ตอนที่ ๓ (ภาคออกแบบ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning Design : Theoretical Foundations and Effective Principles (2023)  เขียนโดย Colin Beard    

ตอนที่ ๒๙ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๙  Being -  The Development of the Ontological Self        

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ ต้องหนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตัวตน ที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต   และเข้าใจว่าการบรรลุจุดมุ่งหมายนั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยตนเองคนเดียว    ต้องบรรลุผ่านปฏิสัมพันธ์แบบ give and take กับผู้อื่น สังคม และโลกธรรมชาติ 

 

ตัวตนในที่นี้ หมายถึงตัวตนที่ดำรงชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย (ontological self)    ไม่ใช่เพียงเป็นตัวตนที่มีความรู้ (epistemological self) เท่านั้น   โดยอาศัยชีวิตที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน และมีโอกาสพบความผุดบังเกิด (emergence) เพื่อการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง ผ่านการสะท้อนคิด    การเรียนรู้จากประสบการณ์จึงมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนขาด (transformation) ของตัวตน   

การออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์จึงมุ่งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวตน (being) และการดำรงอยู่ (existence)   ผ่านการ “สะกัด” ความรู้จากประสบการณ์ ด้วยการสะท้อนคิดสู่หลักการ ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle    

คำถามสำคัญในตอนนี้จึงได้แก่  (๑) รูปแบบของการเปลี่ยนขาดเป็นอย่างไร  (๒) เปลี่ยนไปสู่สภาพใด   

แต่ละคนหาความหมายจากประสบการณ์โดย พุ่งความสนใจ วิเคราะห์ และตรวจสอบอย่างจริงจังต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว    ผ่านการเสวนา โต้แย้ง ตั้งคำถาม และการร่วมอารมณ์    ซึ่งจะมีส่วนนำสู่การเปลี่ยนขาด    มีผลงานวิจัยบอกว่า การสะท้อนคิดอย่างจริงจัง (critical reflection)  และการเรียนรู้เชิงอารมณ์ความรู้สึก (affective learning) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนขาด      

ความคิดฟุ้งซ่าน กับการมีสติ

ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่มีสติอยู่กับตัวตน เป็นตัวการทำให้ชีวิตล่องลอยไร้เป้าหมาย   การเจริญสติจึงเป็นอาวุธสำคัญในการขจัดความฟุ้งซ่าน    ช่วยการพุ่งสมาธิไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งที่การสะท้อนคิดอย่างจริงจัง ต่อประสบการณ์ทั้งที่เป็นประสบการณ์ภายนอก และที่เป็นประสบการณ์ภายในจิตใจของตนเอง   

การเจริญสติ ภายใต้จิตใจที่มีเมตตากรุณา   ที่ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ยึดติดความคิดสองขั้ว ดี-ชั่ว ถูก-ผิด เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย   มองสองขั้วตรงกันข้ามว่ามีคุณค่าส่งเสริมกัน    เฝ้าสังเกตและมีสติอยู่กับความรู้สึกและอารมณ์ จะช่วยให้เราเข้าใจความต้องการส่วนลึก ที่กำกับพฤติกรรมของตนเอง และของทุกคน 

สองขั้วตรงกันข้ามระหว่าง ความเชื่อมั่นไว้วางใจ (trust)  กับความต้องการควบคุมมีอำนาจเหนือ (control)  หากไม่อยู่ในดุลยภาพ    ความเมตตากรุณาก็เกิดยาก   การฝึกเจริญสติช่วยยกระดับความไว้วางใจและพุ่งจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ   ไม่แกว่งไปกับความรู้สึก ความคิด และการกระทำ 

ปัจเจกบุคคล  องค์การ และกลุ่ม ต่างก็เดินทางไปข้างหน้า     จากสภาพปัจจุบัน สู่สภาพ “กลายเป็น” (becoming)   เป็นการเคลื่อนผ่านกาละและเทศะ (time and space)    ดังนั้นตัวบุคคลและสรรพสิ่งต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร    ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลง    ตัวตนของบุคคลจึงมีหลายตัวตน  มีการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการภายในตนและการรับรู้จากภายนอก    Mezirow บอกว่าการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการ ๔ อย่างคือ  (๑) ตีความกรอบความคิดเดิม  (๒) เรียนรู้กรอบความคิดใหม่  (๓) เปลี่ยนมุมมอง  และ (๔) เปลี่ยนวิธีคิด (habit of mind)    กระบวนการ ๔ อย่างนี้ มีผลต่อมุมมองและนิสัย ซึ่งส่งผลเปลี่ยนขาดตัวตนของเรา   

ภัยคุกคามจากความอลเวง

ความเป็นตัวตน (self) ประกอบด้วย ตัวตน (identity),  ค่านิยม (values),  ความเชื่อ (beliefs),  และจิตวิญญาณ (spiritual self)    โดยที่ความเป็นตัวตนก่อกำเนิดมาจากความเชื่อมโยง (connection) และสายสัมพันธ์ (attachment)    ซึ่งหมายความว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการที่ยึดเหนี่ยวในชีวิต   หากไร้สิ่งยึดเหนี่ยว ชีวิตก็จะเคว้งคว้าง    ตกเข้าเป็นทาสของความชั่วร้าย ที่ทำลายชีวิตที่ดีได้ง่าย     

ตัวตนที่ไม่ตกเป็นทาสกิเลส

ความอยากเป็นกิเลส เป็นความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ชักจูงจิตใจให้กระวนกระวายกับอนาคตเพื่อสนองกิเลสนั้น   แทนที่จะมีจิตนิ่งสงบอยู่กับปัจจุบัน   ซึ่งเป็นสภาพจิตที่พร้อมเรียนรู้จากประสบการณ์   

แทนที่จะอยู่กับกิเลส คนเราต้องฝึกมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ รู้เท่าทันความเป็นจริง รู้เท่าทันความรู้สึกและอารมณ์ของตนเอง และของผู้อื่นโดยรอบ    รับรู้และมีสติรู้เท่าทันความซับซ้อนและสองขั้วตรงกันข้ามของเรื่องราว อย่างมีเมตตา และไม่ด่วนตัดสิน   เข้าร่วมดำเนินการอย่างมีสติระลึกรู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง    รอให้ “สิ่งผุดบังเกิด” ที่มีคุณค่าร่วมกันผุดขึ้นมา    จึงเข้าดำเนินการขยายผลให้เกิดผลยั่งยืน      

ข้อกำหนด สติระลึกรู้ และพฤติกรรม

พฤติกรรมของมนุษย์เราแต่ละคนถูกกำหนด (conditioned) โดยสารพัดปัจจัยภายนอก เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา การศึกษา วัฒนธรรมประเพณี ภูมิอากาศ อาหาร สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว เพื่อน ประสบการณ์   ปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการคิดของเรา    ดังนั้นการตอบสนองต่อทุกกิจกรรมของเราจึงอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้    นี่คือข้อกำหนดของทุกพฤติกรรมของทุกคน    ที่เราต้องมีสติระลึกรู้     

เขาอ้างเล่าจื๊อ ว่าตัวตนของเราเริ่มจากความคิด สู่ถ้อยคำ สู่การกระทำ เมื่อทำบ่อยๆ ก็เกิดเป็นนิสัย และในที่สุดเป็นบุคลิกหรือตัวตนของเรา    อีกโมเดลหนึ่งบอกว่า ตัวตนประกอบด้วย  3C ดังรูป 

C ตัวในคือตัวตนที่ถูกกำหนดโดยสารพัดข้อกำหนด (conditions) ที่สั่งสมและฝังลึกอยู่ใต้จิตสำนึก    มีทั้งส่วนที่เป็นกิเลส และที่เป็นคุณสมบัติด้านดี ผสมกันอยู่อย่างซับซ้อน    C ตัวกลางคือ สติระลึกรู้ (consciousness) ที่คอยกำกับ C ตัวในให้ออกมากระทำการอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ใน C ตัวนอกคือพฤติกรรม  (conduct)    ปฏิสัมพันธ์จากในออกนอก และจากนอกเข้าใน ระหว่าง 3C เกิดขึ้นตลอดเวลาของการดำรงชีวิต    เกิดเป็นตัวตนของแต่ละคน           

