ชีวิตที่พอเพียง  4651a. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (231) Education Journey 11 การศึกษาไร้รอยต่อ หรือการศึกษาที่สร้างคนเต็มศักยภาพ


ชีวิตที่พอเพียง  4651a. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  (231) Education Journey 11 การศึกษาไร้รอยต่อ  หรือการศึกษาที่สร้างคนเต็มศักยภาพ

วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ผมเข้าร่วมประชุม Education Journey Forum 11 : การศึกษาไร้รอยต่อ    ที่ห้องสุนทรียสนทนา  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ที่อ่านเอกสารนำเสนอแล้ว   ผู้เสนอต้องการบอกว่าการศึกษาไทยต้องการรอยต่อมากมาย ระหว่างหลายชิ้นส่วน   ที่ผมทั้งเห็นด้วยและเถียง 

ที่เห็นด้วยคือ เราต้องการการเชื่อมโยงหรือร่วมมือหลายฝ่าย ในการฟื้นคุณภาพการศึกษาไทย   ที่ไม่เห็นด้วยคือ ผมมองว่า ควรเน้นด้านผู้เรียน (เอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง) ที่ผลการเรียนต้อง “ไร้รอยต่อ” คือการพัฒนา VASKFuture/Transferable SkillsHolistic Learning ในตัวผู้เรียนต้องเกิดขึ้นแบบไร้รอยต่อ    

ในภาพรวม ทีมงาน เสนอข้อค้นพบจากการทำงานมา ๑ ปี ว่า มีประเด็นใหญ่ของการพัฒนา ๔ ประเด็นคือ 

  1. ระบบการศึกษา 
  2. ระบบผลิตและพัฒนาครู
  3. ระบบนิเวศการเรียนรู้และพื้นที่การเรียนรู้
  4. กรอบการวิจัยเชิงระบบ (System Research Framework)

ทีมงานเสนอแนวคิด การศึกษาไร้รอยต่อ    โดยมาสาระหลักคือ

  1. รอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน
  2. รอยต่อระหว่างความเป็นศูนย์กลางและชายขอบ
  3. รอยต่อระหว่างศาสตร์และสาขาวิชา 
  4. รอยต่อระหว่างผู้ที่ทำงานด้านการขับเคลื่อนการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศไทย

 ผมอดเถียงไม่ได้ว่า ที่น่าจะสำคัญกว่าเรื่องรอยต่อหรือความเชื่อมโยง คือการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบ ไปให้แก่พื้นที่และโรงเรียน   (ซึ่งมีผู้เสนอหลายท่าน หลายครั้ง ในที่ประชุม)

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม     

เริ่มการประชุมโดย รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี หัวหน้าโครงการ SAT EL (Strategic Agenda Team in Education and Learning) สนับสนุนโดย สกสว.  แจ้งเป้าหมายของการประชุมว่า เพื่อระดมความคิดสำหรับนำไปเสนอให้ สกสว. จัดตั้ง Strategic Agenda ที่ ๒๖ ของการจัดสรรทุน ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ของประเทศ    โดยที่ปัจจุบันมีการจัดสรรทุน ววน. ๒๕ strategic agenda    ประเด็นที่ ๒๖ จะเป็นเรื่อง ววน. เพื่อพัฒนาระบบการศึกษา     สกสว. ได้เผยแพร่ EJF 9 ที่ (๑) 

ตามด้วย รศ. ดร. สิทธิชัย วิชัยดิษฐ และ คุณทราย (ณิชา พิทยาพงศกร) เสนอ   “ข้อค้นพบจากการดำเนินงานโครงการฯ ระยะที่ ๑” และ “ร่างแนวคิดการศึกษาไร้รอยต่อ” (Seamless Education)”   สำหรับเป็นแนวทางของการระดมความคิดในวันนี้   

ในระหว่งการประชุม เกือบ ๕ ชั่วโมง ผมได้เรียนรู้มากจากผู้เข้าร่วมประชุม   เพราะผู้ได้รับเชิญมาร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวและทำงานกับชุมชน และกับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะเรียนอยู่ในระบบโรงเรียนไม่มีความสุข   หรือนักเรียนบางคนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบโรงเรียนที่แข็งทื่อได้    ผู้เข้าร่วมหลายคนยังเป็นครู  บางคนลาออกจากครูหลังจากเป็นครู (นอกคอก) มา ๑๕ ปี   แต่ละคนจึงมีประสบการณ์การทำงานพัฒนาการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ    มีเจตคติเพื่อสังคมเต็มเปี่ยม    และมีความรู้สึกเป็นลบต่อระบบการศึกษา   เรื่องเล่าจากแต่ละคนจึงช่วยให้ผมได้เรียนรู้มาก   เพราะผมขาดประสบการณ์ตรงต่อสภาพจริงของระบบการศึกษาไทย    และกระหายที่จะเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรง   

