เรียนรู้จากประสบการณ์ : (๓) ภาคออกแบบ ๒๙. ออกแบบประสบการณ์ : ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์


 

ตอนที่ ๓ (ภาคออกแบบ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning Design : Theoretical Foundations and Effective Principles (2023)  เขียนโดย Colin Beard    

ตอนที่ ๒๙ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๘  Belonging :  The Human Connection with the More-Than-Human World       

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ต้องนำไปสู่สำนึกว่า มนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่กว้างกว่าสังคมมนุษย์    การเรียนรู้จากประสบการณ์กลางแจ้ง หรือประสบการณ์ในต่างแดน ต้องช่วยให้เรามีความเคารพต่อความรู้ ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่แตกต่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชนเผ่าที่ยังดำรงชีวิตแบบเคารพวิถีธรรมชาติ    รวมทั้งเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และเคารพธรรมชาติรอบตัว     นำสู่การกระทำและการดำรงชีวิตที่มีผลอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อม     

วงการศึกษาของประเทศไทยควรพัฒนาระบบการศึกษากลางแจ้ง (outdoor education) เพื่อการพัฒนาทั้งปัญญาภายนอกและปัญญาภายในของพลเมืองไทยเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ     

บ้านคือที่อยู่ (Home – Habitat)

การออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ พึงส่งเสริมกระบวนทัศน์ของ ความเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) ของผู้เรียน ทั้งในฐานะของสมาชิกของ “บ้าน” (Home)  (ครอบครัว ชุมชน สังคมมนุษย์)    และในฐานะสมาชิกของโลก ที่เลยจากโลกมนุษย์ (more-than-human world หรือ Habitat)  ซึ่งหมายถึงโลกธรรมชาติ (Natural World)    มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกของโลกธรรมชาติ   เราต้องช่วยกันปกปักษ์รักษาโลกธรรมชาติ    ตามแนวทาง SDG – Sustainable Development Goals    เพื่อลดความเสี่ยงที่ทั้งโลกจะพินาศไปด้วยกันจากน้ำมือมนุษย์    ที่การศึกษาพัฒนาอารยธรรมสมัยใหม่สร้างความสะดวกสบายของมนุษย์ไปพร้อมๆ กันกับทำลายสภาพแวดล้อมโลก   เกินจุดสมดุลที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวได้   มีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว         

มีผู้เสนอว่า โลกกำลังเผชิญโรคขาดธรรมชาติ (Nature-Deficit Disorder)    มีอาการ 4D คือ species Decline, Deforestation, Desertification, Destruction    การศึกษาต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุพื้นฐาน (root cause)   ไม่หลงทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา   

องค์กรผู้นำ

Colin Beard ยกตัวอย่าง ๒ องค์กรผู้นำที่ดำเนินการออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความไม่ยั่งยืนของสภาพแวดล้อมโลก    ได้แก่ Kadoorie Farm and Botanic Gardens (KFBG)   และ Outward Bound Hongkong  ทั้งสององค์กรอยู่ในฮ่องกง     ที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพราะท่านคุ้นเคยในฐานะเป็นวิทยากรของทั้งสององค์กรนี้

KFBG เป็นองค์กรเพื่อการอนุรักษ์และเรียนรู้ธรรมชาติ    ให้บริการที่หลากหลายเพื่อสัมผัสธรรมชาติ  รวมทั้งบริการการเรียนรู้จากประสบการณ์เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ที่เป็นการเรียนรู้องค์รวม (Holistic learning)    ที่มีองค์ประกอบ 4H คือ Head, Heart, Hand  และ wHole    

   Outward Bound Hongkong เป็นองค์กรไม่แสวงกำไร   ทำหน้าที่ให้บริการการเรียนรู้จากประสบการณ์นอกอาคารหรือในธรรมชาติ เพื่อพัฒนาทักษะด้านสุขภาวะ  ด้านสังคม และทักษะอนาคต