จะเห็นว่า C ตัวกลาง คือสติระลึกรู้ ทำหน้าที่เป็นแผ่นกรองให้เฉพาะประสบการณ์ด้านดี จาก C ตัวนอกเข้าไปสะสมอยู่ใน C ตัวใน    และในขณะเดียวกัน สติระลึกรู้ก็ทำหน้าที่กรองไม่ให้ C ตัวในส่วนที่เป็นกิเลสหรือความชั่วร้ายออกมากระทำการ    กรองให้เฉพาะสิ่งสั่งสมด้านดี ออกมากระทำการที่ C ตัวนอก   บุคคลใดฝึกสติระลึกรู้ให้ทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างดี ก็จะเป็นคนดี มีชีวิตที่ดี และทำคุณประโยชน์แก่สังคม      

เป็นตัวตนที่ไม่ตกเป็นทาสกิเลส   

ตัวตนที่บูรณาการอย่างกลมกลืน

ตัวตนพัฒนาขึ้นจากการบูรณาการ (integration)    จะเป็นตัวตนที่ดีหรือชั่วก็ขึ้นกับอะไรบูรณาการกับอะไร บูรณาการอย่างไร    หากมองจากมุมของบูรณาการประสบการณ์ ก็เป็นการบูรณาการ ๗ มิติของประสบการณ์ ได้แก่ ปฏิบัติ (doing),  รับรู้ (sensing),  รู้สึก (feeling),  คิด (thinking), เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ (belonging to home & habitat),  เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ (belonging to more-than-human environment),  เป็นตัวตน (being)    ดังรูป

 

นอกจากนั้น ตัวตนยังเกิดจากบูรณาการของ  ใจทั้งบูรณาการแนวตั้งและแนวนอน   ของใจกับกาย  บูรณาการของอารมณ์  บูรณาการของมิตรภาพ ความสัมพันธ์  ความเป็นผู้ก่อการ  และการแสดงออก   บูรณาการของโลกธรรมชาติกับโลกจิตวิญญาณ    ยิ่งบูรณาการมาก ชีวิตของเราก็จะบริบูรณ์ขึ้น    ความสับสนและไร้ประโยชน์ก็จะหดหายไป   

ตัวตนที่แท้ ต้องสามารถสร้างความแตกต่าง (make a difference) ได้    เป็นความแตกต่างที่มีความหมายต่อชีวิตในแต่ละสถานการณ์   

ความเห็นอกเห็นใจ (compassion) และปัญญา (wisdom) เป็น ๒ ปัจจัยที่เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน  ที่ส่งผลดีต่อการพัฒนาตัวตน    ครูฝึกต้องมีทักษะให้คำแนะนำป้อนกลับอย่างเห็นอกเห็นใจ   เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากประสบการณ์      

ออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ใช้พลังความเมตตาและเห็นอกเห็นใจ

ทักษะชลอการตัดสินและพัฒนาการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องที่ฝึกยาก แต่มีความสำคัญต่การพัฒนาตัวตน   ความเห็นอกเห็นใจนำสู่ปัญญา สุขภาพ และสุขภาวะ   

เช่นเดียวกัน การออกแบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาความเมตตาเห็นอกเห็นใจไม่ง่าย    เขาเสนอเครื่องมือ ๒ ชนิดคือ (๑) สานคำ (word weaving)  (๒) วงล้อสื่อสาร (communication wheel)   

เครื่องมือ สานคำ ทำโดยนำคำ เช่นคำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” (compassion) มาแยกแยะความหมาย และให้นิยามร่วมกัน     โดยออกแบบบัตรจำนวนหนึ่งที่เขียนคำหนึ่งคำไว้บนบัตรแต่ละใบ    เช่น ความสุข  เมตตา ปัญหา  บุคคล  พูดคุย การเปลี่ยนขาด  คำตอบ  ตัดสิน พัฒนา   กระบวนการ  ผลลัพธ์ คำตอบ  ทางออก  จิตใจดี  คำพูด  สีหน้า   ยิ้ม  หัวเราะ  งาน  ทำงาน ความรู้สึก  โอบกอด  ฯลฯ    และมีบัตรเปล่าจำนวนหนึ่งให้ทีมผู้เรียนเขียนคำเพิ่มได้   

ให้กลุ่มผู้เรียนร่วมกันใช้คำเหล่านี้ตีความให้ความหมาย (นิยาม) ของคำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ”    สำหรับนำไปใช้อภิปรายในโอกาสต่อไป     กระบวนการทำงานร่วมกันของกลุ่มประกอบด้วย การปรึกษาหารือ  การเลือก  การคัดออก การจัดลำดับ  การตัดสินใจ  ความร่วมมือ การจับประเด็น  การเปรียบเทียบ  การผลิตร่วมกัน  และอื่นๆ   เพื่อร่วมกันให้นิยามของคำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” 