ผมบันทึกเสียงการประชุม เอามาเปิดฟังทบทวนที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ซึ่งโชคดี ไม่มีงานนัด    ช่วยให้ได้มองเห็นภาพใหญ่ของการประชุม   

หลังประชุมไปประมาณชั่วโมงครึ่ง  ก็มีผู้เตือนว่า ยังไม่ได้ยินการพูดถึงตัวเด็ก (ตรงกับที่ผมกำลังนึกอยู่)   และชี้ให้เห็นว่า ระบบการเลี้ยงดู และระบบการศึกษาในรูปแบบปัจจุบัน ไม่ช่วยให้เด็กพัฒนาตัวตน (self) ของตนเอง    ตรงกับที่ผมเรียกว่า การพัฒนา “อัตลักษณ์” (identity) ของนักเรียน ตามใน Chickering’s Seven Vectors of Identity Development    ที่วงการศึกษาไทยละเลยโดยสิ้นเชิง   

ผมขออธิบายตามความเข้าใจของผม (ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือผิด) ว่า เด็กที่ไม่ได้พัฒนาตัวตน (อัตลักษณ์) จะพัฒนาเป้าหมายชีวิต (purpose) ไม่ได้ดี    และพัฒนาความมั่นคงในคุณธรรม (integrity) ไม่ได้ดี   การศึกษาที่อ่อนแอ ไม่เอาใจใส่พัฒนาตัวตนตามทฤษฎีของ ชิกเกอริง น่าจะเป็นสาเหตุให้เรามีนักเรียนที่เครียด เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนมาก (มีผู้บอกว่า ร้อยละ ๒๐)  และมีผู้ใหญ่ที่ไม่มีความมั่นคงในคุณธรรม เป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ (แม้จะมีตำแหน่งสูง) ให้เราเห็นดาดดื่นในสังคมปัจจุบัน  

ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่เล่าเรื่องราวของตน หรือที่ตนรับรู้ ในทำนองชี้ให้เห็นความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทย   ที่มีคนเสนอว่า ปะผุไม่ไหว   น่าจะต้องสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน   ที่ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย    ที่เห็นด้วยคือ ต้องเปลี่ยนขาด (transform) ระบบการศึกษาไทย   ที่ไม่เห็นด้วยคือ ท่าทีการเปลี่ยนขาดจากกลไกภายนอกระบบการศึกษา (อย่างที่ท่านเหล่านั้นทำอยู่)   ผมมองต่าง ว่านอกจากพลังภายนอกแล้ว ต้องใช้พลังภายในระบบการศึกษาเอง ในการเปลี่ยนขาดระบบ   เพราะเรื่องเล่าในที่ประชุม มีครูและโรงเรียนจำนวนไม่น้อย ที่ดำเนินการเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์อย่างได้ผลดีเป็นตัวอย่างได้    ผมมีความเห็นว่า ต้องมีกลไกภายนอก (ร่วมกับกลไกภายในระบบการศึกษาเอง) เข้าไปหนุน   โดยไปหาข้อมูลพิสูจน์ว่านักเรียนได้รับประโยชน์ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างไรจากการริเริ่มของครูและโรงเรียนเหล่านั้น   แล้วนำออกสื่อสารให้สาธารณชนรับรู้อย่างกว้างขวาง     

ผมเชื่อในวิธีการเชิงบวก เชื่อว่ามีครูที่มีความเป็นนักพัฒนาอยู่ในตน (agency)  อยู่จำนวนหนึ่ง    ต้องหาคนเหล่านั้นให้พบ และเข้าไปหนุนให้รวมตัวกันเป็นทีม เป็นเครือข่ายเรียนรู้ และพัฒนาวิธีการให้ก่อผลกระทบต่อนักเรียนสูงยิ่งขึ้น   และขยายผลของวิธีการใหม่เหล่านั้นออกไป   โดยมีกลไกสร้างหลักฐานยืนยันว่าวิธีการใหม่นั้นช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง   

ผมนั่งฟังโดยไม่ได้ขอพูดออกความเห็นใดๆ   เพราะอยากให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ปฏิบัติตัวจริง ได้ใช้เวลาเล่าเรื่องราวและข้อคิดเห็น   จนเวลาเกือบ ๑๕.๓๐ น. (ที่เป็นเวลาจบการประชุม) ผู้ดำเนินรายการ คือ รศ. ดร. สิทธิชัย วิชัยดิษฐ ก็ถามผมว่ามีข้อคิดเห็นหรือไม่    ผมตอบว่า ยังไม่ได้ยินมุมมองเรื่องช่องว่างของผลลัพธ์การเรียนรู้ ระหว่างศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ กับผลลัพธ์ที่บรรลุในปัจจุบัน   ที่ผมเชื่อว่าสภาพของการศึกษาแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน สร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ไม่ถึงร้อยละ ๕๐ ของศักยภาพสูงสุด    ส่งผลร้ายต่อนักเรียนทั้ง ๖ ล้านคนเศษในระบบการศึกษาไทย   ไม่ใช่แค่บางคนที่เข้าไม่ได้กับระบบ และต้องการความช่วยเหลือตามที่พูดกันในวันนี้            

