ผมเป็นทีมที่ปรึกษาภายในของ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อกว่า ๕ ปีมาแล้ว (๑) และเขียนเล่าการสะท้อนคิดข้อเรียนรู้ของผมเรื่อยมาที่ (๒)
วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ เป็นวันประชุมคณะกรรมการ RIAC (Research and Innovation Advisory Committee) ของปี ๒๕๖๖ ที่จัดในวันที่ติดกับวันประชุมคณะกรรมการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เพราะกรรมการบางคนอยู่ในทั้งสองชุด การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๕
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัย (SiCORE) หลักมี ๔ ศูนย์คือ ด้านภูมิแพ้ มะเร็ง ไข้เลือดออก และโรคหัวใจ เพิ่งเริ่มอีก ๒ คือ เบาหวานและอ้วน (Diabetes and Obesity) กับ ชีววิทยาเชิงระบบ (Metabolomics and Systems Biology)
โจทย์สำคัญของการประชุมคือ ทิศทางการวิจัย และจุดเน้นของแต่ละศูนย์ ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และวิธีดำเนินการจะบรรลุผลตามเป้าหมายหรือไม่
๓ ศูนย์แรกดำเนินการมาครบรอบของการสนับสนุนรอบแรก ๓ ปีแล้ว จึงต้องเสนอเป้าหมายและแผนงานในรอบใหม่ ส่วนศูนย์โรคพัวใจเสนอความก้าวหน้า และการดำเนินการต่อโดยไม่ขอการสนับสนุนอะไร ๒ ศูนย์ใหม่เสนอแผน ๓ ปี
ปีนี้คณะกรรมการ RIAC ให้ความเห็นที่ลงลึกเชิงกลยุทธ์ที่เอาจริงเอาจังมาก ช่วงประชุมร่วมกับทีมบริหารตอนเย็น มี ๒ ศูนย์ที่ตั้งโจทย์วิจัยแบบกระจาย ไม่มีจุดโฟกัสที่จำเพาะต่อปัญหาที่จำเพาะของเราเอง และเน้นแข่งขันกับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก กับแบบเอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง ถูกวิพากษ์อย่างหนัก ที่ทีมบริหาร SiCORE-M และฝ่ายบริหารคณะจะต้องนำข้อคิดเห็นไปวาง management platform ของคณะใหม่ ที่หลีกเลี่ยงโจทย์วิจัยแบบเน้น technology platform เป็นตัวตั้ง เปลี่ยนมาเป็นโจทย์ที่เน้นปัญหาท้องถิ่น ที่ผลวิจัยจะสร้างผลกระทบต่อบริการสุขภาพท้องถิ่นเป็นหลัก คือเน้นที่ clinical impact และ health impact ของประเทศ มากกว่ามุ่ง research impact ที่เรียกว่า impact factor
มองจากเกณฑ์ดังกล่าว ศูนย์วิจัยไข้เลือดออก ศูนย์วิจัยเบาหวานและโรคอ้วน กับศูนย์วิจัยโรคหัวใจ ผ่านฉลุย
ประชุมครั้งนี้ ได้โจทย์ที่มีคุณค่า และท้าทายมาก ต่อผู้บริหารคณะ และต่อทีม SiCORE-M
ข้อสะท้อนคิดของผม
ผมกลับบ้านมานอน ๑ คืน แล้วเอาบันทึกจากการประชุมมาทบทวน และสะท้อนคิดว่า การประชุม 5th RIAC นี้ สนุกและประเทืองปัญญาที่สุด กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะได้อภิปรายประเด็นเชิงกลยุทธในการตั้งตัวของนักวิจัย ซึ่งเชื่อมโยงกับกลยุทธการจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของคณะ เชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ที่เรียกว่า การสร้างระบบนิเวศของการวิจัยและนวัตกรรม
ข้อดีคือ กรรมการไม่เห็นพ้องไปในทางเดียวกันเสียทั้งหมด กระตุ้นให้มีการซักถามทำความเข้าใจและให้ข้อเสนอแนะที่ตรงไปตรงมาดีมาก สะท้อนความเป็น CAS – Complex-Adaptive Systems ของระบบวิจัยและนวัตกรรม
ยิ่งได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น เมื่อ รศ. นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาบริการและคุณค่าองค์กร ส่งข้อสรุปจากการใช้เทคโนโลยีช่วย คือใช้ App otter บันทึกข้อความการเสนอและอภิปรายเป็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ แล้วใช้ ChatGPT สรุป ลงท้ายด้วยข้อสรุปของ อ. หมอเชิดชัยเองว่า ต้องเน้น do the right things ไม่ใช่ do the things right เท่านั้น ต้องส่งเสริมการทำงานแบบ value-driven ไม่ใช่ technology-driven ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ข้อเรียนรู้สำคัญสำหรับคนที่ต้องการทุ่มเทชีวิตเป็นนักวิจัยคือ ต้องมีกลยุทธที่ถูกต้อง เข้าสนามแข่งที่มีโอกาสแสดงผลงาน โดยในชีวิตจริงมีผลงานลวงอยู่ด้วย ต้องไม่โดนหลอกหรือหลอกตัวเอง
กลไกสร้างนักวิจัยและนวัตกรรมชั้นยอดของหน่วยงานหรือคณะไม่เพียงพอ ต้องการกลไกของหน่วยสนับสนุนทุนวิจัยระดับประเทศ และระดับโลกด้วย โดยเฉพาะกลไก peer review ในลักษณะ external reviewer ที่เป็นกลไกให้เกิดประตู go / no go ของโจทย์วิจัย (Do the right thing) โดยที่ต้องสร้างวัฒนธรรมหนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่จะส่งผลต่อการใช้งาน และแข่งขันได้จากบริบทไทย ไม่ทำตามกระแสโลก โดยต้องตระหนักว่า นักวิจัยเก่งๆ เขาก็มีอัตตาและความเชื่อของเขา การใช้กลไก peer review ที่มีคุณภาพสูงจะช่วยให้ประเทศไม่สูญเสียทรัพยากรไปกับโครงการวิจัยและพัฒนาที่เดินผิดทาง หรือผิดกลยุทธ
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ต.ค. ๖๖ บนรถกลับจากศิริราช
ปรับปรุงเพิ่มเติม ๒๑ ต.ค. ๖๖
I noted “…ข้อสรุปจากการใช้เทคโนโลยีช่วย คือใช้ App Otter บันทึกข้อความการเสนอและอภิปรายเป็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ แล้วใช้ ChatGPT สรุป …” and wondered if the meeting brief is read, signed and circulated. I recalled a time when a brief was leaked into circulation and become a ‘rumor’ because of its unfavorable content and no one wanted to take credit for the pain points. In this case there may be issues of multilingual content on top. How do we go forth?