ส่องกล้อง ผ่านเลนส์ Live a good story กับ ภัตตาคารบ้านทุ่ง @ พรานกระต่ายบ้านฉัน

                                         -ส่องกล้อง ผ่านเลนส์ Live a good Story ช่วงเวลาในการถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ ในวันนี้ ถือเป็นอีกบันทึกหนึ่งที่เป็นความทรงจำที่มีความประทับใจ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่เชื่อว่าทุกคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตดี ดี พร้อมกันในวันนี้คงจะมี"ความสุข"ไม่น้อยไปกว่าผมครับ…..วันนี้จะพาไปส่องกล้อง ผ่านเลนส์ เรื่องอะไรนั้น พร้อมแล้วตามผมไปชมพร้อม ๆ กันได้เลยคร้าบบบบบ!!!!!

1.ต้นเหตุของเรื่องราวในวันนี้ได้ก่อเกิดขึ้นจาก"ความคิดถึงกัน"ครับ และเมื่อถึงวัน เวลา และสถานที่เหมาะสมแล้ว “ความคิดถึงก็ได้เวลาเดินทาง”มาพบกัน ใครทำอะไร? ที่ไหน? และอย่างไร? นั้น ตามรอยความคิดถึงไปกันต่อได้เลยครับ….

2.ในช่วงเวลาเย็น ๆ ของวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ครอบครัวเล็ก ๆ ของเราได้มีโอกาสฮับต้อนทีมงานกัลยาณมิตร จากรายการ “ภัตตาคารบ้านทุ่ง”นำโดย"พี่สตังค์"พิธีกรชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ Thai Pbs และเมื่อ 8 ปีก่อนครอบครัวเล็ก ๆ ของเราก็ได้มีโอกาสต้อนรับทีมงานเพื่อมานำเสนอเรื่องราวของผักพื้นบ้าน “ใบส้มกบ”และ"ต้นเป้ง"แล้ว ซึ่งผมได้เขียนเอาไว้ที่นี่ครับ https://www.gotoknow.org/posts/610999 และเมื่อมีโอกาสได้กลับมาคราวนี้ ทีมงานจะนำเสนอเรื่องราวอะไรบ้างนั้น ก่อนอื่นขอชวนทีมงานเดินชมบ้านไร่กันก่อนก็แล้วกันนะครับ ลอ ลิง ไต่ราว…..ปีนป่าย ห้อยโหน กันไปตามกอไผ่ พร้อมกับชมบรรยากาศบ้านไร่ในยามเย็นแล้ว ก็ได้เวลานัดหมาย The Gang ในการนำเสนอเรื่องราวผ่านเลนส์ แล้วล่ะครับ ไป ๆ 

3."คลองอ้ายพอก"คือสถานที่นัดหมายในวันนี้ครับ วันนี้ทีมงานได้นัดหมายกับ"ลุงอวย"และ"ป้าอี๊ด"เอาไว้ เมื่อไปถึงแล้วก็แนะนำตัวกันก่อน แม้ว่าจะไม่ได้เคยเจอกันมาก่อน แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เราได้ทักทายกันผ่านไลน์ และทำความรู้จักกันในเบื้องต้นแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงจึงไม่ต้องรีรอ “น้องน้ำแข็ง”ผู้ประสานงาน ก็เริ่มปฏิบัติการตามแผนการที่เตรียมไว้ทันทีครับ ทักทายกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มส่องกล้อง ผ่านเลนส์ ถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ กับวิถีพื้นบ้านแบบสบาย ๆ  และ"กระชังกุ้งฝอย"ก็ถูกนำออกมาเพื่อใส่เหยื่อสำหรับนำไปดักกุ้งในค่ำคืนนี้ครับ “ลุงอวย”บอกว่าอาหารที่นำไปดักกุ้งจะประกอบด้วย ปลาร้า ไข่ไก่ อาหารปลาดุก รำข้าว นำส่วนผสมทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนแล้วก็นำไปใส่ในถุงเหยื่อ เพียงเท่านี้เราก็ได้กระชังเอาไปดักกุ้งแล้วล่ะครับ กระชังกุ้งพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางไปดักกุ้งกันต่อคร้าบ!!!!!