กระบวนการนี้ ช่วยให้ผู้เรียนมีอิสระในการสร้างความคิดใหม่   สร้างความรู้สึกเป็นผู้ผลิต  โดยมีที่ปรึกษาทำหน้าที่บันทึกสาระจากการประชุมกลุ่ม   

เครื่องมือวงล้อสื่อสาร 

ออกแบบสำหรับใช้เป็นเครื่องมือใช้เวลา ๑ วัน ฝึกให้คำแนะนำป้อนกลับ   โดยผู้เข้าเรียนรู้เป็นบุคลากรวิชาชีพสุขภาพอาวุโส    ฝึกวิธีให้ feedback แก่ผู้ด้อยอาวุโสกว่า   

หลักการคือ วงล้อสื่อสารมี ๔ โซน ตามรูปข้างล่าง   โซน ๑ สื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ    โซน ๒ สื่อสารสาระด้านคลินิก   โซน ๓ สื่อสารอย่างเอาจริงเอาจัง    โซน ๔ สื่อสารอย่างไม่ไว้หน้า    โซน ๔ เป็นโซนสีแดง ไม่พึงก้าวเข้าไป    ตามในรูป     

    

 

โซน ๑  การสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ    ไม่ตัดสิน  แสดงความเห็นอกเห็นใจพวกตนและผู้อื่น   ความเห็นอกเห็นใจช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก    การสื่อสาร (การให้คำแนะนำป้อนกลับ) แบบนี้ต้องการความรู้  ความเข้าใจ และสัมผัสถึงความต้องการและความรู้สึกของตนเอง  และของผู้อื่น    ตระหนักว่า การไม่ตัดสินเป็นเรื่องยาก   มี ๔ ขั้นตอนคือ (๑) สังเกตและเอาตัวเข้าร่วม  (๒) ทำความเข้าใจความรู้สึก  (๓) ตั้งคำถามที่ความต้องการ  (๔) เสนอให้เปลี่ยนแปลงอย่างให้เกียรติ     ถือเป็นโซนไม่มีสี 

โซน ๒   การสื่อสารอย่างเป็นกลาง/สื่อสารทางคลินิก    เป็นการให้คำแนะนำป้อนกลับอย่างเป็นกลาง   ตามสิ่งที่สังเกตเห็นจริงๆ   ไม่มีการตีความ  ไม่ตัดสิน   คล้ายทำหน้าที่เป็นกระจกส่องให้แก่ทีมผู้ดำเนินการ    ถือเป็นโซนสีเขียว

โซน ๓ การสื่อสารอย่างเอาจริงเอาจัง    เป็นการให้คำแนะนำป้อนกลับที่มีการตีความ และการตัดสิน   ด้วยถ้อยคำและท่าทีเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์    เน้นเพื่อการพัฒนาตัวบุคคล    ถือเป็นโซนสีส้ม พึงใช้อย่างระมัดระวัง

โซน ๔ การสื่อสารแบบไม่ไว้หน้า    เป็นการให้คำแนะนำป้อนกลับที่มีการตีความ และการตัดสิน   ด้วยถ้อยคำและท่าทีเชิงลบ  เชิงตำหนิ  มีการเน้นโจมตีตัวบุคคล  มีเจตนาทำลาย    ถือเป็นโซนสีแดง ไม่ควรเข้าไป   

ประสบการณ์ฝึก ๙ ขั้นตอน

บทเรียนที่ ๑  บทนำ   ทำความเข้าใจทักษะชลอการตัดสินและพัฒนาการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ

บทเรียนที่ ๒ ทำความเข้าใจ อีโก้  ทำความเข้าใจการมีตัวตนรุนแรง (ego)   ความยึดมั่นถือมั่นต่อความคิดเห็นของตนเอง   

บทเรียนที่ ๓  ทำความเข้าใจทฤษฎี  เช่น ทฤษฎีวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Transactional Analysis)    

