ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต 3. หลักการของภาคปฏิบัติ


 

หลักการสำคัญตีความสรุปมาจากหนังสือ Values Based Education : Practical Strategies to Start, Strengthen and Sustain Values Based Learning, 2019   เขียนโดย Peter Williams   ที่สรุปมาจากประสบการณ์ ๒๐ ปี ที่โรงเรียน K-12 Kuwait American School  ในประเทศคูเวต    เริ่มจากปี ค.ศ. 1999   และจากหนังสือ The Little Book of Values : Educating children to become thinking, confident, responsible and caring citizens, 2009   เขียนโดย Julie Duckworth edited by Ian Gilbert 

Julie Duckworth (Rees) เคยพูดเรื่องนี้ในงานสัมมนาออนไลน์ของ สสวท. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ (https://www.ipst.ac.th/news/35121/20221115-news.html)   เสียดายที่ไม่มีการเผยแพร่บันทึกวิดีทัศน์การสัมมนา   

 

เครื่องมือ ๗ ชิ้น

หนังสือ The Little Book of Values เสนอเครื่องมือ ๗ ชิ้น สำหรับใช้เป็นประจำในโรงเรียน    ได้แก่

  1. ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง (role model)   กติกาสำคัญที่สุดที่ Julie Duckworth ผู้เขียนหนังสือเสนอคือ ไม่ตะโกนใส่กัน    ทุกคนในโรงเรียนไม่ตะโกนใส่กันยามอารมณ์เสีย   อธิบายว่า ทุกคนฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเอง    ไม่มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน   ที่สำคัญ ครูไม่ระเบิดอารมณ์ใส่นักเรียน ไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ 
  2. กฎระเบียบเชิงบวก (positive discipline)  ให้นักเรียนมีส่วนร่วมกำหนดทั้งกฎระเบียบ  และการดำเนินการต่อผู้ไม่ทำตามกฎ    เน้นให้เป็นกฎที่นักเรียนมีทางเลือก    มีข้อแนะนำแนวทางปฏิบัติของครูดังนี้ 
  • เข้าใจระดับพัฒนาการตามอายุเด็ก   กฎระเบียบบางอย่างเด็กที่อายุน้อยยังไม่เข้าใจ 
  • ออกแบบบทเรียนที่มีกิจกรรมหลายแบบ  โดยคำนึงถึงความแตกต่างของนักเรียนด้านสไตล์การเรียนรู้ และความฉลาดหลากแบบ (multiple intelligence)    และมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามแผน    เพื่อป้องกันนักเรียนเบื่อและไม่ตั้งใจเรียน 
  • ใช้ภาษาเชิงบวก  ชื่นชม  ภาษาที่สะท้อนค่านิยม
  • เสมอต้นเสมอปลาย  เพื่อให้นักเรียนเข้าใจพฤติกรรมของครู ไม่สับสน
  • สร้างสัมพันธ์กับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองนักเรียน    เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมที่ดีแก่เด็ก    และร่วมกันแก้ปัญหา
  • กรณีมีเด็กประพฤติไม่เหมาะสม  ให้พยายามตั้งคำถามว่าทำไมเด็กจึงประพฤติเช่นนั้น    ครูจะช่วยอย่างไร 
  • ให้เด็กมีทางเลือก ที่ต่างก็นำสู่เป้าหมายที่ต้องการ
  • หลีกเลี่ยงการขู่เข็ญ หรือตั้งเงื่อนไขตายตัว
  • อย่าใช้รางวัลล่อ หรือให้สัญญาที่ทำไม่ได้ 
  • ยอมรับผิด  และนำมาเป็นข้อเรียนรู้ ที่จะไม่ทำผิดอีก
  • พูดกับนักเรียนด้วยท่าทีถ้อยคำที่แสดงความเคารพ   เพื่อให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่างของการแสดงความเคารพหรือให้เกียรติ 

    โปรดสังเกตว่า กฎระเบียบเชิงบวกนี้    เน้นใช้เตือนสติครูและผู้ใหญ่ ในการปฏิบัติต่อนักเรียน    ไม่ใช่ใช้บังคับนักเรียน  และเน้นใช้หนุนค่านิยม (พฤติกรรม) เชิงบวก ไม่ใช่ใช้ลงโทษพฤติกรรมเชิงลบ     

