OECD ร่วมกับ กสศ. ดำเนินการโครงการ Thai PILA (Participatory Innovative Learning Assessment)    โดยปรับมาจากโครงการ PILA ของ OECD    ที่ผมเล่าที่มาที่ไปไว้ที่ (๑) 

ผมมีโอกาสไปสังเกตการณ์การประชุมปฎิบัติการเพื่อเตรียม Fa ไทย ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่บางแสน    โดยผมมีเวลาไปสังเกตการณ์วันเดียว คือวันที่ ๑๕    และสะท้อนคิดไว้ที่ (๒)   

ระหว่างที่ผมเดินทางไปประชุมคณะทำงานเตรียมจัดประชุม PMAC 2025 ที่เมืองมงเทรอซ์ สวิตเซอร์แลนด์ ๒๑ – ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗   คุณพอล อีเมล์ไปปรึกษา    และเห็นพ้องกันว่า  หากจะให้โครงการ Thai PILA ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง   ระบบการจัดการฝ่ายไทยต้องจริงจังกว่าที่เห็นมาก    ไม่ใช่แค่จ่ายเงินให้ฝ่าย OECD ให้เป็นผู้ดำเนินการอย่างที่ผมเห็นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม   และจากร่างสัญญาที่ กสศ. ให้เงินสนับสนุน OECD   

ผมบอกคุณพอลว่า ที่ผมเห็นในกิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๕  ฝ่ายไทยเป็น “ผู้ใช้” (user)  ไม่มีการฝึกเป็น “ผู้พัฒนา” (developer หรือ co-developer) ของโครงการ Thai PILA เลย    และผมคิดว่าหากดำเนินการตามแนวนี้ Thai PILA จะไม่บรรลุผลอย่างแท้จริงในสายตาของผม    โดยฝ่ายไทยยังต้องพึ่ง OECD อยู่เรื่อยไป  ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้   

ในสายตาของผมตัวชี้วัดความสำเร็จของ Thai PILA คือ   (๑) ครูไทยจำนวนหนึ่ง (คุณพอลบอกว่า ๓,๐๐๐ คน) สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นตัวอย่างให้ครูไทยอีก ๔ - ๕ แสนคนปรับใช้ได้ ตามระดับพัฒนาการของนักเรียน    (๒) มีคลังข้อสอบที่เอามาบูรณาการกับกิจกรรมได้ตามที่ครูเลือก   คลังข้อสอบนี้จะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยครูช่วยกันออกข้อสอบเสนอเพื่อคัดเลือกเข้าคลังข้อสอบ   (๓) มีระบบไอที ช่วยให้นักเรียนเข้าไปทำข้อสอบ (เป็นชุดข้อสอบที่ครูเลือกมาจากคลังข้อสอบ) ระหว่างเรียน  ที่ช่วยให้ครูเห็นความก้าวหน้าของการเรียนของนักเรียนทั้งชั้น และเป็นรายคน   และนำผลมาสะท้อนคิดร่วมกันในกลุ่มนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ผลการทดสอบในการปรับวิธีเรียนรู้ของตน   (๔) มีครูไทยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  ที่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้ แพล็ตฟอร์ม Thai PILA ได้     

นั่นคือความสำเร็จที่มองจากมุมมองเชิงเทคนิค หรือเชิงวิธีจัดการเรียนรู้ของครู   ที่จัดเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของศิษย์   

แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ มุมมองเชิงระบบ    ว่าต้องจัดการ Thai PILA ให้ส่งผลเชิงเปลี่ยนขาด (transform) ระบบการศึกษาไทย   จากเน้นบอกสอน หรือถ่ายทอดความรู้   สู่เน้นจัดกระบวนการให้นักเรียนเรียนรู้หลักการจากประสบการณ์ตรงของตน ที่เรียกว่า experiential learning  ซึ่งก็คือการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) นั่นเอง   

หากจะให้ได้ผลสู่การเปลี่ยนขาดระบบการศึกษา    ต้องการการจัดการโครงการ ของฝ่ายไทยที่หนุนให้ครู (และโรงเรียน) เป็นผู้ร่วมกันสร้าง (co-producer)    ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้ (user) อย่างที่ผมไปเห็นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗    เป็นกิจกรรมที่ผมยังไม่เห็น กสศ. เอ่ยถึง   

โดยจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนกลางของระบบการศึกษา    จากการบริหารแบบควบคุมและสั่งการ (command and control)    ไปสู่การบริหารแบบเอื้ออำนาจ (empowerment)    ตามที่ AI เสนอไว้ที่ (๓)  

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗  ผมมีโอกาสคุยกับ รศ. ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ และอธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์    ที่ได้ส่งทีมงาน ๓ คน ไปเข้าประชุมปฏิบัติการระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๘ พฤษภาคม   และเห็นโอกาสดำเนินการพัฒนาโรงเรียนเอกชนจำนวนหนึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในโครงการ Thai PILA ตามแนวที่ผมเสนอ   คือครูร่วมเป็นผู้พัฒนาแพล็ตฟอร์มนี้ด้วย    โดยใช้ทรัพยากรหนุนจากแหล่งอื่น    หากเกิดความร่วมมือนี้ได้   โอกาสที่ Thai PILA จะเกิดการเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาไทยก็จะเพิ่มขึ้น 

เปลี่ยนขาดการประเมิน   เพื่อเปลี่ยนขาดระบบการศึกษา    กลยุทธ์เปลี่ยนจากล่างขึ้นบน        

วิจารณ์ พานิช

๒๗ พ.ค. ๖๗