EdPEx 300    ได้รับคำแนะนำ OFI (Opportunity for Improvement) หลายข้อ   และมีข้อเสนอแนะให้เปลี่ยนกลุ่มมหาวิทยาลัยจากกลุ่ม ๑ (มหาวิทยาลัยวิจัย)   มาเป็นกลุ่ม ๒ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี)  

การประชุมวาระลับนอกจากเรื่องร้องเรียนแล้ว   วาระที่มีความสำคัญคือเรื่องบทบาทด้านการบริหารและกำกับดูแล ของผู้ได้รับการจ้างต่อหลังเกษียณอายุปฏิบัติงาน   ที่ฝ่ายบริหารจะเสนอการปรับปรุงข้อบังคับให้ชัดเจนขึ้น                

เป็นการประชุมที่ผมต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมาก ในเรื่องความเดิมของ มทส. ที่เชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน    และมีคำศัพท์ที่ผมไม่คุ้นเคย ที่จะต้องเรียนรู้ต่อไป 

ผมกลับมาสะท้อนคิดที่บ้านว่า สิ่งสำคัญที่สภา มทส. จะต้องช่วยคือการฟื้น mutual trust ขึ้นในประชาคม มทส.    สำหรับ whistle blower ที่ไม่แสดงตัว    ผม ในฐานะนายกสภา ขอขอบคุณ   และขอร้องให้จบ    เพราะสภาได้ทำหน้าที่ป้องกัน COI ได้ผลสำเร็จแล้ว   โดยไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ   เป้าหมายต่อไปคือการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของ มทส.   และป้องกันเรื่อง COI ที่อาจมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือจงใจก็ตาม    เรื่องราวที่นำสู่การร้องเรียนนี้เป็น painful experience ของ มทส. ที่ประชาคม มทส.  และสภามหาวิทยาลัย ต้องร่วมกันเรียนรู้    และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก      

วิจารณ์ พานิช          

 ๗ ก.ค. ๖๗