3.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสม (optimum learning environment)    สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความดีงาม ต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่    เพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ    โดยจัดให้มีพื้นที่สงบสำหรับครูและนักเรียนเข้าไปนั่งคิดหรือผ่อนคลาย    คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของโรงเรียนมีไว้กระตุ้นการเรียนรู้    ในโรงเรียน VbE ต้องจัดให้มีพื้นที่ผ่อนคลายด้วย    คำแนะนำในการจัดระบบนิเวศได้แก่ 

  • จัดให้มีต้นไม้น้อยใหญ่ในโรงเรียน ทั้งนอกอาคารและในอาคาร   เพื่อให้นักเรียนได้เอาใจใส่ดูแล
  • ทำความสะอาดและจัดความเรียบร้อยของพื้นที่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์    โดยครูกับนักเรียนช่วยกัน
  • เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในห้องเรียนต้องพอเหมาะกับขนาดของตัวเด็ก   
  • มีพื้นที่จัดแสดงผลงานของนักเรียน  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ   รวมทั้งจัดแสดงสิ่งของประกอบการเรียนรู้ในสัปดาห์นั้น เพื่อกระตุ้นความอยากรู้    มีการดูแลความสะอาดและเรียบร้อยของพื้นที่จัดแสดงอยู่เสมอ   
  • ให้นักเรียนมีอิสระในการมองออกไปนอกหน้าต่าง  เข้าไปในห้องเก็บของ  เลือกนั่งที่เก้าอี้และโต๊ะที่ตนชอบ  จะช่วยให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจในตนเอง มีส่วนร่วม และรับผิดชอบ ต่อการเรียนรู้ของตน 
  • จัดระบบแสงสว่างของห้องเรียน    โดยจัดให้มีโคมไฟตั้งโต๊ะวางไว้รอบห้อง    และปิดไฟเพดานที่สว่างจ้า    แล้วสังเกตว่าบรรยากาศในห้องเรียนแตกต่างจากเดิมอย่างไร
  • ผนังในโรงเรียนใช้สีอะไร   มีผลต่อความรู้สึกหรืออารมณ์ของนักเรียนอย่างไร    ควรใช้สีที่สร้างความรู้สึกสงบ
  • ส่งเสริมให้ทุกคนในโรงเรียน สะท้อนความพึงพอใจต่อบรรยากาศที่ตนช่วยกันสร้างขึ้นด้วยรอยยิ้ม   ที่จะยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศ
  • ใช้ดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศ

4.กิจกรรมนักเรียนนวดซึ่งกันและกัน (mutual massage)  เพื่อสร้างความสงบ  เคารพซึ่งกันและกัน  และผ่อนคลาย    โดยมีครูสอนท่านวดให้    เป็นการนวดในท่านั่งบนเก้าอี้หรือบนพื้น    โดยนักเรียนสวมเสื้อผ้าตามปกติ    นวดที่หลัง คอ  ไหล่  แขน และศีรษะ อย่างเคารพและให้เกียรติผู้ได้รับการนวด (positive touch)     เป็นเวลา ๑๐-๑๕ นาที แล้วสลับให้ผู้นวดเป็นผู้รับการนวด   ก่อนนวดผู้ทำหน้าที่นวดถามคู่ว่าขอนวดได้ไหม   หากได้รับคำตอบว่าไม่  ก็ไม่นวดตัว แต่ทำท่านวดอากาศ    หลังนวดจบผู้รับการนวดกล่าวคำขอบคุณ    ทำเป็นกิจกรรมประจำวัน   

ทางโรงเรียนมีแบบฟอร์มไปขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองกรอก ว่าหลังมีกิจกรรมนักเรียนนวดซึ่งกันและกัน   เพื่อดูผลที่ตัวนักเรียน

ผลสำคัญที่พบคือ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนดีขึ้น    และนักเรียนมีสมาธิดีขึ้น   

5.ปรัชญาเพื่อเด็ก (P4C – Philosophy for Children – p4c.com)   เป็นเครื่องมือสำคัญ    ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกโต้วาที เพื่อฝึกคิดอย่างลึกซึ้ง   ภายใต้บรรยากาศอิสระไม่มีถูกผิด    เป็นกิจกรรมที่นักเรียนจัดกันเอง    ครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitator)    นักเรียนร่วมกันกำหนดกติกา    เลือกหัวข้อ และดำเนินการกิจกรรม ที่เป็นการอภิปรายแบบปลายเปิด   ไม่มีการตัดสินถูกผิด  แพ้ชนะ  หัวใจอยู่ที่การออกความเห็นและให้ข้อมูลเหตุผลสนับสนุน    ไม่มีการเยาะเย้ยถากถาง  หรือกล่าวหาว่าโง่หรือเสียสติ   

นักเรียนได้ฝึกการฟัง ได้เรียนรู้ว่าทุกคนอาจมีมุมมองที่ต่างกันได้    ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกันเสมอไป    และได้ฝึกเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำ    เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่ง จะพบว่าเด็กมีความคิดที่ลึกกว่าที่ผู้ใหญ่คาด    มีความคิดเชิงปรัชญาตั้งแต่วัยเยาว์ 

ผมขอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า    เมื่อจบการอภิปรายหรือการโต้วาที   ครูน่าจะทำหน้าที่ชวนนักเรียนสะท้อนคิดข้อเรียนรู้เชิงค่านิยมที่ได้จากกิจกรรมที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป      

6.การเคลื่อนไหวและผ่อนคลาย (stretching & relaxation) ในช่วงเวลาพลศึกษา    นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแล้ว    นักเรียนจะได้สงบ  อยู่กับจิตใจภายในของตัวเอง  มีความมั่นใจในตนเอง  เข้าถึงโลกทางจิตวิญญาณภายในของตนเอง   และตระหนักถึงโลกภายในของผู้อื่น    โดยอาจมีครูโยคะมาสอน                

7.สมัชชานักเรียน (assembly)   เป็นกิจกรรมที่ทำสัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง    โดยนักเรียนมีชุมนุมกันทั้งโรงเรียน หรือเฉพาะช่วงชั้น แล้วแต่ความเหมาะสมของโรงเรียนนั้น    เป็นกิจกรรมในบรรยากาศความสงบ  เปิดโอกาสให้เด็กได้อยู่กับตัวเอง  ใคร่ครวญกับตัวเอง ในเรื่องค่านิยมประจำเดือนนั้นๆ   ถือเป็นกิจกรรมหลักของโรงเรียน VbE 

เป้าหมายของสมัชชาได้แก่ (๑) เพื่อให้บุคคล (นักเรียน ครู) ได้คิดถึงค่านิยมเกี่ยวกับตนเอง สังคม  จริยธรรม และจิตวิญญาณ และหาทางสะท้อนความคิดออกมาเป็นถ้อยคำและการกระทำ  (๒) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ  ความรับผิดชอบ และขีดความสามารถในการเลือกการกระทำส่วนตน และในมิติทางสังคม ที่เป็นกิจกรรมเชิงบวก  (๓) เพื่อส่งเสริมครู ให้มองการศึกษา ว่าเป็นการหนุนให้นักเรียนสร้างปรัชญาชีวิต ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเคารพ มั่นใจในตนเอง และมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (purpose)     

สถานที่ประชุมเป็นห้องโถง เปิดไฟสลัว มีเพลงเบาๆ ที่ให้บรรยากาศสงบ    มีโต๊ะวางอยู่กลางห้อง  บนโต๊ะมีเทียนไขจุดอยู่ ๑ เล่ม    มีผู้นำสมัชชานั่งอยู่อย่างสงบ เป็นสัญญาณให้นักเรียนเข้ามาอยู่อย่างสงบ   นักเรียนเดินเรียงแถวจากห้องเรียนสู่ห้องสมัชชาอย่างสงบ ใจคิดเรื่องค่านิยมแห่งเดือน    และเลือกที่นั่งเอง    ผู้นำสบตานักเรียนเป็นสัญญาณของการต้อนรับ    นักเรียนที่ส่งเสียงหรือก่อความไม่สงบจะไม่ถูกดุ   แต่จะรู้สึกด้วยตนเองว่าตนทำสิ่งไม่เหมาะสม    หลังจากทุกคนเข้านั่งเรียบร้อย ผู้นำสมัชชาจะกล่าวต้อนรับ และกล่าวถึงค่านิยมแห่งเดือน  ตามด้วยการร้องเพลงร่วมกัน  และการสะท้อนคิดต่อสมัชชา   และการนั่งนิ่งๆ เงียบๆ อยู่กับตนเองระยะหนึ่ง    เป็นอันจบสมัชชาครั้งนั้น   และครูพานักเรียนกลับเข้าห้องเรียนเพื่อเรียนคาบเรียนต่อไป   

