หนังสือเรื่อง Being and Time : Unlock the Science of Existence and Transform Your Perspective (1927) เขียนโดย Martin Heidegger นักปรัชญาเยอรมัน เป็นหนังสือคลาสสิคอายุเกือบร้อยปี
สะท้อนความซับซ้อนยิ่งของความเป็นมนุษย์ ผู้เขียนเถียงปราชญ์ Rene Descartes ในลักษณะการเถียงข้ามศตวรรษ หรือข้ามสามศตวรรษ เพราะเดการ์ดอยู่ใน(คริสต)ศตวรรษที่ ๑๗ แต่ไฮเด็กเกอร์เถียงในศตวรรษที่ ๒๐
ข้อถกเถียงคือ เดการ์ดบอกว่า โลกทางกายภาพ กับโลกในใจเรามันคนละโลก แยกกัน แต่ไฮเด็กเกอร์เถียงว่า ใจคนเราถูกกำหนดโดยโลกกายภาพรอบตัว
เถียงกันอย่างนี้ นักพันธุศาสตร์อย่างผมก็เข้าข้างไฮเด็กเกอร์ซีครับ เพราะหลักการพื้นฐานทางพันธุศาสตร์บอกว่า
Phenotype = Genotype + Environment
การแสดงออกของสิ่งมีชีวิต เกิดจากอิทธิพลของพันธุกรรม ผสมกับอิทธิพลของสภาพแวดล้อม
เดการ์ด ซึ่งเป็นนักปรัชญาเมื่อ ๔๐๐ ปีก่อน มองตัวตนของมนุษย์ และของวัตถุสิ่งของรอบตัวจากมุมเชิงหลักการหรือทฤษฎี แต่ ๓๐๐ ปีให้หลัง นักปรัชญารุ่นใหม่ตีความต่างกันด้วยมุมมองเชิงปฏิบัติหรือด้านใช้ประโยชน์ ณ บริบทนั้นๆ ไม่หยุดนิ่งตายตัว
มนุษย์เราต้องทำความเข้าใจตัวเองจากชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จากห้องเรียนปรัชญา เข้าทางหลักการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผมกำลังคลั่งใคล้พอดี
การดำรงอยู่ของมนุษย์ หมายถึงดำรงอยู่ในโลก มนุษย์ไม่สามารถแยกตัวจากสภาพแวดล้อมได้ ชีวิตที่แท้คือชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง จากปฏิสัมพันธ์กับโลกและสิ่งและเหตุการณ์รอบตัว ปฏิสัมพันธ์นี้แตกต่างกันในแต่ละคน ชีวิตของแต่ละคนจึงมีลักษณะจำเพาะ
เช่นเดียวกัน กับเรื่องสภาพแวดล้อม ชีวิตของมนุษย์แยกไม่ได้จากเวลา – กาละ เวลาในชีวิตของมนุษย์มีจำกัด และมีสิ้นสุด ไม่มีสิ่งใดมั่นคงยั่งยืน มนุษย์จึงต้องจินตนาการสร้างเทวดาขึ้นมาให้เอาชนะกาลได้ คือไม่ตาย รวมทั้งสร้างระบบประวัติศาสตร์ขึ้นมาเชื่อมโยงเรื่องราวในต่างกาล
ไฮเด็กเกอร์บอกว่ามนุษย์ต้องรู้จักเอาประสบการณ์ของเวลามาสร้างคุณค่าแก่ชีวิต ในลักษณะของ “ชีวิตที่มุ่งสู่ความตาย” ซึ่งผมตีความว่า หมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมีมรณานุสตินั่นเอง ช่วยให้เรามองตัวเราว่าเป็นเพียงส่วนย่อยของความเป็นทั้งหมด ช่วยการลดละ “ตัวกู ของกู” มีเป้าหมายชีวิตที่ก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตน ให้ทำได้ง่ายขึ้น
อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นการอธิบายชีวิตในรูปแบบที่คล้ายพุทธศาสนามาก
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ต.ค. ๖๖