4.ออกเดินทาง หาที่มา ของอาหาร รสโอชา……..ภัตตาคารบ้านทุ่ง……เย็นวันนี้"ลุงอวย"และทีมงานได้พาเราไปดักกุ้งตรง"คลองอ้ายพอก"ครับ สำหรับคลองสายนี้เป็นคลองส่งน้ำที่ใช้ในการเกษตรของคนที่ทำการเกษตรบริเวณนี้ครับ เมื่อถึงวังน้ำแล้ว เราก็เริ่มลงมือวางกระชังกุ้งกันก่อน เพราะเดี๋ยวจะมืดค่ำกันไปเสียก่อน บรรยากาศสนุก พร้อมกับการได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ ถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสมัยนี้ครับ เมื่อเราได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ จึงขอเก็บภาพบรรยากาศมาฝากในบันทึกนี้ก่อน เมื่อถึงเวลาออกอากาศวันไหนจะได้รับชมเรื่องราวอย่างจุใจแน่นอนครับ….และ “วิชาชีวิตบทใหม่"สำหรับผมก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ที่นี่ครับ….

5.หลังจากวางกระชังกุ้งแล้ว ทีมงานก็กลับมาเพิ่มพลังมื้อเย็นที่บ้านไร่กันก่อน อาหารมื้อนี้จะถูกใจผู้มาเยือนรึเปล่านั้น คงต้องถามใจเธอดู?????? ความคิดถึง เมื่อได้ออกเดินทางมาแล้ว ย่อมก่อเกิดบทสนทนามากมาย หลากหลายเรื่องราวที่ได้บอกเล่าถามข่าว สารทุกข์สุขดิบ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างอบอุ่นใจ 8 ปีที่ผ่านมา แม้จะห่างกาย แต่เราไม่เคยห่างใจกัน และที่แห่งนี้ ยังคงยินดีต้อนรับผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ หากการเฝ้ารอนั้นเทียบเคียงกับต้นไม้ ใบหญ้าแล้ว มาถึงวันนี้มันได้เติบโตและแผ่กิ่งใบอย่างหนาแน่น และพร้อมที่จะโอบกอดความคิดถึงนั้นให้กลับมาเยือนกันในวัน เวลาที่เหมาะสม “สุขเท่าที่มี”เพียงเท่านี้ก็ “สุขใจ"……..ดึกแล้ว……แยกย้ายกันไปนอนพักผ่อนเอาแรงกันดีกว่าครับ สำหรับคราวนี้ทีมงานได้ขอตัวไปพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ณ รีสอร์ทใกล้บ้านไร่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เก็บพลังเอาไว้เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตในเช้าวันพรุ่งนี้ครับ นัดหมายกันในเวลา 05.00 น.นะครับเด็ก ๆ 

6.เวลาดี ตีห้ากว่า ๆ เราก็เดินทางไปถึงบ้านของ"ลุงอวย"กันล่ะครับ สำหรับเช้านี้ “ลุงอวย”กับ"ป้าอี๊ด"ได้รอเราแล้ว เมื่อไปถึงเราก็ออกเดินทางไปยัง"คลองอ้ายพอก"ทันทีครับ เช้า ๆ แบบนี้อากาศเย็นสบาย น้ำค้างบนยอดหญ้าดูงามตา สะท้อนแสงไฟ เสมือนรับรู้ว่าวันนี้เราจะ"โชคดี"ได้กุ้งฝอยกลับมาปรุงเมนูอร่อย ๆ แน่นอน หลายวันแล้วที่ความกังวลใจได้เกาะกุมหัวใจอันอ่อนนุ่มของ"ลุงอวย"และ"ป้าอี๊ด"และสิ่งที่เดียวที่จะช่วยบรรเทาความกังวลใจนั้น “ป้าอี๊ด”ขอเก็บเอาไว้เป็นความลับก่อน แต่เชื่อว่า"แรงศรัทธา"จะนำพาพวกเราได้พบเจอกับ"กุ้งฝอย"แน่นอนคร้าบ!!!! และแล้ว"โชคดีก็เป็นของเรา"เมื่อสายน้ำอันนิ่งเงียบสงบ พร้อมกับเสียงบรรเลงจากหรีดหริ่งเรไรและสายลม ได้บ่มเพาะแหล่งอาหารเอาไว้ให้พวกเรา พร้อมกับมอบ"กุ้งฝอย"ให้เรากลับบ้านอย่างมากมายในเช้าวันนี้  ซึ่งผมเรียกสิ่งนี้ว่า"มหัศจรรย์แห่งแรงศรัทธา"ครับ….วัตถุดิบพร้อมแล้ว ทีมงานก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนกันก่อน สำหรับตัวผมเองแล้วก็ขอไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง เพราะต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ เพียงแต่เราต้องจัดสรรเวลาให้ได้ เพียงเท่านี้ก็พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปพร้อม ๆ กันแล้วล่ะคร้าบบบ!!!!!