ผมชี้ให้เห็นว่า เพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของการเรียนรู้และพัฒนา เป้าหมายของการเรียนรู้ต้องแตกต่างจากในปัจจุบัน    คือไม่เน้นเฉพาะการเรียนวิชา    ต้องเน้นเรียนเพื่อพัฒนาครบทุกด้าน  เริ่มตั้งแต่รู้จักตนเอง ตามที่มีหลายท่านพูดไปแล้ว  และยังต้องรู้จักคนอื่นคือเพื่อนๆ  เข้าใจจิตใจของผู้อื่น (empathy)   เรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับตนเอง ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (เพื่อนมนุษย์)  กับสิ่งมีชีวิตรอบตัวที่เลยจากมนุษย์ คือสัตว์และพืช   กับสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   กับสิ่งรอบตัวที่มนุษย์สร้างขึ้น   และ กับจักรวาล    โดยเรียนรู้และพัฒนาจากประสบการณ์ตรง เพื่อการพัฒนาครบทุกด้านของ VASK   เรียนรู้เพื่อพัฒนาความเข้าใจเชิงทฤษฎีหรือหลักการจากการปฏิบัติ ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle   ซึ่งจะนำสู่การพัฒนาทักษะเรียนรู้    และนำสู่สมรรถนะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์  

การบรรลุเป้าหมาย “เรียนบรรลุศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนแต่ละคน”  และ “เรียนรู้และพัฒนาครบด้าน” ทำได้ไม่ยากหาก ครูเข้าใจการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และทำหน้าที่โค้ชเป็น    ซึ่งหมายความว่า ครูมุ่งทำหน้าที่ท้าทาย ยั่วยุ และตั้งคำถาม   รวมทั้งประเมินการเรียนรู้ของศิษย์แต่ละคนอยู่ตลอดเวลา    และหาทางปรับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เหมาะต่อนักเรียนแต่ละคน   

ครูที่เราต้องการในยุคนี้คือ ครูโค้ช ไม่ใช่ครูสอน    มุ่งฝึกให้ศิษย์เรียนรู้ผ่านการสงสัย ไม่เชื่อ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง   ไม่ใช่เรียนรู้ผ่านการท่อง(จำ)   แต่เน้นให้เรียนรู้ผ่านการ(ลงมือ)ทำ   เพื่อนำประสบการณ์มาสะท้อนคิดสู่การตกผลึกหลักการหรือทฤษฎีด้วยตนเอง และเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนๆ   ฟังข้อสะท้อนคิดของเพื่อนๆ ที่อาจเหมือนหรือต่างจากข้อสะท้อนคิดของตน   เกิดเป็นทักษะการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ    ตามรายละเอียดในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้    นี่คือสภาพการเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาในจินตนาการของผม

ผมเชื่อในกลยุทธเปลี่ยนขาดระบบต่างๆ จากภายในระบบ หรือ bottom-up transformation    โดยค้นหาการริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้ปฏิบัติภายในระบบ    ที่พิสูจน์แล้วว่า ก่อผลดีที่ตัวเป้าหมาย   ซึ่งในเรื่องการศึกษาหมายถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน    เข้าไปทำความเข้าใจจุดเริ่มต้น (แรงบันดาลใจ)  กลยุทธและวิธีการใหม่ที่ใช้ และ (ที่สำคัญที่สุด) ข้อมูลหลักฐานผลกระทบที่นักเรียนได้รับ    รวมรวมกรณีศึกษาทำนองนี้จำนวนมาก    นำมาจัดกลุ่ม และสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ตามแนวทาง สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา    เพื่อให้เกิดการ transform ในระดับนโยบาย   

ในที่ประชุม มีผู้เสนอว่า หัวใจของความสำเร็จไม่ใช่การมีนโยบาย   แต่อยู่ที่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติที่ก่อผลจริง    กลยุทธ “เปลี่ยนขาดจากข้างล่าง” นี้   จะช่วยลดจุดอ่อนที่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ   

แต่ผมก็อดแย้งตัวเองไม่ได้    ว่าในทางปฏิบัติจริง กลยุทธ “เปลี่ยนขาดจากข้างล่าง”    ต้องคู่กัน หรือ synergy กัน กับ กลยุทธ “เปลี่ยนขาดจากข้างบน” (top-down transformation)    

ผมเชื่อในการใช้พลังของ “คู่ตรงกันข้าม” (dichotomy) ให้เสริม (synergy) กัน                         

วิจารณ์ พานิช

๔ ก.พ. ๖๗ 

 

หมายเลขบันทึก: 717255เขียนเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2024 10:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2024 10:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท