วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๗ มีการประชุม รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)    ที่ผมมองว่า เป็นการประชุมกำหนดหมุดหมายความสำเร็จของโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่    ที่มีความซับซ้อนยิ่งนัก   เพราะต้องหากุศโลบายผ่อนคลายความเป็นราชการในระบบการศึกษา ไปพร้อมๆ กัน    รวมทั้งกระบวนทัศน์ผิดๆ ที่กัดกร่อนระบบการศึกษาไทยมาช้านาน  เช่นกระบวนทัศน์ยอมรับการมีโรงเรียนคุณภาพต่ำ โรงเรียนคุณภาพสูง 

ผมให้ข้อสังเกตต่อที่ประชุมตอนเริ่มต้น    ชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=MLtzmL7qkk8    เพื่อย้ำมุมมองของผมในเรื่องเป้าหมายที่แท้จริงของ TSQM-A ว่าเพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลไกจังหวัด    ในการทำหน้าที่ empower โรงเรียนของตน    เป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนวัฒนธรรมในระบบการศึกษาไทย    สู่วัฒนธรรมแนวราบ    หน่วยงานบริหารเน้นทำหน้าที่เอื้ออำนาจ (empower)     

ฟังการนำเสนอของ ๔ จังหวัด คือ ลำปาง, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และสระแก้ว    และข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว    ผมรู้สึกว่าทีมงานของแต่ละจังหวัด มีบุคลิกของตนเอง  ซึ่งดีมาก   จังหวัดที่ ศธจ. มานำเสนอเอง ก็เห็นความเป็นราชการที่ติดมา    จังหวัดที่มีคณบดีคณะครุศาสตร์มานำเสนอ ก็มีบุคลิกทางวิชาการ    อีก ๒ จังหวัดที่ ศน. เป็นผู้นำเสนอ ก็จะมีภาพโรงเรียนและนักเรียนชัด   เหล่านี้เป็นข้อมูลซ่อนเร้นที่ผมสังเกตระหว่างบรรทัด    และเก็บเป็นข้อมูลสำหรับชี้แนะทางอ้อมต่อไป

ความท้าทายสำคัญคือ สภาพที่โรงเรียนมีอิสระในการพัฒนาตนเอง และและเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนอื่นๆ  หรือช่วยเหลือกัน   โดยมีเป้าหมายที่คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน   

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ฟังรายงานของอีก ๖ จังหวัดคือ ภูเก็ต  สงขลา  พิษณุโลก ขอนแก่น  นราธิวาส  และเพชรบูรณ์            

ยิ่งเห็นความงดงามของความแตกต่างหลากหลาย   โดยเฉพาะจังหวัดที่นำโดยกลไกภายในหน่วยงานต้นสังกัดเอง คือ เพชรบูรณ์ นำโดย สพป. ๑   และนราธิวาส นำโดย สพป. ๒   และมุมมองของ รศ. ดร. ไพโรจน์ ในการทำงานพัฒนาแนวราบกับโรงเรียนและ ศน. ของเขตพื้นที่    ให้ ศน. นำข้อเสนอการพัฒนาภาพใหญ่สู่จังหวัดเอง   

ความงดงามอีกอย่างหนึ่งคือ เห็นการใช้โรงเรียนที่มีความเด่นในโครงการ TSQP มาเป็นตัวอย่างเรียนรู้เพื่อการพัฒนา  TSQM-A   

ผมชอบคำถามของ ดร. คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ว่าต้นสังกัดที่เข้ามาทำงานนี้ มีการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนและครูอย่างไรบ้าง        

ผมจึงกล่าวตอนทำหน้าที่ประธานเพื่อจบการประชุม    มอบ ๔ คำถามให้ทั้ง ๑๐ จังหวัด และ ๓ PM (ม. ธุรกิจบัณฑิตย์, มูลนิธิทักษะเพื่ออนาคต และมูลนิธิสยามกัมมาจล) เขียน one-page reflection ส่งให้ กสศ. ภายในวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗   ดังนี้

  1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากกิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน และวันนี้
  2. จะนำไปใช้อย่างไร   เพื่อผลลัพธ์อะไร
  3. ข้อเสนอต่อ กสศ.
  4. อื่นๆ ที่อยากบอก เพื่อยกระดับ holistic learning ของนักเรียน 

จากการสะท้อนคิดของคนที่อยู่ในระบบการศึกษา (ระบบราชการ)  หรือที่เกษียณแล้ว    เห็นได้ชัดเจนว่างาน transform ระบบการศึกษาไทยเป็นงานที่ท้าทายมาก    มีแรงต้านการเปลี่ยนแปลงสูงและซับซ้อน   

แต่เราก็ต้องอดทนดำเนินการอย่างไม่ย่อท้อ    เพื่อคุณภาพพลเมืองไทยในอนาคต    ที่จะเป็นผู้พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า อยู่ดีมีสุข อย่างแท้จริง    เพราะหากปล่อยให้การศึกษาไทยด้อยคุณภาพเช่นนี้    ประเทศไทยจะถอยหลัง    

ผมมองว่า ต้องอดทนใช้ TSQM-A หมุนวงจรเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนในระบบการศึกษา ในภาคสนาม   นำผลดีต่อเด็กออกสื่อสารสังคม  เพื่อให้สามเหลี่ยมเขยื้นภูเขาออกฤทธิ์ 

วิจารณ์ พานิช 

๑๔ พ.ค. ๖๗