7.11.00 น. ของวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 คือเวลานัดหมาย ณ บ้านไร่ ของเราครับ….มาถึงแล้วเราก็ให้ทีมงานได้เพิ่มพลังกายกันก่อนครับ มากมายหลากหลายเมนูที่ได้จัดเอาไว้ต้อนรับผู้มาเยือน อาหารมื้อนี้คงจะช่วยให้ผู้มาเยือนได้อิ่มกาย อิ่มใจ และมีพลังใจการถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ อย่างเต็มที่ พร้อมแล้วก็ลุย!!!!!!!!!!กันเลยจ้าาาาา ฮัลโหล เทส ๆ ๆ  

 

8.อยู่ด้วยกันมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เรายังไม่ได้แนะนำทีมงานกันเลยนะครับ เอาเป็นว่าขอแนะนำ"น้องน้ำแข็ง"กันก่อน สำหรับ"น้องน้ำแข็ง"คือทีมงานที่เป็นผู้ประสานงานเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับ"กุ้งฝอย"ในวันนี้ครับ ดังนั้นงานในวันนี้จะสำเร็จหรือไม่คงต้องให้"น้องน้ำแข็ง"เดินตามแผนการที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ ส่วน"น้องพลอย"และ"น้องนิศ"ฝ่ายกล้องก็ได้จัดเตรียมอุปกรณ์มากมายหลายอย่างที่ดูแปลกตาสำหรับผม และเมื่อทีมงานพร้อม แม่ครัวพร้อม พี่สตังค์ พร้อม!!!! เราก็เริ่มปรุงเมนูแรกกันเลยครับ และเมนูนี้ขอเสนออาหารพื้นบ้านแบบง่าย ๆ ที่ชื่อว่า"ขนาบกุ้งฝอย" ตาม ๆ ไปดูกันได้เลยจ้าาาาา ฮัลโหล ๆ เทส ๆ ๆ ๆ ๆ 

9.ในระหว่างที่ทีมแม่ครัว ซึ่งประกอบไปด้วย “ป้าอี๊ด/ป้าแป้น/ป้ายวง”ได้โชว์ฝีมืออยู่นั้น “น้องนัจ"ฝ่ายจัดเตรียมอุปกรณ์ตกแต่งจานอาหารตามสไตล์ภัตตาคารบ้านทุ่ง เอาไว้ สำหรับ"น้องนัจ"แล้ว ถือเป็นส่วนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าฝ่ายอื่น ๆ ครับ สำหรับฝ่ายนี้ผมขอเรียกว่า"ฝ่ายอำนวยการทุกรูปแบบ" ไม่ว่าจะยกน้ำ เก็บผัก แต่งจาน ล้างหม้อ ถ้วย ช้อน บริการน้ำดื่มสำหรับทีมงาน “น้องนัจ”จัดเต็มในทุกหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นเวลานี้"น้องนัจ"จะต้องมีสมาธิอันตั้งมั่น ห้ามวอกแวก สติครับสติ พลังจงมา พลังจงมา ล้างกระทะ!!!!!!!! ได้ค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!! หม้อพร้อม!!!!! ช้อนพร้อม!!!!!! จานพร้อม!!!!! แต่ กรรไกร อยู่ไหนล่ะคร้าบบบบบบบ???????????????????????????

