หลังจากฟังการบรรยายของศาสตราจารย์ภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติจบ เดินมาดูผังที่หน้าห้อง มีการบรรยายเรื่อง ไหลลื่นไปกับคลื่นแห่งปัญญา ของดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผมไม่พลาดแน่นอนครับ ตอนที่ผมไปนั่งฟัง ก็นั่งอยู่ช่วงท้ายกับคุณเที่ยง จารุมณี (ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ม.สงขลาฯ) แต่คนจัดโต๊ะ เค้าบอกว่าจะเก็บโต๊ะให้ลุกไปนั่งข้างหน้า  ความจริงเค้าไม่ได้เก็บโต๊ะครับ เมื่อมีคนมาเยอะ ก็จะยกเก้าอี้มาเสริมใหม่ (สิ่งที่ได้เรียนรู้…เป็นเทคนิคให้คนไปฟังนั่งอยู่ด้านหน้า)

      อาหารจานที่สองปรุงรส โดยดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด

      ดร.ประพนธ์ บรรยายเรื่อง "ไหลลื่น...ไปกับคลื่นแห่งปัญญา" (wafe of wisdom) เป็นที่มาของคำว่า "wow" หรือ "ว้าว"  เพราะแต่เดิมเมื่อ get อะไรสักอย่างดร.ประพนธ์ จะใช้คำว่า ปิ๊งแว๊บ แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ว้าว” แล้วครับ  ทำให้ผมรู้สึก ว้าว ไปด้วยครับ ที่ว้าวไปด้วยเพราะมีอะไร ที่เหนือกว่า KM โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องลึก ๆ ทางด้านจิตใจ จะทำให้ผมหูผึ่งครับ

       KM หลายท่านมักจะพูดถึงการพบปะกันแบบ F2F , B2B แต่ดร.ประพนธ์พูดถึง H2H (Heart to Heart)   เรื่องใจเป็นเรื่องสำคัญ การทำอะไรให้ประสบความสำเร็จใจต้องจดจ่อ และคนส่วนใหญ่เมื่อมีการรับรู้ทางประสาทสัมผัสแล้วมักตีความต่างกันไป ดร.ประพนธ์ ยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เมื่อได้ยินเสียงรถชนกัน เสียงที่ได้ยินนั้น หมอ และทนายความ จะตีความต่างกัน (Mind set : สิ่งที่กำกับอยู่ในใจต่างกัน) หมอจะนึกถึงการช่วยเหลือคนที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนทนายความก็จะนึกถึงเรื่องการว่าความ สิ่งที่สำคัญคือ การรับรู้ทางใจนั้นจะไม่ผ่านการตีความ เรียกว่า ผ่านสายตรง 
            
        ว้าว ต่อไป คือ การก้าวข้ามหลุมดำ ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่า หลุมดำคืออะไร เพราะยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมห้องหลุมดำ หลุมดำของดร.ประพนธ์มี 5 หลุมครับ เล่นอักษรด้วยตัว P ให้จำง่าย (สิ่งที่ได้เกินคาด สำหรับงานนี้คือ  เรื่องหลุมดำ เป็นกระจกสะท้อนการทำ KM ได้เป็นอย่างดีครับ)

           
           เดินออกมาจากห้องยังรู้สึก in กับดร.ประพนธ์ ผาสุขยืน กับความรู้ที่ได้รับ มองหาหนังสือ KM ฉบับขับเคลื่อน LO ของดร.ประพนธ์ (สิ่งที่เกินคาด ได้หนังสือติดกลับบ้านไปเล่มที่สอง ) ที่สำคัญอาจารย์ยืนอยู่ที่จำหน่ายหนังสือพอดี อดขอลายเซ็นต์จากอาจารย์ไม่ได้  จากการฟังบรรยายของดร.ประพนธ์แล้ว ทำให้รู้สึกว่าอาหารจานนี้ มีวิตามินรวมครบ ทานแล้วรู้สึกว่าร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนครับ

           ผมเดินเยี่ยมชมบูธ และเกิดสนใจ บูธของบริษัท NOK ในการดำเนินกิจกรรม 5 ส. มี Best Practice ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม 5 ส. ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ประจำบูธ ทราบว่า บริษัท NOK ได้รับรางวัล Thailand 5s Award 2006 จึงสนใจไปดูงานและเจ้าหน้าที่ได้ให้นามบัตรของคุณสราวุฒิ พันธุชงค์ ไว้ โดยแจ้งว่าให้ติดต่อกับคนนี้ได้เลย (สิ่งที่เกินคาดอีกเช่นกัน จากงานมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ได้ Best Practice ในเรื่อง 5 ส.)

   อาหารมื้อบ่าย  สไตล์อาหารสำเร็จรูป จากห้อง UKM



<p align="center"> </p><p>
             ภาคบ่ายของวันแรก ไปประจำอยู่ที่บูธ UKM เพื่อฟังการนำเสนอ Best Practice ของแต่ละมหาวิทยาลัย  ช่วงที่ผมไปฟังเริ่มจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (พี่เม่ย) Blogger คนดังนำเสนอ  คุณศิริ ชูส่งแสง ที่รับรางวัลมาจากสคส. เช่นกัน ต่อจากนั้นเป็นของมหาวิทยาลัยมหิดล และตามด้วยมหาวิทยาลัยนเรศวร ท่านคณบดี (รศ.มาลินี ธนารุณ) เป็นผู้นำเสนอชุมชน NUKM Blog ปิดท้ายรายการด้วยท่านอาจารย์จิตเจริญ (อาจารย์ JJ ) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น การดำเนินรายการประจำบูธนี้ ต้องชมเชยคุณเมตตา ชุมอินทร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ทำหน้าที่ดำเนินรายการได้ดีครับ  ตอนเริ่มบรรยายช่วงแรกในภาคบ่ายผู้เข้าร่วมรับฟังจะมีไม่มาก แต่จะมีคนทยอยมาขึ้นเรื่อย ๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า การบรรยายที่อยู่ประจำบูธเล็ก ๆ อาจได้รับความสนใจไม่มาก เพราะผู้เข้าร่วมบางส่วนอาจอยากได้รับความรู้ที่หลากหลายสไตล์บุฟเฟ่ต์ ยกเว้นเฉพาะผู้เข้าร่วมที่มีความสนใจจริง ๆ จะอยู่ประจำบูธ หรือ บูธที่มีการจัดกิจกรรม workshop จะดึงผู้เข้าร่วมอยู่ได้ตลอด (สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก บูธ UKM) อาหารจานนี้หลังจากได้แวะเวียนไปชมแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าเป็นอาหารสำเร็จรูปของแต่ละแห่ง ที่นำส่วนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันกันครับ

                                                                                          บอย สหเวช
                                                                                           8 ม.ค. 50
</p>