บันทึกชุด โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ นี้ ตีความจากการอ่านหนังสือ ๒ เล่ม คือ Lesson Study and Schools as Learning Communities : Asian School Reform in Theory and Practice (2019) edited by Atsushi Tsukui and Masatsuku Murase และ Lesson Study Communities : Increasing Achievement With Diverse Students (2007) by Karin Wiburg and Susan Brown โดยที่หนังสือเกี่ยวกับ Lesson Study และ SLC มีจำนวนมากมายหลายสิบเล่ม
ตอนที่ ๑ นี้ ตีความจาก ๒ บทแรกของหนังสือเล่มแรก บทที่ ๑ เรื่อง Spread and progress of School as Learning Community in Asia เขียนโดย Manabu Sato บทที่ ๒ เรื่อง History and theory of School as Learning Community เขียนโดย Masatsuku Murase
สรุปโดยย่อที่สุด SLC – School as Learning Community เป็นคล้ายๆ ลัทธิทางการศึกษา สำหรับใช้เปลี่ยนขาด (transform) กระบวนการจัดการเรียนรู้ และเปลี่ยนขาดระบบการศึกษา ที่ริเริ่มโดยศาสตราจารย์ Manabu Sato ในช่วง (คริสต)ทศวรรษที่ 1990 โดยในช่วงเวลานั้นท่านเป็นศาสตราจารย์ด้านการศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว หลักการคือโรงเรียนต้องเป็นอิสระหรือเป็นตัวของตัวเอง ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือ การเรียนรู้จากบทเรียน (LS – Lesson Study) แนวใหม่ ที่โรงเรียนดำเนินการอย่างน้อยปีละ ๓๐ ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาสังเกตห้องเรียน ๑ ชั่วโมง (๑ คาบ) นำมาสานเสวนากัน ๒ ชั่วโมง โดยเน้นการสังเกตที่ตัวนักเรียน หรือการเรียนรู้ของนักเรียน ไม่ใช่ที่การสอนของครู ครูเปลี่ยนบทบาทจากครูสอน ไปเป็น “ครูนักสะท้อนคิด” (reflective practitioner) เปลี่ยนหลักการเรียนรู้ไปเป็น “เรียนรู้โดยเน้นการฟัง” (listening pedagogy) และการสานเสวนา (dialogue) บรรยากาศในโรงเรียนเปลี่ยนจากเน้นปฏิสัมพันธ์แนวดิ่ง เป็นปฏิสัมพันธ์แนวระนาบ เน้นการฟังซึ่งกันและกัน
ในช่วงทศวรรษแรกของ(คริสต)ศตวรรษที่ ๒๑ หนังสือเกี่ยวกับ SLC หลายเล่มที่ ศ. ซาโตะ เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอีกหลายภาษา ทำให้หลักการและวิธีการ SLC แพร่กระจายไปทั่วโลก ในเอเซียมีการนำไปใช้ในประเทศจีน เกาหลี(ใต้) ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม ฮ่องกง และไทย หนังสือเล่มหลังเล่าเรื่องการนำไปใช้ในสหรัฐอเมริกา ที่รัฐนิวเม็กซิโก ในโรงเรียนที่เด็กส่วนใหญ่เป็นเชื้อชาติละตินอเมริกัน ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในครอบครัว
SLC คืออะไร
SLC (School as Learning Community - โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้) ไม่ใช่วิธีการเชิงเทคนิค แต่เป็น “ระบบของ ชุดองค์ ๓” อันได้แก่ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และกิจกรรม ที่ให้นิยามแก่โรงเรียนเสียใหม่ว่า เป็นชุมชนเรียนรู้ เพื่อให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ตามหลักการสาธารณะพื้นฐาน ๒ ด้าน คือสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย
SLC เรียกร้องให้โรงเรียนทำหน้าที่องค์กรสาธารณะโดยเปิดห้องเรียน เพื่อดำเนินการตามหลักปรัชญาสาธารณะ ๓ ประการคือ (๑) อยู่ร่วมกันตามหลักประชาธิปไตย (๒) ส่งเสริมให้นักเรียน ครู และพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ (๓) ยึดปรัชญาแห่งความเป็นเลิศ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้
ระบบปฏิบัติการของ SLC มี ๓ องค์ประกอบคือ (๑) นักเรียนเรียนรู้แบบร่วมมือกัน (ไม่ใช่แข่งขัน) ในห้องเรียน (๒) ครูร่วมมือกัน (๓) พ่อแม่ผู้ปกครองร่วมเรียนรู้
อาวุธหลัก ๒ อย่าง ที่นำความสำเร็จสู่ SLC คือ การนิยามความหมายของการเรียนรู้เสียใหม่ และการใช้การเรียนรู้ผ่านการฟัง (listening pedagogy)
ใน SLC การเรียนรู้ไม่ใช่กระบวนการสั่งสมความรู้และทักษะเท่านั้น แต่เป็นการเดินทาง (journey) จากโลกที่รู้หรือคุ้นเคย ไปสู่โลกที่ยังไม่รู้ ผ่านปฏิสัมพันธ์กับโลกใหม่ (new world) ผู้อื่นกลุ่มใหม่ (new others) และตัวตนใหม่ของตนเอง (new self) ดังนั้น การเรียนรู้จึงเป็นการบูรณาการ ปฏิบัติการสานเสวนาองค์ ๓ คือ เสวนากับโลกหรือสิ่งของหรือกิจกรรม เสวนากับเพื่อนๆ และเสวนากับตนเอง
นำสู่การเรียนรู้ผ่านการฟัง (listening pedagogy) ได้แก่ฟังโลก ฟังผู้อื่น และฟังตนเอง
ศ. ดร. มานาบุ ซาโตะ เน้นย้ำลักษณะสำคัญของ SLC สี่ประการ ที่แตกต่างไปจากความเคยชินเดิมๆ คือ
- SLC ไม่ใช่เทคนิค สูตร หรือตำรับสำเร็จรูป แต่เป็นส่วนผสมของ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม
- SLC ไม่ใช่แนวทางเดียวโดดๆ แต่เป็นปฏิบัติการเชิงบูรณาการ หรือเป็นองค์รวมของ (๑) การเรียนรู้แบบร่วมมือและสะท้อนคิด (๒) การศึกษาชั้นเรียน (lesson study) แนวเน้นการเรียนรู้ (learning-centered) (๓) ครูเป็นเพื่อนร่วมงานกัน (๔) ความเป็นอิสระของโรงเรียน และ (๕) ประชาธิปไตยในโรงเรียน ที่เคารพสิทธิมนุษยชน หรือเคารพความเป็นเพื่อนมนุษย์ของนักเรียนทุกคน และของทุกคนในโรงเรียน รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเชิงวิชาชีพของครูทุกคน
- เน้นปฏิสัมพันธ์เชิงรับฟังซึ่งกันและกัน (listening relationship) ซึ่งจะนำสู่การสื่อสารแบบสานเสวนา และการเรียนรู้ในลักษณะก้าวกระโดดไปกับเพื่อนๆ
- ไม่ใช่ขบวนการ (movement) แต่เป็นเครือข่าย (network) คือดำเนินการแบบไม่รวมศูนย์ และเน้นความแตกต่างหลากหลาย
การศึกษาแนวทางนี้เริ่มทดลองดำเนินการในญี่ปุ่นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่โรงเรียน Hamanoko Elementary School ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐ โดยมีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์เพื่อปกป้องการศึกษาจากการครอบงำของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่เน้นให้ตลาดเป็นผู้จัดการการศึกษา สร้างชื่อเสียงแก่โรงเรียนนี้อย่างรวดเร็วและมีข่าวทางทีวีอย่างครึกโครม กลายเป็นโรงเรียนที่มีครูไปดูงานปีละเป็นพันคน สามปีต่อมา (ปี ๒๕๔๔) จึงมีโรงเรียนชั้นมัธยมต้นทดลองใช้ ที่ Gakuyo Junior Secondary School และชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยโตเกียว (Attached High School of the University of Tokyo)
ที่มาของ SLC ในประเทศญี่ปุ่น
SLC (School as Learning Community) อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า LSLC (Lesson Study for the Learning Community) มีเป้าหมายสู่การปฏิรูปโรงเรียนของญี่ปุ่น โดยมองโรงเรียนเป็นระบบองค์รวม ที่ต้องมีการเปลี่ยนขาด (transform) ใน ๓ ระดับ คือ (๑) เปลี่ยนสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียน (๒) สร้างวัฒนธรรมความร่วมมือในหมู่ครู และ (๓) สร้างปฏิสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน (reciprocal relationship) ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
ระบบการศึกษาสมัยใหม่ของญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 ที่มีการปฏิรูปการปกครองประเทศเป็นสมัยใหม่พร้อมๆ กับสมัยรัชกาลที่ ๕ ของไทย และ Lesson Study ก็เริ่มมาตั้งแต่นั้น มาถึงปลาย(คริสต)ศตวรรษที่ ๒๐ แถวๆ ค.ศ. 1970 ถึงปลาย 1990 ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่มีการปรับตัวเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด ต้องเผชิญความท้าทาย ๒ ด้านคือ (๑) ระบบการศึกษาตกอยู่ใต้ระบบราชการที่แข็งตัว บริหารแบบควบคุมสั่งการ (๒) ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่เรียกร้องให้การจัดการศึกษาอยู่ใต้กลไกตลาด ถึงช่วงทศวรรษที่ 1990s สภาพความตกต่ำของการศึกษาญี่ปุ่นเห็นชัดเจน
ศาสตราจารย์ Manabu Sato จึงเสนอแนวทางใหม่ โดยบูรณาการหลักการ post-structuralism, communitarianism และ constructivism เสนอเป็น SLC หรือ VSLC โดยใช้พลังความร่วมมือเป็นหลัก ทั้งภายในโรงเรียน และระหว่างโรงเรียนกับชุมชนภายนอก ดังภาพแสดง ๓ ชั้นของความร่วมมือเรียนรู้ ที่คัดลอกมาจากหนังสือ
ทฤษฎีเบื้องหลัง SLC
ทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้แบบเน้นความร่วมมือ
ทฤษฎีเรียนรู้ผ่านการร่วมมือที่ SLC ใช้ ดำเนินตามแนวทางที่เสนอโดยนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย Lev Vykotsky และสานุศิษย์ ว่าการเรียนรู้ไม่ใช่กิจกรรมส่วนบุคคลในการสั่งสมชิ้นส่วนความรู้ และไม่ใช่กิจกรรมแข่งขันกันทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ แต่เป็นกระบวนการปรับปรุง (adaptation) หรือพัฒนาตนเอง ผ่านการดูดซับ (assimilation) และปรับตัว (accommodation) อย่างต่อเนื่อง
ทฤษฎีที่ใช้นำมาออกแบบ SLC มาจาก ๒ ทางคือ social constructivism กับ sociocultural approach ที่ในหนังสือมีเอกสารอ้างอิงมากมาย แต่ผมจะไม่กล่าวถึง แต่ขอเน้นว่าการเรียนรู้เป็นพัฒนาการที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับสภาพแวดล้อม และเป็นการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารต่อกัน นี่คือพื้นฐานทางทฤษฎี ที่นำสู่การออกแบบ SLC
ครูเป็นนักวิชาชีพสะท้อนคิด
ความเชื่อสำคัญใน SLC คือ ทฤษฎีฝังหรือซ่อนอยู่ในการปฏิบัติ นักปฏิบัติการสะท้อนคิด (Reflective practitioner) เป็นผู้สร้างทฤษฎีขึ้นจากประสบการณ์ที่จำเพาะ นักปฏิบัติการสะท้อนคิดเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีของการปฏิบัติ (theories of action) ด้วยตนเอง การที่ครูจะทำหน้าที่นักปฏิบัติการสะท้อนคิดได้ ครูต้องมีจิตอิสระ และบรรยากาศการปฏิบัติงานต้องเอื้ออำนาจ (empower) ให้ครูกล้าแหวกกรอบทฤษฎีที่ครอบงำอยู่แล้วได้
ผมมีความเห็นว่า การที่ครูใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle ในการสังเกตและสะท้อนคิด (reflective observation) ตีความประสบการณ์ สู่การตกผลึกเป็นทฤษฎีหรือหลักการเชิงนามธรรม (abstract conceptualization) นั้น ส่วนใหญ่เป็นการตีความทำความเข้าใจทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในมิติที่ลึก ทำความเข้าใจทฤษฎีจากมิติของประสบการณ์ที่จำเพาะ ส่วนน้อยมาก ที่จะเป็นการสร้างทฤษฎีใหม่เอี่ยมไม่เคยมีมาก่อน
ประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน
องค์ประกอบหลัก ๓ ประการของประชาธิปไตยคือ เสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ นำสู่หลักปฏิบัติใน SLC และวัตรปฏิบัติในโรงเรียนที่เป็นชุมชนเรียนรู้ตามในบันทึกชุดนี้ จะเป็นการสร้างพลเมืองให้แก่ระบอบประชาธิปไตย เพราะ SLC ฝึกให้สมาชิกของโรงเรียนรู้จักเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามในต่างบริบท โดยที่สมาชิกของโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียน รู้จักต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
ปัจจัยเชื่อมทฤษฎีกับการปฏิบัติใน SLC
SLC ที่ทรงพลัง มี ๓ องค์ประกอบคือ (๑) การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผ่านกิจกรรมและการสานเสวนาในบริบทที่จำเพาะ (๒) การสะท้อนคิดที่เน้นการเรียนรู้ที่ซับซ้อนหลายแง่หลายมุม (๓) ครูได้รับการพัฒนาวิชาชีพ (professional development) ผ่านการปฏิบัติหน้าที่
การเรียนรู้ร่วมกันในบริบทจริง
ย้ำว่า ใน SLC การเรียนรู้เกิดจากกิจกรรมและการสานเสวนาในบริบทที่จำเพาะ โดยนักเรียนเรียนรู้ผ่านการสังเคราะห์หรือสร้างสมรรถนะใส่ตัว กิจกรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการเรียนการสอนแบบถ่ายทอดความรู้
หลักการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า การวางพื้นความรู้และทักษะพื้นฐานไม่มีความสำคัญ แต่เชื่อว่าพื้นความรู้และทักษะพื้นฐานเหล่านั้นจะพัฒนาขึ้นเองผ่านการใช้ซ้ำๆ ในการทำกิจกรรม (ตามด้วยการสะท้อนคิด) และยิ่งกว่านั้น กระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดระดับสูงยิ่งขึ้น (higher-order thinking skills) โดยอัตโนมัติ
เรียนรู้ระดับลึกผ่านการสะท้อนคิด
กิจกรรมใน SLC ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในกิจกรรมด้านหลักสูตรเท่านั้น ครอบคลุมกว้างทั้งการพัฒนาบทเรียน การปฏิรูปโรงเรียน รวมทั้งส่งเสริมให้ครูมีสมรรถนะในการเอาใจใส่ดูแลนักเรียนทุกคน ดังนั้น SLC จึงไม่ใช่เพียงวิธีการ แต่เป็นระบบ ที่เอื้อให้ครูดำเนินการกิจกรรมเรียนรู้จากชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจระดับลึกด้านการศึกษา
ในโรงเรียนที่เดินตามแนวทาง SLC การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นการเรียนรู้ที่ซับซ้อนรวมการเรียนรู้มิติเชิงนามธรรมด้วย ไม่ได้จำกัดแค่เรียนวิชาหรือความรู้ (สมรรถนะ) เชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเชื่อมสู่การใช้สมรรถนะเหล่านั้นอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองดี ที่ผมเรียกว่า เป็นการเรียนรู้บูรณาการในมิติของ V และ A ใน VASK ด้วย
ความมีอิสระของครูและโรงเรียน
สิ่งที่ครูเรียนมาจากคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ ในรูปแบบที่ใช้กันเป็นสากล คือความรู้เชิงทฤษฎี (explicit knowledge) ด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ แต่ในการปฏิบัติงานให้เกิดผลอย่างแท้จริง ครูต้องการความรู้เชิงปฏิบัติ (tacit knowledge) ที่ได้จากประสบการณ์ตามด้วยการสะท้อนคิด กระบวนการเรียนรู้จากชั้นเรียน (lesson study) ช่วยเอื้อให้ครูได้สั่งสมความรู้เชิงปฏิบัติดังกล่าว และกระบวนการดังกล่าวจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ทรงพลังหรือไม่ ขึ้นกับว่าครูสบายใจที่จะเปิดชั้นเรียนให้เพื่อนครูเข้าสังเกต ตามด้วยการสะท้อนคิดอย่างจริงจังและอิสระต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
SLC ช่วยเอื้อให้ครูเกิดความมั่นใจ และรู้สึกมีอิสระ ซึ่งจะช่วยให้ LS ของโรงเรียนนำสู่การเรียนรู้ในมิติที่ลึก และนำสู่ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานของครู แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารโรงเรียนคือครูใหญ่หรือผู้อำนวยการโรงเรียนไม่มีความสำคัญ ภาวะผู้นำเชิงสนับสนุนหรือเอื้ออำนาจ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
SLC ในประเทศไทย
SLC ในประเทศไทยเริ่มในปี ๒๕๕๗ โดยรายการทีวีนำเสนอผลของ SLC ใน Sumedang Regency ของอินโดนีเซีย รศ. ดร. สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา แห่งศูนย์พัฒนาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นเข้า ท่านจึงเป็นผู้นำเรื่องนี้เข้ามาในประเทศไทย โดยมีศูนย์อยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ มีบริษัท PICO เป็นผู้สนับสนุนหลัก ผ่านการจัดการประชุม EducaThai ในปี ๒๕๕๘, ๒๕๕๙, และ ๒๕๖๐ โดย EducaThai ได้เผยแพร่แนวทางจัดการเรียนรู้แบบ SLC ที่ https://www.educathai.com/knowledge/articles/481 รวมทั้งได้จัดพิมพ์หนังสือ การปฏิรูปโรงเรียน : แนวความคิด “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” กับการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง ออกเผยพร่ และ ศ. มานาบุ ซาโตะ ได้มาบรรยาย เรื่อง School as Learning Community: Global Dissemination and Progress ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
เครือข่าย SLC นานาชาติ
มีการจัดตั้ง International Network for School as Learning Community ที่ ศ. ดร. มานาบุ ซาโตะ เป็นประธานกรรมการ เข้าไปชมรายการของการประชุมวิชาการ SLC นานาชาติ ครั้งที่ ๘ ในปี ๒๕๖๔ ได้ที่ http://school-lc.com/wp-content/uploads/Renew-2021-8th-Program.pdf การประชุมครั้งที่ ๑๐ จัดเมื่อวันที่ ๓ - ๕ มีนาคม ๒๕๖๖ ดังรายงานที่ https://www.walsnet.org/blog/2023/06/11/slc-international-conference-celebrated-its-10th-anniversary/
และมีการจัดตั้ง International Platform for School as Learning Community สำหรับใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของการนำ SLC ไปใช้
ขอแนะนำให้ท่านที่สนใจเรื่องพลังของการฟัง เข้าไปอ่านบทความเรื่อง การฟังในแบบพิเศษเหนือธรรมดา เขียนโดย ดร. นพ. บดินทร์ ทรัพย์สมบูรณ์ ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ส.ค. ๖๖