10.และนี่ก็คือผลงานของ"ทีมแม่ครัว"ครับ “ขนาบกุ้งร้อน ๆ จากเตา” ถูกนำมาเพิ่มสีสันตามสไตล์ภัตตาคารบ้านทุ่ง โดย"เชฟป้อม"เอ้ย!!!!!!!! ไม่ไช่ ๆ ๆ  ๆ  ๆ  5555555555555555 “พี่สตังค์”พระเอกของเราก็ได้จับนี่วาง จับนั่นโยน ขยับซ้ายหน่อย ขวานิด ทำทีเป็นฉีกใบตอง แล้วก็ตามหากรรไกร กรรไกรอยู่ไหน??????? มีไม๊???? ถ้าไม่มีให้ซื้อ!!!!!!!รอบหน้าอย่าให้พี่เรียกหานะ “ค่ะๆ ”น้องนัจ"รับทราบแล้วค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา หม้อ ๆ น้ำ ๆ ขอน้ำให้แม่ครัวหน่อยจ้าาาาาา กระทะอยู่ไหน จะเริ่มถ่ายเมนูต่อไปแล้ว…ฮัลโหล ๆ เทส ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

11.ในระหว่างที่จัดเตรียมเมนูต่อไปนั้น “น้องพลอย”กับ"น้องนิศ"และ"พี่สตังค์"ก็ได้ทำการเก็บบรรยากาศต่าง ๆ เอาไว้ประกอบการนำเสนอ มุมต่ำ มุมสูง 360 องศา เก็บให้หมดไปเลยนะจ๊ะ อย่าให้"ป๋าตังค์"กริ้ววววววว!!!!! เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะคร้าบ!!!!!!!!

12.ต่อไปจะขอนำเสนอเมนูแบบโบราณ ตามรอยของ"ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง"แม่ครัวหัวป่าก์" วันนี้เราจะได้รู้จักกับแปลกหูว่า"น้ำสะเออะ" โดยตามพจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของ “น้ำสะเออะ”เอาไว้ว่าเป็นน้ำที่ได้จากเนื้อสัตว์สด เช่น กุ้ง หรือเนื้อ ที่คั้นกับน้ำมะนาว นำมาตั้งไฟให้สุก ใช้ปรุงรส เรียกว่า"น้ำสะเออะ" สำหรับทีมแม่ครัวที่ปรุงเมนูนี้ประกอบด้วย “ป้าอี๊ด/ป้านอม/พี่มด”บรรยากาศการปรุงเมนูแบบโบร่ำโบราณ พร้อมกับความรู้ที่"น้องน้ำแข็ง"ได้บอกเล่ากับเราไปในระหว่างที่ปรุงเมนูนั้น ทำให้เราได้สัมผัสถึง"ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ"ที่ส่งต่ออารยธรรมแห่งการกินอยู่อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาถึงวันนี้เมื่อเราได้มีโอกาสสืบต่อภูมิปัญหาเหล่านี้ ความภูมิใจ และความรักในความเป็นไทย ก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้นอย่างอบอุ่นใจครับ….เอ้า ๆ ๆ ๆ ทีมงานน้ำหวานไม๊จ๊ะ? พี่สตังค์ก็ง่วงนะ ขอกาแฟหน่อยจ้าาาาาาา……น้องพลอย น้องนิศ รับอะไรเพิ่มไม๊คะ? น้องน้ำแข็งคอแห้งแล้ว ขอน้ำหน่อยจ้าาาา น้องนัจอยู่ไหน???????? “เกลือเกษตร”หายไป!!!!!!! ตาย ๆ พี่บุญส่ง ๆ ขอหนูขอ"เกลือเกษตร"หน่อยค่า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! พริกแดง ๆ ผักสด ๆ อยู่ไหน??? ทีมงานจะทำการชิมแล้ว!!!!!! น้องนัจ ๆๆๆๆๆๆ จ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น้องน้ำแข็งคัต!!!!!!!!!!!!! ปิดกองได้แล้วค่าาาาาาา ฮัลโหล ๆ เทส ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

