บทเรียนจากการคุย....

ภูคา
“ผมไม่อยากเอาน้ำสาดในขวด แต่อยากจะใช้กรวยกรอกน้ำใส่ขวดมากกว่า”

        วันนี้ หลังจากที่ได้อยู่ร่วมการเปิดโครงการ C-Cement รุ่นที่ 17 ของปูนแก่งคอย ช่วงบ่าย ผมได้ไปพบปะกับพนักงานที่เป็นระดับผู้จัดการ Cell (เข้าใจง่ายๆก็คือผู้จัดการแผนก) เพื่อสอบถามถึงแนวทางการพัฒนาพนักงานในหน่วยงาน  ที่ต้องไปพบปะพูดคุยสอบถามความต้องการที่จะพัฒนาของแต่ละหน่วยงานก็เพราะ ว่าผมไม่อยากยัดเยียด ให้พนักงานต้องอบรมตามหลักสูตรที่เราจัดให้  แต่อยากให้เกิดจากความต้องการที่จะเรียนรู้ของพนักงานในแต่ละสาขางานมากกว่า พูดง่ายๆว่า ผมไม่อยากเอาน้ำสาดในขวด  แต่อยากจะใช้กรวยกรอกน้ำใส่ขวดมากกว่า  และวิธีการสอบถามความต้องการผมก็ไม่ใช้แบบสอบถาม แต่ผมเลือกที่จะเดินไปหา และพบปะพูดคุยกัน  ถึงแม้ต้องใช้เวลามาก ลงแรงมาก แต่ผมคิดว่าน่าจะได้ผลมากกว่า...

     เมื่อมีความตั้งใจเช่นนั้นพอเริ่มปีใหม่มา ก็ไม่รอช้าครับ ส่ง Mail ไปนัดกับ ผู้จัดการ Cell ว่ามี Cell ไหนที่พอมีเวลาให้พบได้พบปะบ้าง ส่ง Mail ไปตอนค่ำ ของวันที่ 4 ครับ พี่ๆผู้จัดการ Cell ก็ดีเหลือเกินครับ ตอบรับมา ว่า ว่างให้พบได้ในวันนี้ ( 8 มค)  4 Cell แต่เวลาผมมีไม่พอ จึงเลือกขอพบเพียง 2 Cell ส่วนอีก 2 Cell ก็ต้องรีบส่ง Mail ขอโทษขอโพย ขออภัย กับพี่ๆ อย่างยิ่ง ไว้โอกาสหน้าน้องจะขอไปใหม่นะครับพี่..

      เฮ้อ ..พอช่วงบ่ายวันนี้ผมเคลียร์งานเสร็จก็โทรไปหาผู้จัดการ ผู้จัดการ Cell ที่ตอบรับมาว่าว่างวันนี้เป็นคนแรก แล้วผมก็ไปพบ   โดยตั้งใจจะไปคุยถามไถ่ถึงเรื่อง ความต้องการที่จะพัฒนาพนักงานในปี 2550 แต่พอไปเข้าจริงๆ สิ่งที่ผมได้ก็คือ รับฟังการบอกเล่า ถึงความต้องการที่หลากหลาย  ซึ่งพีแกก็พยายามบอกและบ่น ถึงสารพัดปัญหาต่างๆมากมาย ชนิดที่ผมไม่ต้องพูดอะไรเลย  แบบว่าพูดไม่ทันพี่แกครับ เลยต้อง ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ประกอบกับพยายามคิดหาทางที่จะชิงจังหวะ ที่จะเข้าหาเรื่องที่ต้องการคุย..ถ้าเป็นมวยล่ะก็ คงจะเป็นการหมุนหาแหลี่ยมแทงเข่านั่นแหละครับ..ผมเฝ้ารอครับ รอว่าเมื่อไหร่พี่แกจะพลาดซักที..หลังจากคุยไปฟังพี่แกเล่าให้ฟังแบบไม่มีหยุด ไป ซักประมาณครึ่งชัวโมง ครับ ผมดื่มน้ำไปเกือบหมดแก้ว..แล้วครับ เพราะผม อ้าปากค้างบ่อย  กินลมเข้าไปเยอะ คอเลยแห้ง แล้วก็พูดแต่ว่าเอ้อ  อ้า ครับ ผม....พอผ่านไปอีกซักพัก พี่แกก็พลาดจนได้ เฮ้อ..ถ้าเป็นมวยละก็ผมก็คงอยู่ในสภาพเจียนอยู่เจียนไปแหละครับ หรือไม่ก็นับแปด ไปแล้วล่ะ ..เมื่อได้จังหวะที่พี่แก พูดว่า..

..... ผมอยากให้พนักงานของผมได้อบรมหรือพัฒนา ที่ตรงกับงานของเขาบ้าง..คำนี้แหละที่ผมต้องการ ..ไม่รอช้าครับ ผมรีบยิงหมัดตรงเข้าปลายคางแกทันที (จริงแล้วยิงคำถามครับ) ...

 ... แล้วพี่คิดว่า พี่ต้องการให้ลูกน้องอบรมเรื่องอะไรบ้างล่ะครับ...พี่แกก็บอกๆมา แล้วก็สรุปว่า .....

....  ผมอยากให้พนักงานของผมมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในงานของเขา      ตามสไตล์ของผมก็ยิงคำถามกลับปนลูกอ้อน ..

.... ดีครับ ผมรบกวนขอคำแนะนำจากพี่ด้วยครับว่าเราควรจัดอบรมแบบไหนถึงจะให้พนักงานเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ พี่แกก็เสนอแนะ ว่าควรเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผมก็จดๆๆๆ พร้อมกับสอดแทรกคำถาม แกมลูกยอ  

จนในที่สุดผมก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจ คือ   ·         

  • ได้ทราบปัญหา รวมถึงความต้องการที่จะพัฒนาพนักงานในหน่วยงานนั้นมา
  •   ผมได้แนวทางถึงการจัดกระบวนการพัฒนาที่โดนใจของ จากเจ้าของหน่วยงาน
  •   ผมได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการ cell นี้ แล้วล่ะครับ เพราะตอนที่ผมลากลับ พี่แกตบบ่าเบาๆแล้วบอกว่า เต็มที่ไอ้น้อง จะทำอะไรบอกพี่มาได้เลย เท่านี้แหละครับ  

    หลังจากนั้นผมกลับมาที่สำนักงาน มึนมากเลยครับ รีบโทรศัพท์ไปขอยกเลิก ผู้จัดการอีก cell หนึ่งก่อนเพราะไปต่อไม่ไหวแล้ว เลยนั่งสรุปงาน และทบทวนการทำงานพร้อมทั้งคิดถึงจุดเรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้   ·      

  •   การพุดคุยกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ต้องพยายามชวนคุยให้ออกจากปัญหา อย่าจมอยู่กับปัญหา เพราะจะทำให้เครียด หรือบางทีอาจทำให้โต้เถียงกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ ·   
  •   คุยให้สนุก แต่พยายามจับประเด็นหรือสาระจากการคุย · 
  •   คุยกับคนที่สูงอายุกว่า ต้องทำตัว โง่ เข้าไว้ ยอ ให้เป็น อ่อนน้อมถ่อมตน ·  
  •   ขอคำแนะนำ แทนการ ตอบคำถาม ... ·     
  •   หากมีเวลาเตรียมตัว ควรศึกษาจริตของคู่สนทนาก่อน
  •  อดทน และเป็นผู้ฟังที่ดี รอจังหวะ รอโอกาสสอดแทรก 

         เฮ้อ ..เสร็จไปหนึ่งหน่วยงาน..ถึงเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่า..คุ้มกับบทเรียนที่ได้จากการคุย..ทำงานด้วยการคุยและคุยไปเรียนรู้ไปไงล่ะครับ...  หากท่านใดมีเทคนิคดีก็อย่าลืมนำมา  ลปรร.ด้วยนะครับ ..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Life&Learn

คำสำคัญ (Tags)#พัฒนาพนักงาน

หมายเลขบันทึก: 71489, เขียน: 08 Jan 2007 @ 21:08 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 16:58 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก


ความเห็น (5)

เคยพยายามชวนคุยให้ออกจากปัญหาครับ แต่คู่สนทนามักจะพูดเข้าสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาทุกที จนขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ

ขอบคุณครับ คุณบอน-กาฬสินธ์...