ธรรมชาติในหลายความหมาย

คำว่า “ธรรมชาติ” (nature) มีต่างความหมายในต่างคน โดยมักหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในพื้นที่รวมทั้งพื้นที่ทางกายภาพนั้น ในพื้นที่เมือง ชนบท และป่าเขาลำเนาไพร    นอกจากนั้นยังมีคำว่า เป็นธรรมชาติ (natural) ป่าเขาลำเนาไพร (wilderness)   นักสังคมวิทยาบอกว่าคำเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (construct)  และสร้างใหม่ (reconstruct) ภายใต้สภาพสังคมและวัฒนธรรมหนึ่งๆ   คำเหล่านี้จึงมีตวามหมายต่างกันในคนต่างกลุ่ม ต่างสังคม  ต่างกาละและเทศะ   

จึงต้องมีการทำความเข้าใจ “โลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์” (more-than-human world)    โดยก้าวข้ามกระบวนทัศน์ “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (anthropocentric paradigms)   ที่เน้นโลกที่ประกอบด้วย (๑) สังคมมนุษย์ และ (๒) วัตถุสิ่งของเพื่อรับใช้มนุษย์  เท่านั้น   ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ตัดขาดมนุษย์ออกจากโลกธรรมชาติ หรือโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์    หรือต้องทำความเข้าใจโลกวัตถุนิยม มนุษย์นิยม  กับ โลกธรรมชาตินิยม   

มองจากมุมวิชาการ    พัฒนาการด้านวิชาการที่ดำเนินมาหลายร้อยปี ได้จากการแยกส่วน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องต่างในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น   จึงมีการแยกศาสตร์สังคม (สังคมศาสตร์)  ออกจากศาสตร์ธรรมชาติ (วิทยาศาสตร์)    เกิดความอ่อนแอด้านการบูรณาการศาสตร์  หรือกระบวนทัศน์ที่เป็นองค์รวม   โดยที่ในความเป็นจริง สรรพสิ่งมีธรรมชาติที่เป็นองค์รวม หรือมีความเชื่อมโยงกัน   

มนุษย์เราจัดกลุ่มสิ่งของหรือความคิดออกเป็นสองขั้ว (dualism) เพื่อความชัดเจนในการทำความเข้าใจ  เช่น เจริญก้าวหน้า - ป่าเถื่อน,  ทันสมัย - ล้าสมัย,  วัฒนธรรม - ธรรมชาติ, จิต - กาย ฯลฯ    คำคู่ตัวอย่างเหล่านี้ คำแรกเป็นสิ่งที่เราเน้นหรือปรารถนา คำหลังเป็นสิ่งที่เราไม่นิยมหรือพยายามหลีกเลี่ยง   เป็นระบบค่านิยมที่พัฒนาขึ้นมาในอารยธรรมของมนุษย์    แต่ในการออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ ต้องหาทางให้เกิดการเรียนรู้สองขั้วตรงกันข้ามนี้อย่างบูรณาการ (integrative) หรือเป็นองค์รวม (holistic)   

จึงต้องออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เพื่อหลุดออกจากความครอบงำของกระบวนทัศน์มนุษย์เป็นศูนย์กลาง    โดยทำความเข้าใจ การรู้ (knowing) และการดำรงอยู่ (being) อย่างเชื่อมโยงกับโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์    โดยตระหนักว่า การเรียนรู้ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์นั้น ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์  ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  และสิ่งของที่ไม่มีชีวิตที่ประกอบกันเข้าเป็นธรรมชาติอีกด้วย     

การเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์นอกอาคาร

การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์นอกอาคารเป็นวิธีการเรียนรู้ที่รวมปฏิสัมพันธ์กับโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์ หรือโลกธรรมชาติเข้าไว้ด้วย   เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ด้านสังคม วัฒนธรรม ชีววิทยา และวิวัฒนาการ ระหว่างมนุษย์กับ โลกทางธรรมชาติ  โลกทางจิตวิญญาณ และโลกทางกายภาพ    หวังว่าผู้เรียนจะได้รับประโยชน์จากโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์ ผ่านการ (๑) เข้าไปอยู่ในโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์ และมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ  (๒) สังเกต  (๓) มีส่วนร่วมกิจกรรม  (๔) พัฒนาความเข้าใจที่ลึก ต่อโลกที่กว้างกว่าโลกมนุษย์   

เท่ากับเป็นการศึกษาที่เอาใจใส่สภาพแวดล้อม  สวมจริตสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อมในลักษณะ เรียนรู้ในสภาพแวดล้อม  เรียนรู้เพื่อ(พัฒนา)สภาพแวดล้อม  และเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม    เป็นการศึกษาที่เคารพตนเอง ผู้อื่น และธรรมชาติ    โดยก้าวหน้าจากสภาพ ตระหนัก สู่มุ่งมั่น  และกระทำ    โดยผู้ออกแบบเน้นการกระทำที่เหมาะสม (practical)  และพัฒนาสู่การกระทำที่มีจริยธรรม (ethical)

คุณค่าของภูมิปัญญาโบราณ

ภูมิปัญญาโบราณเน้นสายสัมพันธ์บนฐานความเคารพและต่างตอบแทนซึ่งกันและกันของผู้ดำรงชีวิตร่วมกัน (ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์)   การรู้เป็นสิ่งที่มาจากประสบการณ์ รู้ร่วมกัน   ผ่านการกระทำ และผ่านการสั่งสม    ความรู้ดั้งเดิม (traditional knowledge) ฝังอยู่ในชุมชนและส่งผ่านรุ่นต่อรุ่นผ่าน ความฝัน เรื่องราว การเต้นรำ วิสัยทัศน์  เพลง  และพิธีกรรม   ความรู้ดังเดิมที่เคยถูกดูหมิ่นเหล่านี้ กลับได้รับการให้คุณค่าว่าจะเป็นพลังฟื้นวิถีชีวิตที่นำสู่ความยั่งยืน   

เนื่องจากภูมิปัญญาโบราณ เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ล้วนๆ  จึงผูกพันอยู่กับสภาพของธรรมชาติในยุคนั้นๆ    ทั้งที่เป็นพฤติกรรม  นิสัย โรคภัยไข้เจ็บ  สัตว์ผู้ล่า  วงจรการเจริญพันธุ์  และการย้ายถิ่น ทั้งของมนุษย์ สัตว์บก และปลา    การเรียนรู้ในสมัยนั้นเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน สั่งสมภายในรุ่นและส่งต่อไปยังรุ่นต่อๆ ไป  จึงมีลักษณะเป็น “การรู้ร่วมกัน” (collective knowing)   โดยผ่านการสานเสวนากับธรรมชาติ (dialogue with nature)        

พลังบวกและพลังลบของเทคโนโลยี

มีคำถามว่า เทคโนโลยีมีส่วนช่วยเพิ่ม หรือมีส่วนยับยั้ง การเรียนรู้จากโลกธรรมชาติ   คำถามแบบนี้ตอบง่ายนิดเดียวคือมีทั้งส่วนช่วยและส่วนขัดขวาง    ที่ยากคือคำอธิบายของส่วนที่ช่วย และของส่วนที่ขัดขวาง 

ผมมีคำอธิบายกว้างๆ ว่า เทคโนโลยีที่ช่วยให้เรียนรู้จากโลกธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้มนุษย์สัมผัสหรือรับรู้สัญญาณจากธรรมชาติได้มากกว่าไม่มีตัวช่วย   เทคโนโลยีที่ขัดขวางการเรียนรู้จากโลกธรรมชาติ เป็นพราะมันดึงความสนใจของมนุษย์ไปจากธรรมชาติ   ทำให้มนุษย์ใกล้ชิดธรรมชาติน้อยลง    และมันทำให้มนุษย์หวังพึ่งเครื่องมือ  ฝึกใช้ผัสสะ หรือความสามารถในการรับรู้สัญญาณจากธรรมชาติของตนเองน้อยลง   

หนังสือให้ตารางแสดงข้อดีและข้อเสียของการใช้เครื่องมือ ดิจิทัล ในประสบการณ์การเรียนรู้ ๕ แบบ   ดังข้างล่าง 

 

พลังของจิตเชื่อมโยงในวาระพิเศษ

วาระพิเศษเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราละจากความเคยชินจำเจ  สู่ประสบการณ์ใหม่ อยู่กับธรรมชาติคนเดียว    เกิดสภาพจิต อารมณ์ หรือสภาพจิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงสู่สิ่งที่เหนือตนเอง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์     มีหลายกิจกรรมที่นำสู่สภาพจิตเช่นนี้ได้ เช่น การปีนเขา  แข่งเรือ  ทำสวน เล่นวินด์เซิร์ฟ  พายเรือ  เที่ยวสวนสัตว์  เดิน วิ่งเหยาะ เป็นต้น          