บทเรียนที่ ๔  สานคำ  ตามที่อธิบายแล้ว    เพื่ออภิปรายกันเรื่องการให้คำแนะนำป้อนกลับ    โดยครูฝึกมีบัตรคำจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ scaffold ความคิด     สู่การให้นิยามอย่างน้อยสองสามนิยามที่เป็นประโยชน์     

บทเรียนที่ ๕ วงล้อสื่อสาร   ฝึกสังเกตโดยไม่ตัดสิน 

บทเรียนที่ ๖ ฝึกให้คำแนะนำป้อนกลับในสถานการณ์ธรรมดา   ฝึกทำหน้าที่กระจกส่องให้เห็นเหตุการณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้น 

บทเรียนที่ ๗ ฝึกใช้วงล้อสื่อสาร หลังชมคลิปสถานการณ์วิกฤติเกี่ยวกับการจัดการการเรียนรู้จากประสบการณ์กลางแจ้ง    ฝึกให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์   ทั้งด้านการทำงานเป็นทีม  ภาวะผู้นำ การสร้างสรรค์  การเอื้ออำนวยการสะท้อนคิด  การตั้งคำถาม   การตั้งคำถามให้สะท้อนคิดสู่หลักการ  และที่สำคัญที่สุด วิธีให้คำแนะนำป้อนกลับในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง    อาจมีการฝึกแสดงบท (role play)  หลายบท หลายแบบ ซึ่งจะได้ทั้งความสนุกสนานและได้เรียนรู้เชิงลึก       

บทเรียนที่ ๘ สะท้อนคิดสู่หลักการ   ใช้ประสบการณ์ในบทเรียนก่อนๆ นำมาสะท้อนคิดร่วมกันว่า หลักการภาคปฏิบัติในบริบทของกลุ่มคืออะไรบ้าง   ครูฝึกเน้นตั้งคำถามเพื่อให้ได้หลักการให้คำแนะนำป้อนกลับอย่างเห็นอกเห็นใจ  มีความละเอียดอ่อน  และด้วยความเคารพ    ใช้คำถาม what, why, how 

บทเรียนที่ ๙ ทบทวน  ปิด   เป็นช่วงสรุปข้อเรียนรู้    ที่อาจเรียกว่า AAR – After Action Review   ที่ผมมีสูตรคำถาม ๕ ข้อ ที่ผู้เข้าร่วมจะตอบทุกข้อก็ได้ ตอบบางข้อก็ได้ หรือจะเพิ่มคำถามขึ้นเองก็ได้   ให้ผู้อาวุโสน้อยตอบก่อนเรียงตามลำดับอาวุโส    คำถาม ๕ ข้อมีดังนี้  (๑) ท่านมาร่วมกิจกรรมโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายใดบ้าง  (๒) เป้าหมายข้อใดบรรลุผลดีเกินคาด เพราะเหตุใด  (๓) เป้าหมายข้อใดไม่ค่อยบรรลุผล เพราะเหตุใด (๔) จะนำข้อเรียนรู้ใดไปใช้ ใช้ทำอะไร  (๕) มีคำแนะนำให้ปรับปรุงกิจกรรมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปใช้ในกลุ่มถัดไป  (๖) อื่นๆ ที่อยากบอก       

สมรรถนะแห่งชีวิต ความเมตตา ความเคารพ และความรับผิดชอบ

Colin Beard ยกตัวอย่างข้อกำหนดเป้าหมาย ตัวตน (being) ของพลเมือง โดย UNDP, EU,  สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่สอดคล้องกัน   เป็นไปในแนวทางของ 21st Century Skills  และแนวทางการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ดังนี้   

UNDP กำหนด HDI – Human Development Index   วัดสุขภาวะจาก ๓ ปัจจัยหลัก คือ สุขภาพ การศึกษา และมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่    มุ่งขยายอิสรภาพของมนุษย์ในการมีชีวิตที่สุขภาพดีและยืนยาว   เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนบนดาวเคราะห์โลกที่อยู่ร่วมกัน 

อียู เสนอสมรรถนะหลักเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว เพื่อให้พลเมืองบรรลุเป้าหมายและความพึงพอใจส่วนตน    พัฒนาตนเองและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น   เรียนวิธีเรียนรู้ และมีงานทำ   เป็นทักษะจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคม และการมีส่วนร่วมกิจกรรมสาธารณะในฐานะพลเมือง   ช่วยให้สู้กับความซับซ้อน เป็นบุคคลที่แข็งแกร่ง เป็นผู้ก่อการทางสังคม และเป็นผู้เรียนรู้จากการสะท้อนคิดตลอดชีวิต 

อียู กำหนดสมรรถนะ ๙ ข้อของพลเมือง   ที่พัฒนาโดยการศึกษาที่เป็นทางการ (formal education), การศึกษาที่ไม่เป็นทางการ (informal education),  และการศึกษาตามอัธยาศัย (non-formal education)    จัดได้เป็น ๓ หมวด คือ   

  • สมรรถนะส่วนบุคคล   ได้แก่ สมรรถนะในการกำกับตนเอง (ตระหนัก และจัดการอารมณ์,  ความคิด, และพฤติกรรม);  สมรรถนะด้านความยืดหยุ่น (จัดการการเปลี่ยนผ่าน ความไม่แน่นอน และเผชิญความท้าทาย); และสมรรถนะด้านสุขภาวะ (มีความพึงพอใจในชีวิต  ดูแลสุขภาพกายใจและสังคม  มีลีลาชีวิตที่ยั่งยืน) 
  • สมรรถนะทางสังคม   ได้แก่ สมรรถนะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (empathy) (เข้าใจอารมณ์ ประสบการณ์ และค่านิยมของผู้อื่น และตอบสนองอย่างสอดคล้องเหมาะสม);   สมรรถนะการสื่อสาร (ใช้กลยุทธการสื่อสารที่เหมาะสม ใช้รหัสและเครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสมต่อบริบทและเรื่องราว);    และสมรรถนะความร่วมมือ (เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและทีมอย่างยอมรับและเคารพผู้อื่น)  
  • สมรรถนะด้านการเรียนรู้    ได้แก่สมรรถนะกระบวนทัศน์เติบโต (growth mindset) (เชื่อในศักยภาพของตนและผู้อื่นว่าสามารถเรียนรู้และก้าวหน้าได้เรื่อยไป);    สมรรถนะคิดอย่างลึกซึ้ง (critical thinking) (ประเมินข้อมูลและข้อโต้แย้ง สู่ข้อสรุป และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์);    และสมรรถนะจัดการการเรียนรู้ (วางแผน จัดการ ติดตาม และทบทวนการเรียนรู้ของตนเอง) 

สิงคโปร์กำหนดสมรรถนะด้านสังคมอารมณ์ ๕ ประการคือ (๑) ตระหนักในตนเอง  (๒) จัดการตนเอง  (๓) ตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ  (๔) ความตระหนักทางสังคม  (๕) การจัดการความสัมพันธ์   เพื่อช่วยให้นักเรียนพัฒนาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง   เข้าใจและจัดการอารมณ์   พัฒนาจิตใจที่ความรับผิดชอบ ใส่ใจผู้อื่น    พัฒนาปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้อื่น   จัดการความท้าทาย   ตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ  และดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น และสังคม   

กระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์พัฒนา “แก่นค่านิยม” (core values) สำหรับใช้เป็นแกนกลางของการพัฒนาคุณลักษณะของคนสิงคโปร์ ได้แก่ เคารพ (respect),  รับผิดชอบ (responsibility),  ยืดหยุ่น (resilience), มั่นคงในคุณธรรม (integrity),  ใส่ใจและเมตตา (care),  และ สามัคคี (harmony)    โดยถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์   ซึ่งตรงกับที่ผมพยายามขับเคลื่อนให้การพัฒนาค่านิยมเป็นเป้าหมายหลักของการศึกษาไทย (https://www.gotoknow.org/posts/tags/711568

อินโดนีเซีย (ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖) ดำเนินการปฏิรูปการศึกษา มอบหมายให้ครูเป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักการ วิธีดำเนินการ และรูปแบบ ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑   รวมทั้งให้ความสำคัญแก่อาชีวศึกษา ซึ่งก็คือเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือจากประสบการณ์นั่นเอง   

 

การศึกษาหรือการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑   ที่เป็นยุค VUCA, BANI และเต็มไปด้วย Wicked problem    ต้องเน้นการพัฒนา “ตัวตน” (being)   หรือพัฒนา อัตตลักษณ์   ซึ่งหมายถึงพัฒนาสู่ตัวตนที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต    

วิจารณ์ พานิช

๑๕ ก.ค. ๖๖