ต้องขอขอบพระคุณต่ออาจารย์วิจารณ์ อย่างเคย แต่ผมก็มีความคิดจากการเริ่มต้นหัวข้อของอาจารย์เรื่องการดำรงอยู่และลาจากในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งขอนำเสนออาจารย์ช่วยแนะนำหรือออกความเห็นด้วยก็ยิ่งดีครับ In additionIn Found and lostในชั่วชีวิตคนเราที่เคยทำอะไรหายในระหว่างเดินทาง ที่จะต้องไปสถานที่หนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ lost and found คือที่รับฝากของหายที่คนเก็บมาคืน ดังนั้นเราก็จะได้รับของที่หายไป ในญี่ปุ่นมีคนนำเอาของที่เขาพบว่ามีใครลืมไว้ในที่สาธารณะ เช่น ห้องน้ำ หรือแม้ในห้างสรรพสินค้า มากกว่าประเทศใด แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามที่ไม่อยากได้ของคนอื่น ต่อให้มีราคาแค่ไหน และคงประกอบด้วยความมีเมตตาสงสารว่าคนที่ทำของหายนั้น จะรู้สึกเสียใจหรือเสียดายไม่รู้จบสิ้น แต่ผมก็เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นที่เชียงใหม่ ว่าหากเพื่อนบางคนที่เราอยากเจอมานาน แต่เมื่อเจอแล้วหรือมีการติดต่อกันแล้ว จะต้องเป็นแบบที่ว่า lost and found ได้เหมือนกัน ในขณะที่เพื่อนบางคนกลับตรงกันข้าม เป็นแบบ hide and seek เหมือนกับเล่นซ่อนหากัน ที่จริงเป็นเพราะขณะนั้นเวลานั้น เพื่อนคนนั้นอาจติดธุระ โดยเฉพาะในวัยแก่เฒ่า เขาอาจเจ็บป่วย หรืออยู่ในโรงพยาบาล หรืออยู่ในสภาพที่ไม่ต้องการพบปะกับใครๆ ฯลฯ ก็ควรให้อภัยเขานะ แต่ทว่า…ในเวลาใดเวลาหนึ่งข้างหน้า เราอาจไม่ได้พบกันอีก ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเลย ไม่เหมือนอย่างเด็กฝรั่งที่เล่นเกมซ่อนหา หรือ hide and seek ถ้าคนที่เป็นคนหาต้องปิดตา ห้ามแอบมอง คนซ่อนก็มักร้องว่า อย่าแอบมอง ฉันเห็นนะ หรือ peek a boo ครั้นเขาหาจนเจอคนที่ไปซ่อนตัว เด็กฝรั่งก็จะร้องว่า got you ที่คล้ายกับภาษาไทยที่พูดว่า “จับตัวได้แล้ว” หรือ “เจอตัวแล้ว” แล้วก็ผลัดกันไปซ่อนตัวให้อีกฝ่ายเป็นคนหาบ้าง (กริยาที่พึงสังเกตได้ คือ การซ่อนตัว กับ การทำทีเป็นปิดตาแต่แอบมอง) แต่ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ยังมีอีกอย่างที่ไม่ใช่การเล่นซ่อนหา แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น คือเป็น FOUND AND LOST คือพบแล้วเจอตัวแล้วหรือพูดกันแล้ว แต่รู้สึกได้เลยว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะพบกัน อีกนัยหนึ่งก็คือไม่ต้องการพบครั้งนี้ หรือครั้งต่อๆ ไปอีกแล้วก็อาจใช่ นั่น เป็นการพบเพื่อจากกัน เหมือนเจอของที่หายไปแล้วแต่ปรากฏว่า ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเราเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็คือมิตรภาพอันยาวนานที่เราคิดเอาเอง ผูกพันเอาเองว่า ต้องพบ เพราะหายไปนานแต่ก็อยากจะให้เชื่อว่า ในหนังสือบางเล่มที่ผมเคยอ่านอย่างน้อย 2 เล่ม ที่ยืนยันว่าการพบกันของคนสองคน มิใช่ฟ้าดินจะเป็นใจ หรือสวรรค์บันดาลหรือนรกลิขิตไว้ ไม่ให้พบกันเลยก็เป็นได้ เพราะพบแล้ว ก็จะทราบความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ ที่ไม่เป็นสิ่งที่ควรรู้ และรู้กลับทำให้การดำเนินชีวิตต่อไปยุ่งยาก เช่น ความไม่จงรักภักดีของสามีหรือภรรยาที่ซ่อนเร้นไว้ก่อนหน้านี้ หรือการไม่เปิดเผยเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับตน หรือเป็นสิ่งที่เป็นผลพวงจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง พ่อที่ทิ้งลูกเมียไป กลับมาเผชิญหน้ากับความจริงที่น่ากลัว ดังนั้นคนเขียนจึงเอาเรื่องของความตายให้เกิดขึ้นกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียก่อน ที่ตกลงปลงใจว่าจะมาเปิดปากพูดหรือมาเพื่อรับฟัง ความจริงอันขมขื่นนั้น ความตายจึงเป็นตัวสกัดกั้นสิ่งร้ายกาจที่บางคนกำลังจะนำมาบอก หนังสือเล่มแรกเป็นบทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชื่อ “หลายชีวิต” ที่เรือโดยสารล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้คนตายหมดทั้งลำ และอีกเล่มเป็นหนังสือของนักเขียนอเมริกัน ชื่อ Thornton Wilder ชื่อ The Bridge of San Luis Rey ที่สะพานในประเทศเปรูถล่ม ทำให้รถยนต์คันหนึ่งตกลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง คนเสียชีวิตทั้งหมด นอกจากพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ติดตามเรื่องราวแต่หนหลังของคนที่ตายมาบอกให้รู้กัน หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย … ความตายหยุดยั้งเรื่องทุกอย่างลงสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความกลัว หรือความจริงที่ทำให้ทุกข์ระทม (ที่เชียงใหม่ก็อาจมีเรื่องราวของความรักและคำมั่นสัญญา ระหว่างหญิงสาวพม่าที่มาขายของในตลาด –มะเมียะ และเจ้าน้อยที่เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ ต่อมาเจ้าน้อยก็แต่งงานกับหญิงตระกูลสูงด้วยกัน ฝ่ายมะเมี๊ยะ เมื่อถูกกีดกันด้วยชาติตระกูล และได้ตัดสินใจบวชชี และคล้ายกับจะเป็นฝายหญิงขอนัดพบฝ่ายชายเพื่อยกโทษในคำสาบานที่มีต่อกัน แต่เจ้าน้อยก็ไม่กล้าไปพบฝ่ายหญิงในการนัดพบครั้งสุดท้ายนั้น จนทุกอย่างจบสิ้นลงตามกาลเวลาในอีกหลายปีต่อมา)สุดท้ายนี้ผมเองก็เชื่อว่า คนชราอย่างผม และเพื่อนๆ ในวัยใกล้กัน ถึงจะได้พบกันแบบ lost and found อย่างมีความสุข ได้พบกัน พูดเรื่องเก่าๆ กัน หรือความคิดนึกที่มีต่อกันที่ผ่านมา หรือคู่รักที่มาปรับความเข้าใจกัน หรือนักการเมืองรุ่นเก่าที่มาสารภาพผิดในสิ่งที่ตัวเคยทำ หรือลูกที่ทิ้งพ่อแม่หรือพ่อแม่ที่ทิ้งลูกไปแล้วตามกันจนพบ เพื่อสารภาพและขอให้ยกโทษกันจนสำเร็จ หรือต่อให้ไม่สำเร็จก็ตาม อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบลงด้วยความตายที่จะต้องมาถึงทุกคน ช้าเร็วตามกำหนดที่เราไม่มีทางจะรู้ตัว
May I add questions on “ Phenotype = Genotype + Environment “ that environment can be physical (as we usually assumed - surroundings with physical bodies) and more abstract or ecological (‘summative/interactive’ effects as in food, culture, tradition,…), and psychological or mental (‘imagination’ of individuals)? I wonder if these points may be outside ‘physical’ proofs or statistical inferences.