  • ใช่ครับ ไม่ง่าย
  • หากคู่สนทนายังไม่ยอมออกจากปัญหา...ผมใช้วิธี เออ  ออ ห่อหมก ตามไปก่อน แล้วหาโอกาส ชื่นชม เขาที่ต่อสู้กับปัญหา แสดงความ เห็นใจ ต่อปัญหาของเขา แล้ว ชวนคิดชวนคุย ร่วมหาทางแก้ปัญหากับเขา ...
  • ที่สำคัญเราต้องอดทนครับ ...
ค่ะ...อดทน...แต่อดทนเพื่องานของเราที่ตรงเป้า...งานดูแลบุคคลากรของเราให้มีสภาพพร้อมทำงาน...ยิ่งเราเป็นงานบุคลากร...หากพบเจอพนักงานที่ไหนมีแต่คนบ่น ปัญหาในงาน แสดงว่าเราดูแลบุคลากรไม่ดีให้เขาอึดอัด...ในการทำงาน...ไม่มีความสุขในการทำงาน...

ขอบคุณ..คุณเมตาครับ

  • ความอดทนเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่เราทุกคนพึงจะมี ยิ่งเป็นงานดูแลบุคคลากร ยิ่งต้องอดทนที่จะฟังการสะท้อนความเห็นครับ ถึงแม้จะบ่นบ้างผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคงไม่มีที่ไหนที่สามารถดูแลให้ถูกใจได้ทุกคน ยิ่งองค์กรใหญ่คนเป็นพันๆ ยิ่งจะมีความคิดที่หลากหลาย
  • หากองค์กรใดที่พนักงานหรือบุคคลากรกล้าที่จะบ่นกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นผมกลับมองเป็นเรื่องดีครับ ที่เขากล้าพูดกล้าบ่น เราจะได้นำสิ่งเหล่านั้นมาแก้ไข
  • การที่เขาบ่นให้เราฟังเหมือนกับว่าเขาไว้ใจเรา เขาเชื่อมั่นว่าเราเป็นที่พึ่งเขาได้ เขาบ่นออกมากับเราตรงๆก็ดีกว่าที่จะเก็บไว้ในใจกลายเป็นคลื่นใต้น้ำในองค์กร
  • การที่เขาบ่นเราต้องดูครับว่าเขาบ่นเรื่องอะไร อย่างที่ผมเจอ เขาบ่นเรื่องงานที่เขายังไม่ได้ตามเป้าหมาย และบางงานได้เป้าหมายแต่ยังไม่เป็นที่พอใจของเขา ซึ่งหากมองกันลึกๆผมคิดว่าเขามีความรักความเอาใส่ต่อองค์กร รักงานเหมือนงานของเขาเอง อย่างนี้แหละครับเราต้องกการ บางทีก็บ่นเรื่องลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา คนร้อยพ่อพันแม่จะให้ได้เหมือนๆกันหมดก็คงยากครับ
  • ที่สำคัญเราจะให้ความสำคัญกับ "คำบ่น" ของเขาเท่าไร อย่างไร ครับ ถ้าเห็นความสำคัญก็เก็บมาพิจารณาแก้ไข
  • ตรงกันข้าหากองค์กรไหนไม่มีคนบ่นหรือคนที่สะท้อนความคิดเห็นเลยนั่นแหละครับน่ากลัว โดยเฉพาะองค์กรเอกชนครับ...

 

ที่ ม.อ.ก็บ่นกันมากค่ะ....ดูไม่ค่อยมีความสุขในการทำงาน บ่นว่างานมาก  แต่บ่นว่าอันโน้นก็ไม่ได้ทำอันนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มมีประปราย....ทางที่ดีสองส่วนนี้น่าจะมีสัดส่วน...30 ,70 นะคะ บ่นว่าไม่มีความสุข กับบ่นว่าอยากทำโน่นทำนี่แต่ยังไม่ได้ตามเป้า...
ตัวดิฉั๊นเนี่ย...ตั้งแต่มาเรียนรู้งานการจัดการความรู้...ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง....เก็บสิ่งดีมาคิด....เก็บสิ่งดีมาสะสมเป็นพลังงาน...เลิกบ่นไปเยอะแต่มิใช่ปัญหาหายไปนะคะ...ยังคงมีมาสกิดสเกาให้เจ็บๆ คันๆอยู่เรื่อยๆ  เพียงแต่บ่นน้อยลง...แต่สะท้อนความเห็นเพิ่มขึ้น...คงไม่ต้องยืนยันอีกรอบ...ว่าที่สำคัญเราจะให้ความสำคัญกับ "คำบ่น" ของเขาเท่าไร อย่างไร ครับ ถ้าเห็นความสำคัญก็เก็บมาพิจารณาแก้ไข
ขอบคุณคุณภูคาค่ะ