เปิดประตูรับรู้สัญญาณจากธรรมชาติ

มนุษย์มีกลไกหรือ “ประตู” กำกับการเปิดรับสัญญาณจากภายนอก    ตอนเป็นเด็กประตูนี้เปิดอ้า    เมื่อโตขึ้นประตูนี้จะเปิดแง้มเท่านั้น   เพื่อไม่ให้มีสิ่งเร้าภายนอกเข้ามามาก ทำให้หนักสมอง   แต่เมื่อเราไปยังสถานที่ที่แปลกใหม่ ประตูนี้จะเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ  เช่นกรณีไปต่างประเทศ คนนอกจะสังเกตเห็นสิ่งแปลกๆ ที่คนท้องถิ่นไม่รับรู้   หรือเมื่อเข้าไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือแตกต่างจากที่ดำรงชีวิตประจำวัน    เช่นไปค้างคืนในป่า บนภูเขา  ริมลำธาร ประตูเปิดรับสัญญาณจะเปิดออกกว้างขึ้น   

ประตูนี้ปิดเปิดผ่านกลไกการหลั่งสารสื่อประสาทที่มีส่วนผสมจำเพาะ   สารสื่อประสาทนี้มีในพืชด้วย   และพ่อหมอท้องถิ่นในชุมชนโบราณรู้จักพืชที่มีสารสื่อประสาทนี้  และนำมาช่วยให้เกิดประสบการณ์ประสาทหลอนใช้ในพิธีกรรมด้านจิตวิญญาณ   

ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ควรออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อยู่กับธรรมชาติคนเดียว    และฝึกอยู่กับตัวเอง   ฝึกเปิดประตู รับสิ่งเร้าจากธรรมชาติรอบตัว จากประสาทรับรู้ทุกประเภท    ฝึกดุลยภาพระหว่างกายกับใจ   

ใส่ใจต่อสัตว์และพืชให้มากขึ้น

สัตว์และพืชมีมิติที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ที่เรายังไม่ตระหนักมากมาย    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งน่าพิศวงเกี่ยวกับพืช   ที่ระบบประสาทและการสื่อสารแตกต่างจากสัตว์   รวมทั้งพืชมีระบบอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันและพึ่งพาอาศัยสัตว์เพื่อการดำรงชีวิตและเผ่าพันธุ์    รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตเร้นลับของต้นไม้ อ่านได้จากหนังสือชื่อดังกล่าว   และจากบันทึกใน บล็อก gotoknow ชุด ความหมายของไม้ยืนต้น

เมื่อเราเข้าใจพืชและสัตว์ในมิติต่างๆ เพิ่มขึ้น   เราจะเรียนรู้จากประสบการณ์การสัมผัสธรรมชาติได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

เชื่อมโยงสู่ปฏิบัติการ

กิจกรรม Citizen science เชื่อมโยงประชาชนสู่การร่วมเป็นนักวิจัยวิทยาศาสตร์    ดังตัวอย่างโครงการ Lost and Found Fungi Project ที่ดำเนินการโดย Kew Gardens ในนครลอนดอน    มีนักวิจัยกว่า ๑๐๐ คน จาก ๑๘ ประเทศเข้าร่วม   ค้นพบเชื้อราและเห็ดชนิดใหม่กว่า ๒,๐๐๐ ชนิดในแต่ละปีของโครงการ    มีเห็ดอย่างน้อย ๓๕๐ ชนิดที่เป็นอาหาร    มีมูลค่าทั่วโลกประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท    ๒๑๖ ชนิดเป็นเห็ดเมา (hallucinogenic)      

ความมหัศจรรย์ของเชื้อราส่วนหนึ่งผมเสนอไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/630561    ความมหัศจรรย์ของธรรมชาตินำสู่บริการท่องเที่ยวแบบ Eco-adventure tourism    หนังสือแนะนำ ๓ องค์กรที่ให้บริการการเดินทางเพื่อการเรียนรู้ที่น่าจะเรียกว่า edventure (education + adventure)   ได้แก่ Greenforce, FrontierEarthwatch   แต่เมื่อผมค้น ไม่พบว่า Greenforce ให้บริการ edventure   ส่วนอีก ๒ องค์กร ออกแบบบริการการเรียนรู้จากประสบการณ์แก่เยาวชนและคนหนุ่มสาวที่น่าสนใจมาก   

อาจออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยจัด “โครงการชุมชน” (community project) เพื่อรับสมัครเยาวชนในชุมชนเข้าร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน  และผู้เข้าร่วมก็ได้เรียนรู้รอบด้านรวมทั้งได้พัฒนาจิตสาธารณะของตนเอง    โครงการชุมชนนี้อาจเป็นกิจกรรมด้าน วิทยุชุมชน  สร้างสนามเด็กเล่น  การจัดการขยะชุมชน  จัดการลำคลอง แม่น้ำ หรือชายฝั่งทะเล  จัดการสวนสาธารณะ  ห้องสมุดชุมชน  พิพิธภัณฑ์ชุมชน  เป็นต้น

ต้องไม่ลืมว่า การออกแบบการเรียนรู้จากกิจกรรม (ประสบการณ์) ต้องมีช่วงสะท้อนคิดร่วมกันแทรกอยู่ด้วยเสมอ   และต้องมีคำถามให้สะท้อนคิดสู่หลักการที่เป็นนามธรรม (abstract conceptualization) ด้วย   ตามหลักการ Kolb’s Experiential Learning Cycle   ซึ่งตามสาระในบันทึกที่ ๒๙ นี้   ต้องสะท้อนคิดสู่หลักการว่ามนุษย์มีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโลก   จึงต้องฝึกฝนการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์   เพื่อให้ระบบนิเวศโลกมีความยั่งยืน    ไม่ถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ จากกระบวนทัศน์มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentrism) 

ออกแบบการรู้แบบเชื่อมโยง

เชื่อมโยงในที่นี้เน้นเชื่อมโยงวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์แบบตะวันตก กับแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น    เพื่อให้ผู้เรียนได้เปิดกระบวนทัศน์ เกิดการเรียนรู้แบบครบด้าน

ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาตะวันตกคือ มันผูกพันอยู่กับอำนาจ    หากไม่ระวัง ผู้ออกแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ จะออกแบบโดยใช้ท่าทีว่า ความรู้ความเข้าใจแบบตะวันตกเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐาน    ส่วนความรู้ที่อยู่ในวัฒนธรรม ความเชื่อ ของท้องถิ่นเป็นเรื่องโบราณล้าสมัย   ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมขาดโอกาสเรียนรู้มุมมองอีกแบบหนึ่ง

เป็นที่รู้กันว่า ภูมิปัญญาตะวันตกเน้นเอาชนะธรรมชาติ   ส่วนภูมิปัญญาโบราณเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เคารพธรรมชาติ   ผู้นำในสังคมตะวันตกเน้นทำหน้าที่ควบคุมสั่งการ   ในขณะที่ผู้นำของชุมชนชนเผ่าดั้งเดิมเน้นทำหน้าที่รับใช้       

ผู้ออกแบบการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้จึงต้องหาวิธีให้ผู้เข้าร่วมได้ “เปิดตาทั้งสองข้าง” เพื่อเรียนรู้ทั้งจากมุมมองตะวันตกและมุมมองท้องถิ่น   เปิดประตูใจรับและเรียนรู้กระบวนทัศน์ที่ตนไม่คุ้นเคย   รวมทั้งเปิดรับการเรียนรู้จากธรรมชาติที่แตกต่างออกไปจากความเคยชินของตน    โดยเรียนรู้หลากหลายด้าน รวมทั้งทำความเข้าใจว่าธรรมชาตินอกตัวมนุษย์ในท้องถิ่นที่ไปเยือน    ได้หยิบยื่นประสบการณ์จำเพาะ มีผลให้มีการสร้างความรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากความรู้ของสังคมตะวันตก 

ผมขอเสนอว่าควรมีบริการท่องเที่ยวชุมชนชนเผ่าในประเทศไทยที่เน้นท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์   มีการออกแบบให้มีการเข้าไปพักและซึมซับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน    มีกระบวนการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมเปิดใจรับความรู้และความเชื่อของชนเผ่า ด้วยท่าทีเคารพและเห็นคุณค่า   มีช่วงเวลาให้สะท้อนคิดร่วมกันในกลุ่มผู้ไปเยือน และผู้นำชุมชน    รวมทั้งมีช่วงเวลาออกไปสัมผัสธรรมชาติป่าเขาลำธาร   และมีการสะท้อนคิดความรู้และความรู้สึกที่ได้จากการได้สัมผัสธรรมชาติเหล่านั้นด้วย    คือเป็นกิจกรรมที่ไม่เพียงไปเรียนรู้จากเพื่อนมนุษย์ แต่มีการไปเรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ รวมทั้งจิตวิญญาณที่อยู่เหนือมนุษย์ด้วย   เข้าใจว่ากิจกรรมแนวนี้มีอยู่แล้ว   น่าจะเป็นโจทย์วิจัย ว่าที่ดำเนินการกันอยู่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง    ควรเพิ่มเติมหรือเน้นย้ำมิติใดเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากสาระในบันทึกที่ ๒๙ นี้     

คิดเชิงระบบเชื่อมกับคิดเชิงนิเวศ

แนวคิดนี้มาจากประเทศสิงคโปร์ ที่ทางการเห็นคุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อเป็นเครื่องมือหรือกลไกสร้างสังคมน่าอยู่และทันสมัย    ได้จัดการประชุม Scaling Higher Ground : How Do We Stay Relevant Whilst Serving the Community?  และเชิญ Colin Beard ไปพูดเรื่อง Future of Outdoor Education   รวมทั้งว่าจ้างให้ออกแบบและดำเนินการการประชุมปฏิบัติการเรื่อง Future Direction of Outdoor Education for Singapore แก่เจ้าหน้าที่รัฐจากกระทรวงศึกษาธิการ  สภาเยาวชน ครูอาวุโส หน่วยงานธุรกิจเอกชนให้บริการการเรียนรู้นอกห้องเรียน   และผู้ได้รับเชิญอื่นๆ       

เป็นโอกาสให้ Colin Beard ได้เสนอแนวคิดเชิงระบบ (systems thinking)  ผสานกับแนวคิดเชิงระบบนิเวศ (ecological thinking)   ในการใช้พลังที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์    คือพลังของคนหนุ่มสาว ที่มีกำลังมาก มีความอยากรู้อยากเห็นอยากทำอยากมีความสำเร็จ อยากมีชีวิตที่ดี    กับพลังของผู้สูงอายุที่เกษียณอายุจากหน้าที่การงานแล้ว แต่สุขภาพยังดี และมีประสบการณ์มาก มีความรู้พร้อมแชร์ให้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม    รวมทั้งผู้เข้าร่วมการประชุมปฏิบัติการหลายคนก็มีความรู้และประสบการณ์เรื่องการเรียนรู้จากโครงการเรียนรู้ในที่โล่งใน (Outdoor learning)    รวมทั้งมีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ดังกล่าว    เช่นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ    พื้นที่ชายฝั่งทะเล   พื้นที่ป่าชายเลน      

เขาแนะนำให้ช่วยกันระบุสิ่งที่เป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ในที่โล่งได้    แล้วลากเส้นเชื่อมโยง พร้อมทั้งให้คำอธิบายกิจกรรมที่สามารถออกแบบให้เกิดการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ได้    ที่เรียกว่า spider web   

ผู้รับผิดชอบระบบการศึกษาของสิงคโปร์และอีกหลายประเทศเอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้ในที่โล่งเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีการเรียนรู้และพัฒนาองค์รวม   และพัฒนาจิตใจรักและเห็นคุณค่าของธรรมชาติให้แก่เด็ก เยาวชน และพลเมือง    ผู้รับผิดชอบระบบการศึกษาของไทยควรเอาใจใส่เรื่องนี้ และหาทางจัดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบหรือไม่   ควรมีงานวิจัยเพื่อหนุนนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ไหม           

ออกแบบการเรียนรู้จากป่าเขาลำเนาไพร

เขาเล่าเรื่องการจัดกิจกรรมเดินป่าในสหราชอาณาจักร ที่ใช้หมาป่าเป็นตัวชูโรง   ให้ชื่อกิจกรรมว่า The Wolve, The Wild and Me  โดยที่สุนัขป่าได้หมดไปจากอังกฤษมากว่า ๒๕๐ ปีเล้ว    กิจกรรมนี้จึงมีเป้าหมาย “ฟื้นป่า” (rewilding) ชนบทของอังกฤษ   ไปพร้อมๆ กับ “ฟื้นป่า” (rewilding) ในคน ทั้งใน กาย (body), จิต (mind), และใจ (heart)      

ประสบการณ์ในกิจกรรม ผสมกันระหว่างกิจกรรมในชั้น กับกิจกรรมในป่า   เพื่อทำความเข้าใจ  (๑) ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตในป่า ในพื้นที่นั้น  (๒) สรีรวิทยา (physiology)  และสัณฐานวิทยา (morphology) พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตในป่า  (๓) เรียนรู้เรื่องรอยเท้า  (๔) การหาความหมายจากพฤติกรรมและสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตในป่า  (๕) การเดินป่า  (๖) ปฏิสัมพันธ์ของสัตว์ป่ากับภูมิประเทศ  (๗) ความรู้พื้นฐานด้านการเดินตามรอยเท้าสัตว์ (๘) ศิลปะของความสงสัยใคร่รู้และการตั้งคำถาม  (๙) ลงพื้นที่เพื่อชมหมาป่าที่คนเลี้ยงไว้ 

 กิจกรรมนี้จึงทั้ง “ฟื้นป่า” และ “ฟื้นหมาป่า” ที่ดำรงอยู่ในจิตใจคน  อยู่ในนวนิยาย ในวรรณคดี  ในความลี้ลับ 

ในอังกฤษมีหน่วยงานธุรกิจให้บริการทำนองนี้ เช่น WildWiseSport4Kids เป็นต้น   วิทยาลัย Schumacher College มีหลักสูตร MA in Engaged Ecology   เป็นการเรียนรู้จาก “เสียงเพรียกจากพงไพร”    ในลักษณะเรียนจากประสบการณ์ตรงของตนเอง ทั้งด้าน กาย จิต และใจ    ในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ     

ดำรงชีวิตเพื่อความยั่งยืน

เขาแนะนำให้คนที่ต้องการดำรงชีวิตเพื่อความยั่งยืน เขียนบันทึกประจำสัปดาห์เพื่อพัฒนาตนเอง    โดยแบ่งหน้ากระดาษเป็น ๒ ส่วนซ้ายขวา   บันทึกลงในซีกซ้ายว่าในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตนเองทิ้งขยะอะไรบ้าง   ซีกขวาบันทึกกิจกรรมที่ทำและมีผลปกป้องสภาพแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้  ปลูกผัก ลดการบริโภค ซื้อสินค้าที่ผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   

อาจใช้กิจกรรมนี้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม และให้สมาชิกที่เข้าร่วมนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน   เพื่อหนุนการดำรงชีวิตที่ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม    โดยมีหลักการว่า การขับเคลื่อนนี้จะได้ผลเมื่อเรา  (๑) อดทนในการสังเกต  บันทึก และเกิดความตระหนัก  (๒) ท้าทายและตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าเราควรทำสิ่งนั้นไหม  เราน่าจะร่วมมือกับผู้อื่นได้ไหม เป็นต้น  (๓) ลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง     

เมื่อเรามีความตระหนัก ว่าเราดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่เหนือหรือกว้างกว่าโลกของมนุษย์    สำนึกนี้จะส่งผลต่อความเป็นตัวตนของเรา 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ก.ค. ๖๖

    

       

หมายเลขบันทึก: 716274เขียนเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2023 18:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2023 18:00 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

ขอบคุณครับท่านอาจารย์ ผมได้ข้อคิดสำหรับการเดินทาง “นิราศเชียงใหม่”ไปเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว ถ้าได้อ่านก่อนหน้านี้ก็จะยิ่งดี โดยเฉพาะเรื่อง”โลกธ่รรมชาติ” ที่ต้องนำมาเป็นศูนย์กลางความรู้ทีจะเชือมโยงไปยังสิ่งต่างๆ รอบด้านของมนุษย์ ทั้งสถานที่ ประวัติความเป็นมา ผู้คน สิ่งแวดล้อม และปฏิสัมพันธ์ เป็นต้น ..วิโรจน์ ครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท