สังขธมชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๐. สังขธมชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๖๐)
ว่าด้วยการเป่าสังข์เกินประมาณทำให้เสียทรัพย์
(พระโพธิสัตว์เกิดในสกุลคนเป่าสังข์ เมื่อจะห้ามบิดาผู้เป่าสังข์ไม่หยุด จึงกล่าวว่า)
[๖๐] เมื่อจะเป่าสังข์ก็เป่าเถิด แต่อย่าเป่าให้เกินไป เพราะการเป่ามากเกินไปเป็นความเสียหาย พ่อเมื่อเป่าเกินไปจักทำสมบัติที่ได้มาเพราะการเป่าสังข์ให้พินาศไป
สังขธมชาดกที่ ๑๐ จบ
อาสิงสวรรคที่ ๖ จบ
----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก อาสิงสวรรค
๑๐. สังขธมนชาดก ว่าด้วยการทำเกินประมาณ
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากเหมือนกัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคนเป่าสังข์. เมื่อมีงานในกรุงพาราณสีอย่างเอิกเกริก ก็พาบิดาไปทำการเป่าสังข์ได้ทรัพย์ ในเวลากลับ ก็กล่าวห้ามบิดาผู้ทำการเป่าสังข์อยู่ไม่ขาดระยะ ใกล้ๆ ดงโจร.
บิดากลับพูดว่า จักไล่พวกโจรให้หนีไปด้วยเสียงสังข์ แล้วเป่าเรื่อยไปไม่ขาดระยะ.
พวกโจรก็พากันมารุมแย่งทรัพย์ไปหมด ทำนองเดียวกับเรื่องก่อน นั่นแหละ.
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถา โดยนัยเดียวกับเรื่องก่อน ความว่า
ท่านจะเป่าก็จงเป่าเถิด แต่อย่าเป่าจนเกินประมาณ เพราะการเป่าเกินประมาณ เป็นการชั่วช้าของเรา โภคะที่เราได้มาเพราะการเป่าสังข์ ได้ฉิบหายไป เพราะท่านเป่าสังข์เกินประมาณ ดังนี้.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดก ว่า
บิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้ว่ายาก ในบัดนี้
ส่วนบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสังขธมนชาดกที่ ๑๐
จบ อาสิงสวรรคที่ ๖.
-----------------------------------------------------