กิจกรรมนี้จะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกสงบไปตลอดวัน   

 

สมัชชาค่านิยมในชีวิต แนวโรงเรียน Kuwait American School

หนังสือ Values Based Education เขียนโดย Peter Williams  ให้อีกแนวหนึ่งของสมัชชาที่เขาเรียกว่า Living Values-based assembly   คือเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมด้วย   โดยให้หลักการและเป้าหมายของสมัชชาคล้ายคลึงกัน คือ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยใช้ภาษาแม่ (เพราะเป็นกิจกรรมในประเทศคูเวต) ตามด้วยคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ   และทำอย่างสม่ำเสมอ     

กิจกรรมค่านิยมในชีวิต เน้นความสงบ (stillness),  เพลง (song),  การเล่าเรื่อง (story), ละคร (play), และการสะท้อนคิด (reflection)   

ค่านิยมเหล่านี้ มีการนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์ และในรูปแบบผลงานของนักเรียน   โดยจัดแสดงในระดับสายตาของนักเรียน   สะท้อนค่านิยมแห่งเดือน 

 

ค่านิยมแห่งเดือน (Values of the Month) 

ค่านิยมแห่งเดือนเป็นเครื่องมือสำคัญ หรือเครื่องมือหลักชิ้นหนึ่งของโรงเรียน VbE    สมัชชาค่านิยมที่กล่าวไปแล้ว ก็ดำเนินการตามค่านิยมแห่งเดือน   

หนังสือ Values Based Education เขียนโดย Peter Williams    ให้ตัวอย่างค่านิยมแห่งเดือน ตลอดปีการศึกษาของโรงเรียน Kuwait American School  ไว้ดังนี้   เดือนกันยายน – สันติภาพ (peace),  เดือนตุลาคม – เคารพตนเอง (self respect), เดือนพฤศจิกายน – ซื่อสัตย์ (honesty),  เดือนธันวาคม – ความเรียบง่าย (simplicity), เดือนมกราคม – ความรับผิดชอบ (responsibility), เดือนกุมภาพันธ์ – ความรัก (happiness),  เดือนมีนาคม – ความร่วมมือ (cooperation), เดือนเมษายน – ความสุข (happiness),  เดือนพฤษภาคม - เวลาของฉัน (time for me)  

นักเรียนแต่ละชั้น  แต่ละชมรม จะร่วมกันตีความ หาความหมายในภาคปฏิบัติ หรือในด้านการแสดงออกทางพฤติกรรมของค่านิยมประจำเดือนนั้นๆ   เขียนเป็นภาพหรือประฏิมากรรมสื่อความหมาย นำออกจัดแสดง  เพื่อสื่อสารแก่กันและกัน  และแก่ผู้ปกครองและผู้มาเยือน   เป็นการเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมผ่านการตีความและสร้างสรรค์ของตนเอง และร่วมกับเพื่อนๆ   

มีการนำเอาสิ่งสร้างสรรค์มาร่วมกันตีความสะท้อนคิดโดยเพื่อนนักเรียนชั้นอื่น   หรือกลุ่มอื่น  เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมผ่านการสานเสวนาในกระบวนการ “สอนเสวนา” (dialogic teaching)    (https://www.scbfoundation.com/stocks/17/file/1640509120al76117pdf/สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก.pdf) 

 

สามกลยุทธหลัก 

หนังสือ Values Based Education เขียนโดย Peter Williams  เสนอ ๓ กลยุทธหลักที่แนะนำให้โรงเรียน VbE ใช้เป็นประจำ คือ 

1.เชื้อเชิญทุกคนให้มีส่วนร่วมในการกำหนดค่านิยมและวิสัยทัศน์ของโรงเรียน    โดยหลักการสำคัญของ VbE คือ ไม่เป็นการดำเนินการแบบสั่งการจากเบื้องบน (top-down)    แต่เป็นการดำเนินการแบบเอื้ออำนาจ (empower) แก่ผู้ปฏิบัติระดับรากฐาน    

นี่คือการวางฐานโรงเรียนให้เป็นองค์กรแนวราบ   ไม่ใช่องค์กรแนวดิ่งที่ผู้บริหารเป็นผู้กำหนดนโยบายแล้วสั่งการให้ผู้ปฏิบัติงานทำตามข้อกำหนดหรือสั่งการ   แต่มีกระบวนการให้สมาชิกของโรงเรียนทุกคนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียน ได้เป็น “วิสัยทัศน์ร่วม” (shared vision)   และกำหนด ค่านิยมในการดำรงชีวิต (living values) ที่โรงเรียนนำมาใช้พัฒนานักเรียน 

จะเห็นว่า การนำ VbE มาใช้ในโรงเรียนรัฐของประเทศไทยมีความท้าทายมาก    เพราะระบบการศึกษาของเรามีวัฒนธรรมแนวดิ่ง หรือวัฒนธรรมควบคุมสั่งการ        

2.สร้างบรรยากาศ    หัวใจคือ บรรยากาศเชิงบวก (positive atmosphere)    ในโรงเรียน VbE อบอวลไปด้วยจิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology)  ความสัมพันธ์เชิงบวก    เขาแนะนำคาถา LVRUS (ช่วยความจำด้วยคำว่า Love Virus)    L = love - ความรัก, V = values - ค่านิยม, R = respect - ความเคารพ, U = understanding - ความเข้าใจ, S = security – ความปลอดภัย   

3.พัฒนาคุณลักษณะ โดยเน้นการพัฒนาค่านิยมในการดำรงชีวิต    ในโรงเรียน VbE การพัฒนาคุณลักษณะ และพัฒนาค่านิยมเป็นพื้นฐานการศึกษา    และเป็นพื้นฐานพฤติกรรมของทุกคนในโรงเรียน    ถือเป็นการเดินทางแห่งการค้นหาคุณลักษณะและค่านิยมที่ดีในการดำรงชีวิต    โดยเขาแนะนำให้

โรงเรียนไทยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเขาทั้งหมด   เราควรร่วมกันกำหนดคาถาบรรยากาศเชิงบวกของเราเอง   และหลังใช้ไประยะหนึ่งนำเอาประสบการณ์และผลที่ได้มาสะท้อนคิดร่วมกันเพื่อปรับปรุงคาถาให้มีผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น

โรงเรียน VbE มีบรรยากาศ ทุกคนยิ้มแย้มเข้าหากัน      

  • เชื้อเชิญให้นักเรียนและครูได้แสดงออก หรือสื่อสารค่านิยมหรือคุณลักษณะของตนออกมา เพื่อสร้างบรรยากาศการเห็นคุณค่าของคุณลักษณะและค่านิยมเพื่อชีวิตที่ดี
  • ให้เกียรติ ให้คุณค่าวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี และความดีงาม
  • เข้าใจวิถีชีวิต และบริบทสังคม
  • เชื้อเชิญให้ผู้ที่ปฏิบัติแล้วเกิดการเปลี่ยนขาด (transformation) ตนเอง  ทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)   
  • ให้โอกาสสมาชิกร่วมกันสร้างโลกที่ดีกว่า 
  •  

 หลักการภาคปฏิบัติไม่จบที่บทนี้    ยังมีต่อเนื่อง โดยแทรกอยู่ในบทต่อๆ ไปทุกบท

วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ค. ๖๗  

           

หมายเลขบันทึก: 718600เขียนเมื่อ 19 มิถุนายน 2024 15:55 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2024 19:15 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท