“ไปกินข้าวกลางวันก่อนดีกว่า”
เอกบอกเมื่อเราขึ้นรถยนต์ที่จอดข้างอนุสาวรีย์ไอน์สไตน์เรียบร้อยแล้ว เขาเลี้ยวซ้ายเข้า
Constitution Ave. ถนนสายหลักของ National Mall ผ่านอนุสาวรีย์วอชิงตันที่อยู่ขวามือ และทำเนียบขาวด้านซ้าย
“เราจะผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ใหญ่มาก 2 แห่ง คือ National Museum of American History และ National Museum of Natural History จะแวะก่อนไหมคะ” หน่อยถาม
“ไปกินข้าวก่อนดีกว่า” ป้าเขมบอก
“ก็ดีนะ หากแวะคงใช้เวลานานพอควร จะเลยเวลาอาหารกลางวัน” ผมสนับสนุนและเกรงใจเอกด้วย
เราผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประวัติศาสตร์อเมริกัน ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านการจัดแสดงหลายรูป รวบรวมและอนุรักษ์มรดกของสหรัฐอเมริกาในทุกด้าน ทั้งสังคมการเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการทหาร
จากนั้นเราผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมและจัดแสดงตัวอย่างพันธุ์พืช สัตว์ ฟอสซิล หิน แร่ธาตุ อุกกาบาต ที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของมนุษย์กว่า 145 ล้านชิ้น
ไม่แค่นั้น เรายังผ่าน National Gallery of Art แหล่งรวมจิตรกรรมและประติมากรรมมากกว่า 2,000 ชิ้น ของจิตรกรชื่อดัง และนักประติมากรรมชื่อก้องโลก
“กินข้าวกลางวันแล้ว เราค่อยกลับมาดู” เอกบอก
พอพ้นพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ เอกเลี้ยวขวา เบื้องหน้าเรามองเห็นหลังคาโดมสีขาวของอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา อาคารรัฐสภาที่มีความสวยงามเป็นอันดับหนึ่งของโลก
จากนั้นเข้าสู่วงเวียนขนาดย่อม มีอนุสาวรีย์สันติภาพหินอ่อนขาวสวยงามมาก
เลี้ยวขวาอีกที พบกับวงเวียนอนุสาวรีย์ James A. Garfield ประธานาธิบดีคนที่ 20 ของสหรัฐอเมริกา
“ถ่ายรูปกันไหม” เอกถาม แล้วจอดรถ
“ดีๆ สาวๆ ลงถ่ายรูปไหม” ผมตอบรับและชวนสองสาว แต่ทั้งสองคนไม่ลงจากรถ
“ปี 2001 อาคารรัฐสภา เกือบจะถูกทำลายในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน” เอกเล่าขณะเดินนำผมไปหาจุดถ่ายภาพ
“มีผู้โดยสารบนเครื่องบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ได้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจนทำให้ไม่สามารถทำตามที่วางแผนไว้ได้ แล้วเครื่องบินไปตกที่รัฐเพนซิลเวเนีย”
เขาเล่าต่อว่า การเข้าไปในรัฐสภาจึงเข้มงวดมาก เสียดายที่พาพวกเราเข้าไปชมไม่ได้
ผมขอบคุณ และขอถ่ายภาพบริเวณด้านหน้ารัฐสภาก็พอใจแล้ว
เรากลับมาขึ้นรถและจากนั้นไม่ไกลเลย เบื้องหน้าผมเป็นอาคารหินปูนรูปทรงโค้งคล้ายแท่งหินในทะเลทราย
เรามาถึง National Museum of the American Indian แล้ว
เราผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนเข้าไปในห้องโถงนิทรรศการ
พอหลุดเข้าไป ผมได้ยินเสียงดนตรีประสานเสียงร้องเพลงที่เร้าใจ และเบื้องหน้าเป็นปฎิมากรรมฝาผนังโค้งยาว แสดงการเต้นรำของชาวอินเดียน
ผมขนลุกซู่ นี่ผมหลุดเข้ามาในดินแดนของเผ่าอาปาเช่แล้วหรือ
กลางห้องโถงชั้นล่างแสดงเครื่องใช้ เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา และสิ่งทอ
จุดเด่นที่ผมชอบมากคือ ม้าทรงเครื่องพร้อมออกรบ
เราถ่ายภาพจนพอใจแล้วไปร้านอาหารที่ยกพื้นอยู่ส่วนหลังชั้นล่าง เราทานกลางวันที่นั่น เป็นอาหารอินเดียน ผมสั่งเนื้อกวางยัดไส้ กับข้าวป่าอินเดียน ข้าวสีดำเมล็ดยาวเรียว แบบข้าวก่ำแต่ของเขาดำสนิท อร่อยมาก ด้วยความหิวลืมถ่ายภาพอาหาร พอนึกได้ก็หมดซะแล้ว
เขามีกาแฟด้วย แต่ผมเลือกดื่มน้ำอะโวคาโดผสมนม อร่อยดี แต่ก็ลืมถ่ายภาพเหมือนกัน
หลังอาหาร ผมไปเก็บภาพคนเดียว ปล่อยให้สองสาวและเอกนั่งคุยกันที่โต๊ะอาหาร ผมเดินดูแทบไม่ได้ถ่ายภาพ เพราะคนเยอะมาก
ผมกลับลงมานั่งคนเดียวบนที่นั่งส่วนบริการนั่งพัก สมองวนเวียนถึงภาพนิทรรศการที่ได้ชม จากการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของชาวอินเดียน ประวัติศาสตร์ของคนอินเดียนแต่ละเผ่า ความเชื่อและวัฒนธรรมชาวอินเดียน
เพราะอย่างนี้เอง ชาวอินเดียนจึงสู้คนขาวผู้บุกรุกไม่ได้ ชาวอินเดียนเคารพธรรมชาติ มีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติรอบตัว พืช สัตว์ เพื่อนมนุษย์และวิญญาณ ส่วนคนขาวต้องการเอาชนะธรรมชาติ ใช้อุบาย วิธีการและเครื่องมือสารพัดอย่างเพื่อเอาชนะ
เกือบบ่ายสองโมง เราออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของชาวอเมริกันอินเดียน ขณะเดินมาขึ้นรถผมกำหนดจิต ลาก่อนกลุ่มชนผู้กล้าหาญ ผู้กตัญญูรู้คุณต่อธรรมชาติ ผมเชื่อว่าชีวิตของพวกท่านจะไม่สูญเปล่า
ขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่สร้าง "อนุสรณ์ที่มีชีวิตสำหรับชนพื้นเมืองอเมริกันและประเพณีของชาวอินเดียน”





