ว่าด้วยการใช้ศิลปะในทางที่ผิดก่อให้เกิดโทษเหมือนรองเท้ากัด

อุปาหนชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๙. อุปาหนวรรค

หมวดว่าด้วยอุปมาด้วยรองเท้า

๑. อุปาหนชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๓๑)

ว่าด้วยการใช้ศิลปะในทางที่ผิดก่อให้เกิดโทษเหมือนรองเท้ากัด

             (นายควาญช้างโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)

             [๑๖๑] รองเท้าที่คนซื้อมาเพื่อต้องการความสบายเท้า กลับนำทุกข์มาให้ รองเท้านั้นถูกความร้อนแผดเผา ถูกพื้นครูดสี ย่อมกัดเท้าคนผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด

             [๑๖๒] ผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำ ไม่ใช่อารยชน เรียนศิลปวิทยาในสำนักของอาจารย์แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วยศิลปวิทยาที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้น บุคคลนั้นบัณฑิตเรียกว่า อนารยชน เปรียบด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี

อุปาหนชาดกที่ ๑ จบ

---------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

อุปาหนชาดก

ว่าด้วย อนารยชนย่อมใช้ศิลปะในทางผิด

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ความย่อมีว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์กลับเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูต่อพระตถาคต ได้ถึงความพินาศใหญ่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่บอกคืนอาจารย์เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา ถึงความพินาศใหญ่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเราเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลนายหัตถาจารย์ ครั้นเจริญวัยแล้วก็สำเร็จหัตถีศิลปะ
               ครั้งนั้น มีมาณพชาวกาสิคามผู้หนึ่ง มาเรียนศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์ ธรรมดาว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อจะบอกศิลปะ ย่อมไม่ปิดบังวิชา ให้ศึกษาวิชาตามที่ตนรู้มาโดยไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้น มาณพนั้นจึงได้เรียนศิลปะความรู้ของพระโพธิสัตว์จนหมดสิ้น แล้วกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจักรับราชการ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดีแล้วพ่อ จึงไปเฝ้ากราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ลูกศิษย์ของข้าพระองค์ปรารถนาจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณ. พระราชาตรัสว่าดีแล้ว จงรับราชการเถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงโปรดตั้งเบี้ยหวัดแก่เขาเถิด. พระราชาตรัสว่า ลูกศิษย์ของท่านจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านไม่ได้ เมื่อท่านได้หนึ่งร้อย เขาก็ต้องได้ห้าสิบ เมื่อท่านได้สองร้อย เขาก็ต้องได้หนึ่งร้อย.
               พระโพธิสัตว์กลับมาบ้านบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. ลูกศิษย์กล่าวว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ารู้ศิลปะเท่ากับท่าน ถ้าจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะรับราชการ ถ้าไม่ได้จะไม่ขอรับราชการ. พระโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาตรัสว่า ถ้าเขาทัดเทียมเท่ากับท่านทุกประการ สามารถแสดงศิลปะเท่ากับท่านทีเดียว ก็จะได้เท่ากัน. พระโพธิสัตว์จึงบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. เมื่อลูกศิษย์กล่าวว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะแสดง จึงไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงแสดงศิลปะกันพรุ่งนี้เถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักแสดงกัน ขอพระองค์โปรดให้ตีกลองป่าวร้องเถิด พระเจ้าข้า.
               พระราชาได้ให้ตีกลองป่าวร้องว่า พรุ่งนี้ อาจารย์กับลูกศิษย์ทั้งสองจะแสดงศิลปะ ผู้ประสงค์จะดู จงพากันมาดูที่สนามหลวง. อาจารย์คิดว่า ลูกศิษย์ของเรายังไม่รู้ความฉลาดในอุบาย จึงจับช้างมาเชือกหนึ่ง ฝึกให้จดจำกลับวิธีโดยคืนเดียวเท่านั้น อาจารย์ให้ช้างสำเหนียกอย่างนี้ คือ เมื่อบอกให้เดินก็ให้ถอย เมื่อบอกให้ถอยก็ให้เดิน บอกให้เทาก็ให้ลุก เมื่อบอกให้ลุกก็ให้เทา เมื่อบอกให้จับก็ให้วาง เมื่อบอกให้วางก็ให้จับ.
               รุ่งขึ้นจึงขึ้นช้างเชือกนั้นไปที่สนามหลวง ฝ่ายลูกศิษย์ก็ขึ้นช้างที่ถูกใจเชือกหนึ่งไป มหาชนประชุมกันแล้ว ทั้งสองคนได้แสดงศิลปะเท่าๆ กันแล้ว. พระโพธิสัตว์จึงให้ช้างของตนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอีก ช้างนั้น เมื่อบอกว่าจงไปก็ถอยกลับ เมื่อบอกว่าจงถอยกลับได้วิ่งไปข้างหน้า เมื่อบอกว่าจงยืนขึ้นได้เทาลง เมื่อบอกว่าจงเทาก็ลุกยืน เมื่อบอกว่าจงหยิบก็ทิ้งเสีย เมื่อบอกว่าจงทิ้งก็ได้หยิบ.
               มหาชนกล่าวว่า แน่ะศิษย์ผู้ชั่วร้าย ทำการแข่งดีกับอาจารย์ ไม่รู้ประมาณตน เข้าใจว่ารู้เสมอกับอาจารย์ ต่างก็เอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ประหารให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง. พระโพธิสัตว์ลงจากช้างเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าศิลปะ บุคคลย่อมเรียนเพื่อความสุขแก่ตน แต่ศิลปะที่บุคคลบางคนเรียนแล้ว กลับนำความพินาศมาสู่ ดุจรองเท้าที่ทำไม่ดีฉะนั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า :-
               รองเท้าที่คนซื้อมาเพื่อประโยชน์จะให้สบายเท้า กลับนำความทุกข์มาให้ รองเท้านั้นถูกแดดเผาบ้าง ถูกพื้นเท้าครูดสีบ้าง ก็กลับกัดเท้าของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด
               ผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปะมาจากสำนักอาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วยศิลปะที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้น
               บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ไม่ใช่อารยชนเปรียบด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี ฉะนั้น.
               พระราชาทรงโปรดปรานประทานยศยิ่งใหญ่แก่พระโพธิสัตว์.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดก.
               ลูกศิษย์ในครั้งนั้น ได้เป็น เทวทัต ในครั้งนี้
               ส่วนอาจารย์ คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถาอุปาหนชาดกที่ ๑

---------------------------