ว่าด้วยปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทะ

มหาปนาทชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. มหาปนาทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๖๔)

ว่าด้วยปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทะ

             (พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)

             [๔๐] พระราชาทรงพระนามว่าปนาทะ ทรงมีปราสาททองคำ กว้าง ๑๖ ชั่วลูกธนูตก สูง ๑,๐๐๐ ชั่วลูกธนู

             [๔๑] ปราสาทสูง ๑,๐๐๐ ชั่วลูกธนู มีพื้น ๑๐๐ ชั้น ประดับประดาด้วยธงแก้วมณีสีเขียว มีนักฟ้อนอยู่ ๖,๐๐๐ คน โดยแบ่งออกเป็น ๗ พวก ฟ้อนรำอยู่ในปราสาทนั้น

             [๔๒] ภัททชิ เธอพูดถึงปราสาทตามที่มีแล้วในกาลนั้น ในกาลนั้นตถาคตเป็นท้าวสักกเทวราช เป็นผู้ขวนขวายช่วยเหลือการงานของเธอ

มหาปนาทชาดกที่ ๔ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มหาปนาทชาดก

ว่าด้วย ปราสาทของพระเจ้ามหาปนาท

               พระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงปรารภอานุภาพของพระภัททชิเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               สมัยหนึ่ง พระศาสดาทรงจำพรรษาอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงพระดำริว่า จักสงเคราะห์ภัททชิกุมาร แวดล้อมแล้วด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ เสด็จจาริกถึงภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติยาวัน ตลอด ๓ เดือน ทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งญาณของภัททชิกุมาร.
               ภัททชิกุมารนั้นมียศมาก เป็นบุตรคนเดียวของภัททิยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ ภัททชิกุมารนั้นมีปราสาท ๓ หลังสมควรแก่ฤดูทั้ง ๓ ภัททชิกุมารอยู่ในปราสาทหลังละ ๔ เดือน. ครั้นอยู่ในปราสาทหลังหนึ่งแล้ว ก็แวดล้อมด้วยนางฟ้อนไปยังปราสาทอีกหลังหนึ่งด้วยยศใหญ่. ขณะนั้น พระนครทั้งสิ้นก็ตื่นเต้นกันว่า พวกเราจักดูสมบัติของภัททชิกุมาร ต่างผูกจักรและจักรซ้อน ผูกเตียงและเตียงซ้อนในระหว่างปราสาท.
               พระศาสดาประทับอยู่ตลอด ๓ เดือน ตรัสบอกชาวพระนครว่า เราจะไปก่อนละ. ชาวพระนครกราบทูลนิมนต์พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ พระองค์จึงค่อยเสด็จไปเถิด แล้ววันที่สอง ตระเตรียมมหาทานเพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน สร้างมณฑปที่ถวายทานท่ามกลางพระนคร ตกแต่งปูลาดอาสนะแล้ว กราบทูลให้ทรงทราบถึงกาลเวลา.
               พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปประทับนั่งในมณฑปนั้น มนุษย์ทั้งหลายต่างได้ถวายมหาทาน. พระศาสดาทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ทรงเริ่มอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ.
               ขณะนั้น ภัททชิกุมารจากปราสาทหลังหนึ่งไปยังปราสาทหลังหนึ่ง วันนั้นไม่มีใครๆ ไปเพื่อต้องการดูสมบัติของภัททชิกุมารนั้น มีแต่คนของตนเท่านั้นห้อมล้อมไป ภัททชิกุมารจึงถามคนทั้งหลายว่า ในเวลาอื่น เมื่อเราจากปราสาทหนึ่งไปยังปราสาทหนึ่ง ชาวพระนครทั้งสิ้นตื่นเต้นต่างผูกจักรและจักรซ้อนเป็นต้น แต่วันนี้ นอกจากคนทั้งหลายของเรา ไม่มีใครๆ อื่นเลย เป็นเพราะเหตุอะไรกัน.
               พวกบริวารกล่าวว่า ข้าแต่นาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยนครนี้ ประทับอยู่ตลอด ๓ เดือน วันนี้จักเสด็จไป พระองค์ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ชาวพระนครทั้งสิ้นพากันสดับพระธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               ภัททชิกุมารนั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงมา แม้เราก็จักฟังธรรม แล้วประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงเข้าไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ ยืนฟังพระธรรมกถาอยู่ท้ายบริษัท ยังสรรพกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลชั้นเลิศ.
               พระศาสดาตรัสเรียกภัททิยเศรษฐีมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี บุตรของท่านประดับประดาตกแต่งแล้ว ฟังธรรมกถาได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต เพราะฉะนั้น วันนี้ บุตรของท่านควรจะบรรพชา หรือควรจะปรินิพพาน.
               ภัททิยเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจด้วยการปรินิพพานแห่งบุตรของข้าพระองค์ ย่อมไม่มี ขอพระองค์จงให้บุตรของข้าพระองค์นั้นบรรพชาเถิด พระเจ้าข้า. ก็แหละครั้นให้บรรพชา ขอพระองค์จงพาบุตรของข้าพระองค์นั้น เข้าไปยังเรือนข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว พากุลบุตรเสด็จไปยังพระวิหารให้บรรพชาอุปสมบท. บิดามารดาของพระภัททชินั้นกระทำมหาสักการะ ๗ วัน พระศาสดาประทับอยู่ ๗ วัน ทรงพากุลบุตรเที่ยวจาริกไปถึงโกฏิคาม. มนุษย์ชาวโกฏิคามได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
               ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระศาสดาทรงเริ่มอนุโมทนา ในเวลาที่ทรงทำอนุโมทนา กุลบุตรไปนอกบ้านคิดว่า ในเวลาพระศาสดาเสด็จมาเท่านั้น เราจึงจักลุกขึ้น แล้วนั่งเข้าฌานที่โคนไม้แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ครั้นพระเถระที่แก่ๆ แม้จะมา ก็ไม่ออกจากฌาน ในเวลาพระศาสดาเสด็จมาเท่านั้นจึงได้ลุกขึ้น. พวกภิกษุปุถุชนพากันโกรธว่า พระภัททชินี้ท่าทีเหมือนบวชก่อน เมื่อพระมหาเถระมา แม้เห็นก็ไม่ลุกขึ้น.
               ชาวโกฏิคามพากันผูกเรือขนาน พระศาสดาประทับยืนท่ามกลางสงฆ์ในเรือขนาน ตรัสถามว่า ภัททชิอยู่ที่ไหน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระภัททชินี้ อยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า มาเถิดภัททชิ จงขึ้นเรือลำเดียวกันกับเรา. พระเถระได้เหาะไปยืนอยู่ในเรือลำเดียวกัน. ครั้นในเวลาที่เรือแล่นไปกลางแม่น้ำคงคา พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ปราสาทที่เธอเคยอยู่ครอบครองในคราวเป็นพระเจ้ามหาปนาท อยู่ที่ไหน. พระภัททชิกราบทูลว่า จมอยู่ในที่นี้ พระเจ้าข้า. พวกภิกษุปุถุชนพากันกล่าวว่า พระภัททชิเถระพยากรณ์พระอรหัต. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภัททชิ ถ้าอย่างนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.
               ขณะนั้น พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปด้วยกำลังฤทธิ์เอานิ้วเท้าคีบจอมปราสาท ยกปราสาทอันสูง ๒๕ โยชน์ขึ้นแล้วเหาะขึ้นในอากาศ. ก็พระเถระเหาะขึ้นแล้วปรากฎแก่ชนทั้งหลายที่ยืนอยู่ภายใต้ปราสาท ประหนึ่งปราสาทจะพังทลายลงทับ. พระเถระนั้นยกปราสาทขึ้นจากน้ำ ๑ โยชน์ ๒ โยชน์ ๓ โยชน์จนกระทั่ง ๒๕ โยชน์. ลำดับนั้น ญาติทั้งหลายในภพก่อนของพระเถระ บังเกิดเป็นปลา เต่า นาคและกบอยู่ในปราสาทนั่นแหละ เพราะความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทลอยขึ้น ก็พลัดตกลงไปในน้ำตามเดิม พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นสัตว์เหล่านั้นตกลงไป จึงตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอพากันลำบาก. พระเถระได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาท ปราสาทก็กลับตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง. ส่วนพระศาสดาเสด็จขึ้นจากแม่น้ำคงคา.
               ลำดับนั้น ชนทั้งหลายพากันปูลาดอาสนะถวายพระศาสดา ณ ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั่นเอง. พระศาสดาประทับนั่งเปล่งพระรัศมี ณ บวรพุทธอาศน์ที่เขาปูลาดถวาย ประดุจพระอาทิตย์อ่อนๆ ฉะนั้น ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปราสาทนี้พระภัททชิเถระครอบครองอยู่ในกาลไร? พระศาสดาตรัสว่า ในกาลเป็นพระเจ้ามหาปนาทราช.
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ ได้มีพระราชาพระนามว่าสุรุจิ. แม้พระโอรสของพระองค์ก็มีนามว่าสุรุจิ เหมือนกัน. แต่พระโอรสของพระเจ้าสุรุจินั้น ได้มีพระนามว่ามหาปนาท. พระราชาทั้ง ๓ พระองค์นั้น ได้ครอบครองปราสาทนี้.
               ก็บุรพกรรมที่จะได้ครอบครองปราสาทนั้นมีว่า บิดาและบุตรทั้งสองได้สร้างบรรณศาลาเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยไม้อ้อและไม้มะเดื่อ.
               เรื่องอดีตทั้งหมดในชาดกนี้ จักมีแล้วในสุรุจิชาดก ในปกิณณกนิบาต.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
               พระเจ้ามหาปนาทนั้นมีปราสาทล้วนแล้วด้วยทอง กว้าง ๑๖ ชั่วธนูตก สูง ๑ พันชั่วธนูตก.
               และปราสาทนั้นมีพื้น ๗ ชั้น ประดับด้วยธงอันล้วนแล้วด้วยสีเขียว มีนางฟ้อนรำ ๖ พันคน แบ่งออกเป็น ๗ พวก ฟ้อนรำอยู่ในปราสาทนั้น
               ดูก่อนภัททชิ เธอกล่าวถึงปราสาทนั้นซึ่งมีแล้วในกาลนั้น ในครั้งนั้น เราเป็นท้าวสักกะ ผู้รับใช้การงานของเธอ.
               ขณะนั้น ภิกษุปุถุชนทั้งหลายได้เป็นผู้หมดความเคลือบแคลงสงสัย.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระเจ้ามหาปนาท ในครั้งนั้น ได้เป็น พระภัททชิ ในบัดนี้
               ส่วนท้าวสักกะ คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถามหาปนาทชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------