นับตั้งแต่มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ อันเป็นผลพลอยได้จากการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ กระแสการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือที่คนทั่วไปรู้จักกันดีในชื่อของมหาวิทยาลัยนอกระบบฯดูจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีความพยายามจากฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมืองในการนำมหาวิทยาลัยในระบบราชการออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯอย่างเร่งรีบรวบรัดจนเกินเหตุ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อขุมทรัพย์ทางปัญญา อนาคตของสังคม ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงจนบางคนอาจนึกไม่ถึง และยังอาจเป็นการล่วงเกินพระราชอำนาจด้วยการทำลายระบบราชการ ทำลาย “ข้าราชการ” อันหมายถึงผู้รับใช้ในกิจการงานของพระเจ้าแผ่นดินอีกด้วย จึงทำให้ผู้ได้รับผลกระทบหลายฝ่ายตั้งแต่อาจารย์ พนักงาน นิสิตนักศึกษา พ่อแม่และผู้ปกครองพากันวิตกจริต ด้วยเกรงว่าจะต้องได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ความขัดแย้งเรื่องการออกนอกระบบฯมิได้เป็นเรื่องใหม่แต่เกิดขึ้นมานานนับ10 ปี โดย ฝ่ายที่เห็นด้วยเชื่อว่าจะทำให้การบริหารงานมหาวิทยาลัยคล่องตัว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะนำไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าระบบเดิม ส่วนฝ่ายที่คัดค้านเชื่อว่าการศึกษาไม่ใช่สินค้า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แหล่งธุรกิจ ภารกิจสำคัญคือต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่หากำไร ความมีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการบริหารมหาวิทยาลัยสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องออกนอกระบบ กระแสการคัดค้านและปฏิกริยาต่อต้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบฯ ที่มีอยู่เป็นระยะเรื่อยมาทำให้การผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่เริ่มจากรัฐบาลเจ้าหลักการ ผ่านรัฐบาลเอื้ออาทรมาเครื่องร้อนเอาในยุครัฐบาลเฉพาะกิจ ความขัดแย้งเริ่มจากการเดินขบวนต่อต้านของนิสิตนักศึกษา การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยของอาจารย์และนักวิชาการ การที่กลุ่มประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.)จะยื่นถวายฎีกาเพื่อคัดค้านการออกนอกระบบฯ และขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเอื้ออาทรเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งนายกฯได้ให้แต่ละมหาวิทยาลัยไปรวบรวมรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยกับการออกนอกระบบเพื่อทบทวนอีกครั้ง ซึ่งต่อมาจะเป็นด้วยเหตุผลหรือกลยุทธ์การแทรกแซงใดก็ตามทำให้ที่ประชุมปอมท.เองเสียงแตก มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการรวบรวมรายชื่อจนนำไปสู่การเปลี่ยนตัวประธานปอมท. พลังการคัดค้านของปอมท.จึงอ่อนลง และมีการยืนยันว่าจะออกนอกระบบของผู้บริหารทุกมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมีการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหนึ่งในรัฐบาล “ขิงแก่” จึงเดินหน้าผลักดันการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบฯ อย่างเต็มตัว ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจมีเรื่องเร่งด่วนที่สมควรรีบทำมากกว่าอีกหลายเรื่อง ทำให้นิสิตนักศึกษาจาก 9 สถาบันและสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) รวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือถึงนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้ยกเลิกการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่ก็เดินหน้าต่อจนกระทั่งสนช.มีมติรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วยการอ้างความพร้อมของมหาวิทยาลัยจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ แม้ว่าผลการเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษามาอภิปรายในรายการโทรทัศน์ตามช่องต่าง ๆ ยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจหรือให้ความชัดเจนแก่ผู้ร่วมรายการและผู้ชมทั้งประเทศได้ จึงทำให้ผู้นำนิสิตต้องรวบรวมลายชื่อเพื่อถวายฎีกาฯ คัดค้านและมีการจัดตั้งเครือข่ายคัดค้านการออกนอกระบบฯ ขึ้น ล่าสุดต้นเดือนมกราคม 2550 การชุมนุมต่อต้านถึงขั้นปะทะกับฝ่ายบริหารที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจนลุกลามกลายเป็นการขับไล่อธิการบดี และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.มหาวิทยาลัยบูรพาให้กลับไปทำประชาพิจารณ์จากทุกกลุ่ม โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา แต่รมต.ศึกษาฯต้นคิดการออกนอกระบบ และฝ่ายบริหารม.บูรพาอีกหลายคนซึ่งไม่สมควรเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการฯ กลับหมกเม็ดให้เดินหน้าพิจารณาบางมาตราไปก่อน ทั้ง ๆที่ควรจะรอผลการประชาพิจารณ์
ในขณะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมืองกำลังชิงความได้เปรียบ กดดันให้ทุกฝ่ายยอมรับการออกนอกระบบฯ ของมหาวิทยาลัย โดยอ้างว่าเพื่อสิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้นของพนักงาน ไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นค่าหน่วยกิต ไม่คิดแสวงหาผลประโยชน์ มุ่งพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ และเรื่องนี้ก้าวมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังแล้ว ฯลฯ สุดแท้แต่จะยกมาอ้าง ถึงขนาดประธานที่ประชุมอธิการบดีฯออกมากล่าวหาผู้คัดค้านว่ามีการให้ข้อมูลบิดเบือนและถือว่าเป็นวิกฤตทางปัญญาในสังคมนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าวิกฤตทางปัญญาในสังคมน่าจะเกิดขึ้นเพราะในสังคมมีคนเก่งที่ไม่มีจริยธรรมมาเป็นผู้นำองค์กร สุมหัวกันหาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องใช้ความรู้ความสามารถไปสนองตัณหานักการเมืองและพวกเผด็จการดังที่เราเห็น ๆ กันมานานมากกว่า และมหาวิทยาลัยเป็นสมบัติของชาติ ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนเจ้าของประเทศจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำมิให้สมบัติของชาติต้องตกไปอยู่ในกำมือของคนเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจในวงวิชาการอุดมศึกษา และขอเสนอแนวทางเรื่องการออกนอกระบบ ดังนี้
1. ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างหมดเปลือกและให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะการออกนอกระบบเป็นเรื่องแปลกตรงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้น้อยมากในขณะที่คนรู้ไม่ยอมพูดหรือพูดไม่หมด เช่น เรื่องเงื่อนไขเงินกู้ ADB กำหนดให้เป็น Autonomous University คือ บริหารตนเองโดยอิสระเท่านั้นไม่จำเป็นต้องออกนอกระบบ เรื่องเหตุผลที่รัฐตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคลเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการเพิ่มทีเดียวเกือบ 50 แห่งสวนทางนโยบายออกนอกระบบฯของรัฐเอง เรื่องงบประมาณที่รัฐจะสนับสนุนมหาวิทยาลัยนอกระบบฯจะใช้เกณฑ์หรืออัตราส่วนเท่าใด เรื่องหลักการเปิดหรือปิดสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยนอกระบบฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยถูกนักศึกษาร้องเรียนว่าโดนบังคับให้ย้ายไปเรียนในสาขาวิชาอื่นเพราะมีจำนวนผู้สมัครเรียนน้อยไปไม่คุ้มทุนมาแล้ว) เรื่องเกณฑ์ในการกำหนดอัตราค่าหน่วยกิต และบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย จำนวนและวงเงินทุนการศึกษาที่จะจัดให้ผู้เรียนที่ขาดแคลน เรื่องการเสียสิทธิของข้าราชการที่ไม่สมัครใจโอนไปเป็นพนักงานดังระบุไว้ในหลายมาตรา ฯลฯ และต้องไม่มองว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกนอกระบบเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด เพราะในสังคมอุดมศึกษาควรว่ากันด้วยเหตุและผล ฝ่ายบริหารไม่ควรใช้วิธีการของพวกเผด็จการ เช่น ปลุกม็อบมาชนม็อบ ถ่ายรูปผู้คัดค้าน ยึดเวที ปิดไมค์ ตัดไฟฟ้า ด่านิสิต ฯลฯ
2. ต้องเรียนรู้ถึงผลดีและผลเสียของการออกนอกระบบฯ อย่างรอบคอบ เพราะในบางประเทศเช่น ออสเตรเลียที่ใช้การออกนอกระบบมาเกือบ 20 ปี เปิดตัวเป็นตลาดการศึกษานั้น มีรายงานข่าวว่ามาตรฐานการศึกษาต่ำลงเพราะมีการใช้สองมาตรฐานระหว่างชาวต่างชาติที่จ่ายค่าเรียนเต็มอัตรากับชาวออสเตรเลียที่จ่ายค่าเรียนต่ำกว่า (ในบ้านเราขนาดเป็นมหาวิทยาลัยของราชการยังได้ข่าวว่ามีหลักสูตรประเภทจ่ายครบจบแน่อยู่ไม่น้อย) การปิดสาขาวิชา การปลดอาจารย์ในสาขาที่ไม่สร้างรายได้ ความแออัดของห้องเรียนเพื่อการลดต้นทุน ปัญหาการแก้เกรดโดยอาจารย์ผู้สอนไม่รู้เรื่องและผู้บริหารมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะชี้แจงกับสื่อทุกประเภท บัณฑิตที่เรียนจบไปด้วยการจ่ายแพงต้องรีบถอนทุนและเห็นแก่ตัวไม่สนใจสังคม ฯลฯ จึงไม่ควรมองเฉพาะข้อดีของการออกนอกระบบเท่านั้น
3. ต้องสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างศาสตร์ เพราะทุกศาสตร์ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาสังคมและประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น ที่ผ่านมาทั้ง ๆ ที่อยู่ในระบบราชการ มหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.)ยังปล่อยให้มีความเหลื่อมล้ำระหว่างสายวิทยาศาสตร์กับสายมนุษย์และสังคมจนเกินพอดี ทั้งในเรื่องงบประมาณ การจัดการ การเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งจะยังส่งผลต่อเนื่องไปอีกนาน ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้เมื่อออกนอกระบบฯ จึงน่าเป็นห่วงว่ากลไกของตลาดธุรกิจการศึกษาจะทำลายศาสตร์บางศาสตร์ไปมากยิ่งกว่าเดิม
4. ต้องส่งเสริมรักษาระบบราชการและข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ มีจรรยาบรรณ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและสถานภาพสมกับที่เป็นข้าของพระเจ้าแผ่นดินดังกรณีของข้าราชการฝ่ายยุติธรรม เช่น อัยการ ผู้พิพากษา ได้ดำเนินการไปแล้วการยืนยันว่าจะยังคงเป็นข้าราชการต่อไปของฝ่ายครูบาอาจารย์ไม่ควรจะเป็นสิ่งชั่วร้ายจนต้องกำจัดให้สิ้นซากดังที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขต่าง ๆ ของพรบ.นอกระบบฯหลายมหาวิทยาลัย
5. ต้องไม่ยุยงแทรกแซงให้แตกความสามัคคีระหว่างพนักงานกับข้าราชการในทุกกรณี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักอ้างว่าพนักงานเสียเปรียบข้าราชการซึ่งไม่ถูกประเมิน (ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันข้าราชการถูกประเมินปีละ 2 ครั้ง) การออกนอกระบบฯเพื่อให้พนักงานมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวันได้รับสวัสดิการและประโยชน์เท่าเทียมกับข้าราชการ ทั้ง ๆ ที่สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจเหลือเฟือสามารถทำได้ทันทีแม้จะอยู่ในระบบราชการ(สภามหาวิทยาลัยบางแห่งได้ลงมติกำหนดเพดานขั้นต่ำของเงินตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยไปเรียบร้อยแล้ว ระดับล่างสุดคือหัวหน้าภาควิชาฯ จาก ห้าพันหกร้อยบาทเป็นสี่หมื่นบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่ำเกือบแปดเท่า ยังไม่ต้องพูดถึงผู้บริหารระดับสูง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน ? และจะให้ได้นานเท่าไหร่?) เป็นช่องทางให้พนักงานบางคนที่หวังจะโตเร็วเรียนลัดโดยการสนับสนุนสอพลอผู้บริหาร
6. สภาอาจารย์ทุกมหาวิทยาลัยต้องแสดงจุดยืนเรื่องการออกนอกระบบฯ ให้ชัดเจน ต้องสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของอาจารย์ และให้คำปรึกษากับฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยถึงแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับที่ได้รับเลือกมาเป็นตัวแทนของอาจารย์ เพราะทราบว่ามีประธานสภาอาจารย์บางมหาวิทยาลัยฮั้วกับฝ่ายบริหาร บิดเบือนข้อมูลและสนับสนุนการออกนอกระบบจนน่าเกลียด
7. ต้องเปิดใจกว้างยอมรับรับข้อมูลทุกด้านโดยไม่ถือทิฐิ ถ้ารู้ว่าเดินหน้าต่อไปจะยิ่งเสียหายทำไมจะถอยไม่ได้ มหาวิทยาลัยนอกระบบแถวชานกรุงเทพฯ พอออกนอกระบบปีแรกก็ขึ้นราคาค่าบัตรติดรถยนต์อนุญาตให้เข้าสถาบันจากร้อยบาทเป็นห้าหกร้อยบาท ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังมีหน้าเดินสายอวดอ้างว่าไม่ขึ้นราคา ได้งบประมาณจากรัฐมากกว่าเดิม ฯลฯ การตัดสินใจดำเนินการของมหาวิทยาลัยควรยึดหลักการและเหตุผลมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ผูกพัน กระทบต่ออนาคตของบุคคล องค์กร สังคมและประเทศชาติ
สรุปว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยมิใช่การตัดสินใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือเฉพาะชาวมหาวิทยาลัยเท่านั้น ควรต้องถามประชาชนเจ้าของประเทศ (หรือตัวแทนที่แท้จริงซึ่งน่าจะไม่ใช่ สนช.ที่พอเริ่มต้นเลือกกันเองก็ฉายภาพ “มั่ว”เสียแล้ว) ด้วย เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อระบบการพัฒนาคน สังคมและประเทศชาติอย่างรุนแรง จนอาจนำไปสู่จุดจบที่เราท่านคาดไม่ถึง
8 มกราคม 2549