13.พอได้เวลาเราก็มาล้อมวง………..สำหรับค่ำคืนนี้"ทีมแม่ครัวและชาวแก๊งค์ที่มาร่วมล้อมวง ก็ได้ช่วยกันปรุงเมนูอาหารจากกุ้งเพิ่มเติมอีกหลายเมนูครับ อิ่มหมี พีมัน กันไป ส่วน"น้องนิศ/น้องพลอย/น้องน้ำแข็ง/น้องนัจ"ก็ได้เวลาที่จะได้นั่งพักเพิ่มพลังกันสักหน่อย สำหรับวันนี้ถือว่าเราทำงานตามแผนงานที่วางไว้อย่างเรียบร้อย เหนื่อยหน่อย แต่ก็คุุ้มค่ากับประสบการณ์ชีวิต ดี ดี นะครับน้อง ๆ ว่าแต่กินอิ่มแล้วหนูขอตัวไปเก็บของก่อนนะคะ “น้องน้ำแข็ง/น้องนัจ” จัดเก็บอุปกรณ์ถ้วยจานงานครัว ส่วน"น้องนิศ/น้องพลอย"ตามไปเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ จัดเก็บให้เรียบร้อยนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่สตังค์จะ……………………………….จ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

14.เวลามีน้อย ใช้สอยให้คุ้มค่า อิ่มกาย อิ่มใจ แล้วก็ขอขอบคุณ"น้ำใจ"ที่เราได้รับจาก"ทีมงาน"ด้วยนะครับ ความจริงแล้ว “มูลค่า” ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับ "คุณค่า" ทางจิตใจ ที่เราได้รับครับ….ความทรงจำดี ดี ถูกบันทึกเอาไว้อย่างมากมาย เอาไว้เมื่อถึงวัน เวลา ที่เหมาะสม เราก็จะได้พบกันอีกนะครับ….งานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากทุก ๆ คน ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ยังน้อยไป……….

15.ก่อนจากกันในวันนี้ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายที่ได้ถูกถ่ายทอดออกมา สำหรับพี่แล้ว ขอตอบคำถามน้อง ๆ ดังนี้

1.น้องพลอยครับ ทำไมพี่ถึงทำบ้านไร่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ แบบนี้ ก็เพราะว่าพี่มีความทรงจำดี ดี ในวัยเด็ก เติบโตมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมดี ดี แบบนี้ พร้อมกันกับการได้รับโอกาสดี ดี จากผู้คนรอบข้างที่คอยสนับสนุน การศึกษาสร้างคน คือสิ่งที่ผลักดันให้พี่ต้องไปศึกษาวิชาชีพเพื่อเลี้ยงตัวในต่างบ้านต่างเมือง จนเมื่อมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เราไฝ่ฝัน จึงไม่ปล่อยความฝันนั้นไป จุดเล็ก ๆ เพียงจุดเดียวหากต่อกันก็จะกลายเป็นเส้นที่ยาว พี่เชื่อว่าวันนี้พี่ได้เพิ่มจุดอีกจุดหนึ่งที่ต่อจากจุดที่พี่ยืน พี่ไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่พี่เป็น"คนแกร่ง"

2.น้องน้ำแข็งครับ จริง ๆ แล้ว “เพชรน้ำหนึ่ง”เป็นอัญมณีที่มีค่า หากแต่วันไดไม่ได้ถูกขัดหรือแต่งเติมเหลี่ยมของเพชรแล้ว เพชรเม็ดนั้นก็คงจะไม่สวยงาม บางทีเพชรเม็ดนั้นอาจจะถูกมองข้ามไป หรือกลายเป็นก้อนหินเพียงก้อนเดียว กลับกัน หากเราเอาก้อนหินก้อนนั้นมาขัดถู ปรับมุม แต่งเหลี่ยมแล้ว พี่ก็คิดว่า"หินก้อนนั้น"อาจจะมีค่าขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ พี่เห็นน้องเก็บ"ก้อนหิน"มาจากคลองตอนเราไปดักกุ้ง น้องนำมาขัดล้างถูกจัดวางบนจานที่สวยงาม ล้อมรอบไปด้วยดอกไม้สวยงาม เติมเต็มด้วยอาหารชั้นดีจากธรรมชาติที่มอบให้กับเรา หินก้อนนั้นคงจะดีใจ เพราะก่อนหน้านี้อาจจะอยู่แบบเงียบเหงา ไม่แน่อาจจะเคยถูกคนเหยียบย่ำจนจมดิน หากแต่มีน้ำฝนที่เทลงมาชะล้างให้กลับมาโผล่พ้นดิน แล้ววันนี้ถูกน้องเก็บมาและเห็นคุณค่าจากมัน เพียงเท่านี้หินก้อนนี้ก็กลายเป็น"เพชรน้ำหนึ่ง"ซึ่งพี่เองก็น่าจะเป็น"หินก้อนนั้น"

3.น้องนัจครับ ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ หากแต่สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้นั้นมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เชื่อว่ากว่าเราจะเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้เราได้พบเจอกับการทดสอบจากธรรมชาติมากมาย  แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็อยู่รอดมาได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรารู้จักจัดการและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ธรรมชาติไม่ได้โหดร้าย เพียงแต่มันทำหน้าที่ของมันก็เท่านั้นเอง ดังนั้นหากธรรมชาติบางอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้เราก็คงต้องปล่อยไปให้เป็นไปตาม “ธรรม” มันก็คงไม่ใช่ปัญหาใจที่เราจะต้องเอามาขบคิดให้เสียเวลา “สุขเท่าที่มี”เพียงเท่านี้ก็"สุขใจ" ไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้ครับ….

4.น้องนิศครับ 8 ปีก่อน น้องก็ยังคงเป็นน้องที่น่ารักเหมือนเดิม หากแต่การได้พบเจอกันในวันนี้ น้องมีความกล้าที่จะพัฒนาตัวเอง ซึ่งพี่ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากน้อง ภาวะความเป็นผู้นำ การไม่สูญเสียอารมณ์ที่อาจจะมาข้องแวะ นั่นหมายถึงน้องได้เติบโตขึ้น แม้ว่าพี่ไม่ได้ร่วมงานกับน้อง แต่พี่เชื่อว่าคนที่ร่วมงานกับน้องก็คงสัมผัสได้ และพี่เชื่อว่าหากเราได้พบกันอีกน้องก็จะมีอะไรให้พี่ได้เรียนรู้อีกมากมาย พี่อยากเก่งเหมือนน้องนะครับ….

5.พี่สตังค์ครับ การเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน คือสิ่งที่พี่ได้มอบให้กับน้อง ความจริงแล้วเราก็ต่างเรียกกันว่าพี่ เพราะคำว่าพี่มันมีความหมาย “พี่”แสดงถึงการ “มาก่อน”เช่น เกิดก่อน อาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์ชีวิตดี ดี มาก่อน ดังนั้นการเป็นพี่มันจึงมีความหมายที่หยั่งลึก กว่าจะได้มารู้จักกัน กว่าจะได้มาเรียนรู้กัน มันต้องใช้เวลามากมาย จนบางทีอาจจะไม่ได้กลับมาเจอกันอีกเลยก็เป็นได้ แต่วันนี้เราได้กลับมาพบเจอกัน ณ ที่แห่งนี้ และต่อไปที่แห่งนี้ ก็คงจะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการขับเคลื่อนพลังบางอย่าง น้องเชื่อว่าพลังเล็ก ๆ นี่แหละที่จะช่วยให้ทำว่า"ให้"มันแผ่ขยายออกไปอย่างยิ่งยวด เพราะคำว่า “ให้”มันยิ่งใหญ่ ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีคำว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี”

16.สุดท้ายนี้ “วิชาชีวิตบทใหม่”ที่ทีมงานมอบเอาไว้ให้ มันคงจะเป็นสิ่งที่ต้องได้ศึกษาและเรียนรู้อีกมากมาย อีก 35 ปีต่อจากนี้ คงจะมีอะไรอีกมากมายที่ต้องได้เรียนรู้ หากแต่ร่างกายมีความแข็งแรง และไม่มีอะไรมาเป็นข้อจำกัดในระหว่างช่วง 35 ปีนี้ เชื่อว่าคงจะได้ฝากร่องรอยของ"เส้นทางชีวิต"เอาไว้ให้ผู้คนได้เรียนรู้ต่อไป “จดหมายเหตุชีวิต”เป็นสิ่งเดียวที่จะฝากเอาไว้บนโลกใบนี้ ความหวังต่อจากนี้คือ"ขอให้โลกใจดี"กับเรา เพียงเท่านี้ก็พอใจ……โชคดีที่ได้พบกัน ที่นี่ บ้านฉันก็บ้านเธอ

“อบอุ่น….ใจ”

                                                                                                                   สวัสดีครับ

                                                                                                          เพชรน้ำหนึ่ง+มดตะนอย

                                                                                                                    15/07/67