ขุรัปปชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๕. ขุรัปปชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๖๕)
ว่าด้วยคนกล้าไม่กลัวลูกศรที่คม
(บุตรพ่อค้าถามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นหัวหน้าทำหน้าที่อารักขาว่า)
[๔๓] เมื่อมรณภัยนั้นปรากฏเฉพาะหน้า เพราะเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลมคมด้วยความว่องไว และถือดาบที่ทาน้ำมันอันคมกริบ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่สะดุ้งกลัว
(พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า)
[๔๔] เมื่อมรณภัยนั้นปรากฏเฉพาะหน้า เพราะเห็นพวกโจรยิงลูกธนูแหลมคมด้วยความว่องไว และถือดาบที่ทาน้ำมันอันคมกริบ ข้าพเจ้ากลับยินดีและพอใจมากที่สุด
[๔๕] ข้าพเจ้านั้นมีความยินดีจึงย่ำยีศัตรูได้ ข้าพเจ้าได้สละชีวิตไว้ก่อนแล้ว เพราะเมื่อยังอาลัยในชีวิต บุคคลกล้าหาญจะกระทำกิจของผู้กล้าหาญในกาลใดๆ ไม่ได้เลย
ขุรัปปชาดกที่ ๕ จบ
-------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ขุรัปปชาดก
ว่าด้วย ถึงคราวกล้าควรกล้า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ความว่า พระศาสดาทรงตรัสกะภิกษุนั้นผู้ถูกนำมาในโรงธรรมสภาว่า ได้ยินว่า เธอสละความเพียรจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์อย่างนี้ เพราะเหตุไรจึงละความเพียรเสีย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่สละความเพียร แม้ในฐานะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลผู้รักษาดงแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยมีบุรุษ ๕๐๐ เป็นบริวาร เป็นหัวหน้าคนทั้งปวง ในบรรดาคนผู้รักษาดง สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งที่ปากดง. ก็หัวหน้าผู้รักษาดงนั้นรับจ้างพาพวกมนุษย์ให้ข้ามดง.
ครั้นวันหนึ่ง บุตรพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีกับเกวียน ๕๐๐ เล่มมาถึงบ้านนั้น เรียกหัวหน้าผู้รักษาดงนั้นมาพูดว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงรับทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วพาเราให้ข้ามพ้นดง เขารับคำแล้วถือเอาทรัพย์ ๑,๐๐๐ จากมือของบุตรพ่อค้านั้น เมื่อรับค่าจ้างอย่างนี้ จะต้องสละชีวิตเพื่อบุตรพ่อค้านั้น เขาพาบุตรพ่อค้านั้นเข้าดง.
พวกโจร ๕๐๐ ซุ่มอยู่กลางดง บุรุษที่เหลือพอแลเห็นพวกโจรเท่านั้นพากันนอนราบ. หัวหน้าผู้อารักขาคนเดียวเท่านั้นเปล่งสีหนาท วิ่งเข้าประหัตประหารให้พวกโจร ๕๐๐ หนีไป ให้บุตรพ่อค้าข้ามพ้นทางกันดารโดยปลอดภัย.
ฝ่ายบุตรพ่อค้าให้หมู่เกวียนพักอยู่ในที่ห่างไกลทางกันดารแล้ว ให้หัวหน้าผู้อารักขาบริโภคโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ส่วนตนเองบริโภคอาหารเช้า แล้วนั่งสบาย เจรจาอยู่กับหัวหน้าผู้อารักขานั้น เมื่อจะถามว่า ดูก่อนสหาย ในเวลาที่พวกโจรผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นจับอาวุธกรูเข้ามา เพราะเหตุไรหนอ แม้ความสะดุ้งตกใจกลัวก็ไม่เกิดขึ้น.
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลมคม ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึงไม่มีความครั่นคร้าม.
หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขาได้ฟังดังนั้นจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลมคม ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดแล้วด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดีและความโสมนัสมากยิ่ง.
เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่าชีวิตของเรา เราได้สละมาแต่ก่อนแล้ว ก็บุคคลผู้กล้าหาญ เมื่อทำความอาลัยในชีวิตอยู่ จะพึงกระทำกิจของคนผู้กล้าหาญในกาลบางคราวหาได้ไม่.
หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขานั้นทำบุตรของพ่อค้าให้รู้ว่าตนได้ทำกิจของคนกล้าหาญแล้ว เพราะได้สละความยินดีในชีวิตซึ่งสละให้ไว้ในอำนาจของคนอื่น ได้ส่งบุตรพ่อค้าไปแล้ว กลับมายังบ้านของตนตามเดิม ทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ไปตามยถากรรมแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้ว ทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้สละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัต.
ก็หัวหน้าคนทำการอารักขาในกาลนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาขุรัปปชาดกที่ ๕
-----------------------------------------------------