ลุงกับป้าเที่ยวนิวยอร์ก ตอนที่ 21 พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอเมริกันอินเดียน


“ไปกินข้าวกลางวันก่อนดีกว่า”

เอกบอกเมื่อเราขึ้นรถยนต์ที่จอดข้างอนุสาวรีย์ไอน์สไตน์เรียบร้อยแล้ว เขาเลี้ยวซ้ายเข้า

Constitution Ave. ถนนสายหลักของ National Mall ผ่านอนุสาวรีย์วอชิงตันที่อยู่ขวามือ และทำเนียบขาวด้านซ้าย

“เราจะผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ใหญ่มาก 2 แห่ง คือ National Museum of American History และ National Museum of Natural History จะแวะก่อนไหมคะ” หน่อยถาม

“ไปกินข้าวก่อนดีกว่า” ป้าเขมบอก

“ก็ดีนะ หากแวะคงใช้เวลานานพอควร จะเลยเวลาอาหารกลางวัน” ผมสนับสนุนและเกรงใจเอกด้วย

เราผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประวัติศาสตร์อเมริกัน ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านการจัดแสดงหลายรูป รวบรวมและอนุรักษ์มรดกของสหรัฐอเมริกาในทุกด้าน ทั้งสังคมการเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการทหาร

จากนั้นเราผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมและจัดแสดงตัวอย่างพันธุ์พืช สัตว์ ฟอสซิล หิน แร่ธาตุ อุกกาบาต ที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของมนุษย์กว่า 145 ล้านชิ้น

ไม่แค่นั้น เรายังผ่าน National Gallery of Art แหล่งรวมจิตรกรรมและประติมากรรมมากกว่า 2,000 ชิ้น ของจิตรกรชื่อดัง และนักประติมากรรมชื่อก้องโลก

“กินข้าวกลางวันแล้ว เราค่อยกลับมาดู” เอกบอก

พอพ้นพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ เอกเลี้ยวขวา เบื้องหน้าเรามองเห็นหลังคาโดมสีขาวของอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา อาคารรัฐสภาที่มีความสวยงามเป็นอันดับหนึ่งของโลก

จากนั้นเข้าสู่วงเวียนขนาดย่อม มีอนุสาวรีย์สันติภาพหินอ่อนขาวสวยงามมาก

เลี้ยวขวาอีกที พบกับวงเวียนอนุสาวรีย์ James A. Garfield ประธานาธิบดีคนที่ 20 ของสหรัฐอเมริกา

“ถ่ายรูปกันไหม” เอกถาม แล้วจอดรถ

“ดีๆ สาวๆ ลงถ่ายรูปไหม” ผมตอบรับและชวนสองสาว แต่ทั้งสองคนไม่ลงจากรถ

“ปี 2001 อาคารรัฐสภา เกือบจะถูกทำลายในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน” เอกเล่าขณะเดินนำผมไปหาจุดถ่ายภาพ

“มีผู้โดยสารบนเครื่องบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ได้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจนทำให้ไม่สามารถทำตามที่วางแผนไว้ได้ แล้วเครื่องบินไปตกที่รัฐเพนซิลเวเนีย”

เขาเล่าต่อว่า การเข้าไปในรัฐสภาจึงเข้มงวดมาก เสียดายที่พาพวกเราเข้าไปชมไม่ได้

ผมขอบคุณ และขอถ่ายภาพบริเวณด้านหน้ารัฐสภาก็พอใจแล้ว

เรากลับมาขึ้นรถและจากนั้นไม่ไกลเลย เบื้องหน้าผมเป็นอาคารหินปูนรูปทรงโค้งคล้ายแท่งหินในทะเลทราย

เรามาถึง National Museum of the American Indian แล้ว

เราผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนเข้าไปในห้องโถงนิทรรศการ

พอหลุดเข้าไป ผมได้ยินเสียงดนตรีประสานเสียงร้องเพลงที่เร้าใจ และเบื้องหน้าเป็นปฎิมากรรมฝาผนังโค้งยาว แสดงการเต้นรำของชาวอินเดียน

ผมขนลุกซู่ นี่ผมหลุดเข้ามาในดินแดนของเผ่าอาปาเช่แล้วหรือ

กลางห้องโถงชั้นล่างแสดงเครื่องใช้ เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา และสิ่งทอ

จุดเด่นที่ผมชอบมากคือ ม้าทรงเครื่องพร้อมออกรบ

เราถ่ายภาพจนพอใจแล้วไปร้านอาหารที่ยกพื้นอยู่ส่วนหลังชั้นล่าง เราทานกลางวันที่นั่น เป็นอาหารอินเดียน ผมสั่งเนื้อกวางยัดไส้ กับข้าวป่าอินเดียน ข้าวสีดำเมล็ดยาวเรียว แบบข้าวก่ำแต่ของเขาดำสนิท อร่อยมาก ด้วยความหิวลืมถ่ายภาพอาหาร พอนึกได้ก็หมดซะแล้ว

เขามีกาแฟด้วย แต่ผมเลือกดื่มน้ำอะโวคาโดผสมนม อร่อยดี แต่ก็ลืมถ่ายภาพเหมือนกัน

หลังอาหาร ผมไปเก็บภาพคนเดียว ปล่อยให้สองสาวและเอกนั่งคุยกันที่โต๊ะอาหาร ผมเดินดูแทบไม่ได้ถ่ายภาพ เพราะคนเยอะมาก

ผมกลับลงมานั่งคนเดียวบนที่นั่งส่วนบริการนั่งพัก สมองวนเวียนถึงภาพนิทรรศการที่ได้ชม จากการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของชาวอินเดียน ประวัติศาสตร์ของคนอินเดียนแต่ละเผ่า ความเชื่อและวัฒนธรรมชาวอินเดียน

เพราะอย่างนี้เอง ชาวอินเดียนจึงสู้คนขาวผู้บุกรุกไม่ได้ ชาวอินเดียนเคารพธรรมชาติ มีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติรอบตัว พืช สัตว์ เพื่อนมนุษย์และวิญญาณ ส่วนคนขาวต้องการเอาชนะธรรมชาติ ใช้อุบาย วิธีการและเครื่องมือสารพัดอย่างเพื่อเอาชนะ

เกือบบ่ายสองโมง เราออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของชาวอเมริกันอินเดียน ขณะเดินมาขึ้นรถผมกำหนดจิต ลาก่อนกลุ่มชนผู้กล้าหาญ ผู้กตัญญูรู้คุณต่อธรรมชาติ ผมเชื่อว่าชีวิตของพวกท่านจะไม่สูญเปล่า

ขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่สร้าง "อนุสรณ์ที่มีชีวิตสำหรับชนพื้นเมืองอเมริกันและประเพณีของชาวอินเดียน”

 

หมายเลขบันทึก: 718467เขียนเมื่อ 10 มิถุนายน 2024 15:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 มิถุนายน 2024 15:30 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท