การเรียนรู้จากประสบการณ์ให้ได้ผลในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง  จะได้ผลดีจริง ครูฝึกต้องเข้าใจเข้าใจมิติต่างๆ ของการคิด การรู้ และความฉลาด ที่มีความซับซ้อนยิ่ง 

เรียนรู้จากประสบการณ์ : (๒) ภาคปฏิบัติ    ๑๙. มิติของการรู้

ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018)  เขียนโดย Colin Beard  และ John P. Wilson   

ตอนที่ ๑๙ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๘ Experience knowing and intelligence (the knowing dimension) 

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ มนุษย์ที่ชีวิตทำคุณประโยชน์มากเป็นพิเศษ มักเป็นคนที่คิดลึก (Deep thinker) แต่คิดช้า ตัวอย่างคือ ไอน์สไตน์    ความฉลาดด้านการคิด และความฉลาดด้านการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นสิ่งที่ฝึกได้ โดยหลากหลายวิธี 

การเรียนรู้ของมนุษย์ อยู่ในสมองทั้งหมดหรือไม่

คำตอบคือไม่    มนุษย์เรารับรู้และเรียนรู้จากทั้งเนื้อทั้งตัว    โดยระบบประสาทและระบบอื่นๆ ทั้งร่างกาย โดยเฉพาะระบบฮอร์โมน   แต่สมองก็มีส่วนสำคัญที่สุด และใช้พลังงานหมดเปลืองที่สุดด้วย   โดยที่สมองมีน้ำหนักเพียงประมาณร้อยละ ๒ ของร่างกาย  แต่ใช้พลังงานประมาณร้อยละ ๒๐   สมองจึงต้องมีกลไกประหยัดพลังงาน โดยทำให้กิจกรรมประจำวันทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้ความคิด  คือทำจนเป็นนิสัย     

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้โดยตรงคือ dopamine  กับendorphin    โดย dopamine ทำหน้าที่ให้ความรู้สึกมีความสุข ความพอใจ ความฮึกเหิม   เรียกว่าฮอร์โมนรางวัล เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จ    ส่วน endorphin มีฤทธิ์คล้ายฝิ่น ช่วยระงับปวด ลดความเครียด ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย    กล่าวได้ว่า มนุษย์เสพติดฮอร์โมนทั้งสองนี้   หรือฮอร์โมนทั้งสองนี้เป็นกลไกในชีวิตประจำวัน    ตัวแรกทำหน้าที่กระตุ้นให้สมองคึกคัก  ตัวหลังทำหน้าที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย   

Adrenaline เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในทางอ้อม   มีฤทธิ์กระตุ้นความตื่นตัว  อารมณ์ และความจำ   โดยกลไกที่อยู่นอกสมอง    แต่อะดรีนาลินในระดับที่สูงเกินไป หรือกระตุ้นอย่างเรื้อรัง (ความเครียดเรื้อรัง) กลายเป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้ 

ถึงเวลานี้ เรามีความรู้เกี่ยวกับสมองอย่างมากมาย  รู้โครงสร้างของสมอง และรู้ว่าสมองส่วนไหนทำหน้าที่อะไร    และรู้ว่าสมองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก และโลกภายใน   แม้เวลาที่เรานอนหลับ สมองก็ยังทำงานจัดหมวดหมู่ข้อมูล   และตัดวงจรใยประสาทที่รกรุงรังทิ้งไป    เรามีความรู้ว่าสมองส่วนใดมีการใช้งานมาก สมองส่วนนั้นจะโตขึ้น   ดังกรณีคนขับรถแท็กซี่ในลอนดอนสมองส่วน hippocampus โตมาก   เพราะต้องใช้จำเส้นทางอันยุ่งเหยิงซับซ้อนของมหานครนี้    นี่คือสมองส่วนเก็บความจำระยะยาว (long-term memory)   

กลไกสมองเกี่ยวกับการเรียนรู้ มีอยู่ในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร    การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ ๒๑      และในการบรรยายเรื่อง มิติใหม่ๆ ของการเรียนรู้เชิงรุก  

คิดด้วยร่างกาย และคิดด้วยความรู้สึก

ศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ทำความเข้าใจโลกเรียกว่า ญาณวิทยา (epistemology) เป็นเรื่องของบทนี้    ส่วนศาสตร์ว่าด้วยความเข้าใจตัวตนของเราในการอยู่ในโลก เรียกว่า ภววิทยา (ontology) จะเป็นเรื่องของบทต่อไป   

ดังได้กล่าวแล้ว ว่าการรู้ไม่ได้เป็นเรื่องของสมองล้วนๆ   แต่เป็นเรื่องของร่างกายด้วย   การเรียนรู้แบบใช้ร่างกายทั้งเนื้อทั้งตัวเข้าไปเรียนรู้เรียกว่า embodied cognition  และจริงๆ แล้วการเรียนรู้ของเรายังขึ้นกับสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วย    แนวคิดของการเรียนรู้แบบนี้เรียกว่า embedded cognition   

อาจแบ่งสมองอย่างกว้างๆ ได้เป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ส่วนดูแลการดำรงชีวิต การทำงานอย่างอัตโนมัติ   ได้แก่การหายใจ  การเต้นของหัวใจ  การรักษาอุณหภูมิของร่างกาย เรียกว่า functioning brain   บางทีเรียกว่า สมองสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain)   เป็นสมองส่วนล่างสุดติดต่อกับไขสันหลัง   (๒) ส่วนรับรู้ รู้สึก และอารมณ์ เรียกว่า sensing brain และ feeling brain  เป็นสมองส่วนกลาง (middle brain)  (๓) ส่วนคิด เรียกว่า thinking brain    เป็นสมองส่วนหน้า Cerebral frontal lobes) ที่แยกเป็นซีกซ้ายขวา   

การทำงานของสมองส่วนคิด มี ๒ ระบบคือ   ระบบคิดเร็ว (System 1)    กับระบบคิดช้า (System 2)    ตามที่อธิบายไว้ที่ gotoknow.org/posts/636597    ชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ระบบคิดอย่างเร็ว หรือคิดอัตโนมัติ      

จิตจัดระบบ : จัดประเภท และคิดสร้างสรรค์

เป็นธรรมชาติของจิตมนุษย์ ที่จะจัดระบบ  จัดลำดับ  แยกแยะ จัดประเภท (classify)  ตรวจสอบและหารูปแบบ (pattern) ของปฏิสัมพันธ์ความเชื่อมโยง    แนวคิดต่อจิตแบบนี้เรียกว่า จิตที่เรียนรู้โดยร่างกายอยู่ในสภาพแวดล้อมโดยรอบ (embodied mind)    โดยร่างกายมีส่วนรับผัสสะจากภายนอกมากกว่าจำนวนใยประสาทนับร้อยเท่า   จึงต้องมีกลไกจัดกลุ่มข้อมูลสำหรับการส่งไปยังส่วนของสมองที่ทำหน้าที่นั้นๆ    ในกลไกการคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สมองจะต้องทำงานร่วมกันหลายส่วนของสมอง   ยิ่งส่วนต่างๆ ของสมองมีการทำงานร่วมกันมาก    การคิดก็ยิ่งช้า  คนที่คิดช้ามากอย่างไอน์สไตน์จึงสามารถคิดลุ่มลึกเป็นพิเศษ     

มนุษย์เริ่มต้นจัดประเภทสิ่งต่างๆ ตามระบบสองขั้ว  ดี-ไม่ดี ถูก-ผิด  มิตร-ศัตรู ง่าย-ซับซ้อน สวยงาม-น่าเกลียด    แต่ในความเป็นจริง สิ่งต่างๆ และเรื่องราวต่างๆ มีธรรมชาติที่ซับซ้อน   ยากต่อการเห็นและเข้าใจทั้งหมด   และภาษาพูด (และเขียน) ของมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง (linear)  มีส่วนทำให้เราเข้าไม่ถึงความซับซ้อนนั้น    แต่ความฉลาดของสัมผัสทางกายด้านทิศทาง (body GPS) ช่วยลดข้อจำกัดของภาษา   โดยใช้การสื่อสารด้วยการเปรียบเทียบ (metaphors)   หรือใช้ภาษาท่าทาง  

การเปรียบเทียบความรู้สึกทางกาย และด้านพื้นที่ (spatial-bodily metaphors) ช่วยให้สมองคิดเหตุผล ทีละขั้นตอน,  มีข้อมูลสนับสนุนการโต้แย้ง   ในการจับประเด็น   รับรู้เรื่องเวลา   รู้สึกว่าตนอยู่เหนือโลก   เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)  และเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของชีวิต(lifewide learning)   นำสู่การคิดสร้างสรรค์  คิดอย่างมีวิจารณญาณ  และคิดเชิงหลักการ    

การรู้อย่างแท้จริง จึงไม่ใช่การรู้อย่างที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่การรู้แบบที่ได้จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย   เพราะการรู้เช่นนั้นยังไม่ใช่การรู้อย่างลึก   การรู้อย่างลึกจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ทั้งการรับรู้และเรียนรู้ทางสมองและทางกายหลากหลายมิติของการรับรู้และเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวร่างกาย  การรับความรู้สึกทางกาย ทางพื้นที่ และทิศทาง    การได้จัดระบบสิ่งของกระตุ้นจักษุประสาท นำสู่การคิดเชิงหลักการในแนวทางใหม่ๆ   เป็นหลักการและวิธีการของการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเรียนรู้ในระบบการศึกษาอย่างสิ้นเชิง       

ความฉลาดคืออะไร

นิยามความฉลาดที่ใช้ในวงการศึกษา กับที่ใช้ในการเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นคนละนิยาม    วงการศึกษาเน้นที่ความสามารถด้านการคิด (cognition) อันได้แก่ การให้เหตุผล  การแก้ปัญหา การวิเคราะห์  การตัดสิน  การริเริ่ม การทำความเข้าใจ    แต่วงการเรียนรู้จากประสบการณ์เน้นความฉลาดทุกด้าน หรือหลายรูปแบบประกอบกัน   

ความฉลาดหลายรูปแบบ

ในความหมายของการเรียนรู้จากประสบการณ์ ความฉลาดเกิดจากปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่บุคคลผู้นั้นมีชีวิตอยู่   

เวลานี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ความฉลาดมีได้หลายแบบ   โดยมีหลักการสำคัญ ๓ ประการคือ  (๑) ความฉลาดเป็นองค์รวมของความฉลาดหลายแบบ (๒) ความฉลาดแต่ละแบบไม่ขึ้นกับความฉลาดแบบอื่น  (๓) ความฉลาดเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน   

อาจจำแนกความฉลาดได้อย่างน้อย ๑๑ ประการคือ  (๑) ด้านคณิตศาสตร์-เหตุผล  เป็นความสามารถคิดเป็นขั้นตอน และอย่างเป็นเหตุเป็นผล  (๒) ถ้อยคำ-ภาษา   ความสามารถเข้าใจและอธิบายความคิดผ่านทางภาษา  (๓) ร่างกาย-การเคลื่อนไหว   เกิดความรู้ผ่านการป้อนกลับ (feedback) ด้วยกิจกรรมทางกาย  (๔) ดนตรี   ว่องไวต่อเสียงสูงต่ำ (tone) ระดับเสียง (pitch) และจังหวะ (rhythm)   และสามารถทำซ้ำได้  (๕) สายตา-พื้นที่ (visual-spatial)   เรียนรู้จากภาพได้โดยตรง  คิดเป็นภาพโดยไม่ต้องผ่านถ้อยคำ   (๖) ระหว่างบุคคล (inter-personal)  สามารถสังเกตและแยกแยะอารมณ์ (mood)  ภาวะอารมณ์ (temperament)  แรงจูงใจ  และเจตนารมณ์ ของผู้อื่น  (๗) ภายในตนเอง (intra-personal) เข้าถึงความรู้สึกของตนเอง  (๘) ธรรมชาติ  เข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม  (๙) ฉลาดสร้างสรรค์  ความสามารถสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  (๑๐) ฉลาดด้านจิตวิญญาณ  เชื่อมโยงโลกภายในกับโลกภายนอก  และรับรู้ตัวตนที่เหนือกว่าตัวตนธรรมดา   (๑๑) ฉลาดคุณธรรม  ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  มีหลักการสูง ค่านิยมสูงส่ง 

ความฉลาดที่มักถูกละเลย

เป็นความฉลาดเชิงบูรณาการ ระหว่างจิตกับวัตถุ (รวมทั้งระหว่างร่างกายกับสภาพแวดล้อม)  และระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ    ดังจะกล่าวถึง ความฉลาด ๕ ด้านต่อไปนี้   

ความฉลาดด้านประสาทสัมผัส (Sensory intelligence - SI) 

ได้กล่าวถึงโดยละเอียดในบันทึกตอนที่ ๑๗   และ Beard & Wilson เสนอว่า SI สำคัญกว่า EQ   ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมเชื่อว่าความฉลาดทั้งสองด้านนี้เสริมส่งซึ่งกันและกัน   

SI เชื่อมโยงกับ การคิด ความจำและการลืม    และมีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์    คือใช้ประสาทสัมผัสกระตุ้นการเรียนรู้ ความคิด และความจำ   

ความฉลาดด้านอารมณ์ (EQ – Emotional intelligence) 

มีรายละเอียดในบันทึกตอนที่ ๑๘   อารมณ์เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อจิต   คืออารมณ์ในจิตแสดงออกทางกาย โดยเฉพาะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ  เช่นกลัวมีอาการเกร็งที่กราม  โกรธมีการกำหมัด  มีความสุขร่างกายผ่อนคลาย   รู้สึกว่าสำเร็จหน้าอกผายออก เป็นต้น   

ความฉลาดด้านอารมณ์มี ๕ มิติ คือ  (๑) รู้อารมณ์ของตนเอง  (๒) จัดการอารมณ์ของตนเอง  (๓) สร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง  (๔) รู้อารมณ์ของผู้อื่น  (๕) ดูแลความสัมพันธ์   

ความฉลาดด้านอารมณ์มีอิทธิพลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเรียนรู้   ผ่านการก่อตัวของอัตลักษณ์  เชื่อมโยงสู่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (belonging)   และความมั่นใจตนเอง (และถ่อมตน)    

ความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (Spiritual intelligence – SQ) 

ความฉลาดด้านจิตวิญญาณจะบรรลุได้ ชีวิตของผู้นั้นต้องบรรลุความต้องการขั้นต่ำกว่าใน Maslow’s Hierarchy of Needs เสียก่อน  แล้วจึงจะไต่ขึ้นถึงขั้น self-actualization ซึ่งเป็นขั้นความฉลาดด้านจิตวิญญาณ   

คนเราต้องเรียนรู้ยกระดับจิตใจและตัวตน จากการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งต่อภายในตนเอง และต่อภายนอกตนเอง    คือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและสภาพแวดล้อม   จนตัวตนแข็งแรง   จึงจะถึงคราวทำให้ตัวตนหลุดออกจากความผูกพันกับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในตน  เพื่อให้เกิดจิตอิสระ  และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ    สภาพจิตอิสระอาจเรียกว่าจิตที่มีสมาธิ (meditative state) 

ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ผจญภัยกลางแจ้ง ตีความเรื่องความฉลาดด้านจิตวิญญาณไว้ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นธรรมชาติตามปกติของมนุษย์ (๒) มีความลี้ลับ  (๓) มีความรู้สึกกลัว และแปลกประหลาด  (๔) เชื่อมโยงกับความเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้คน ตนเอง และจักรวาล  (๕) เป็นความงาม สุนทรียะ  (๖) เป็นการก้าวข้าม (transcendent)  (๗) เป็นประสบการณ์สูงสุด (peak experience)  (๘) เป็นการสร้างความรู้สึกสงบภายใน  ความเป็นหนึ่งเดียว  และความสงบ (๙) ถิ่นทุรกันดารช่วยดึงดูดมิติด้านจิตวิญญาณ 

๗ วิธีปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ ได้แก่ (๑) หาทางสัมผัสตัวตนของตนเองส่วนที่มีมิติด้านจิตวิญญาณสูง   ถามตนเองทุกวันว่า ฉันจะทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร กฎแห่งธรรมะ  (๒) ฝึกอยู่กับความเงียบ  เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ฝึกจิตให้ไม่ตัดสิน  กฎแห่งความบริสุทธิ์  (๓) ฝึกเป็นผู้ให้  โดยรับของขวัญจากชีวิต  แล้วมอบความหวังดีแก่ผู้อื่น ให้มีความสุข  กฎแห่งการให้  (๔) แสวงหาทางเลือกในปัจจุบันขณะ  โดยถามตนเองว่า การตัดสินใจนั้นจะนำความสุขมาให้แก่ตนเองและผู้อื่นหรือไม่  กฎแห่งกรรม  (๕) ยอมรับผู้คนและสถานการณ์ตามที่เป็น  ปฏิบัติตัวโดยไม่กล่าวโทษ  ไม่ปกป้อง ไม่ชักจูง  กฎของอุเบกขา  (๖) ทำรายการเจตจำนงของตน  แล้วปล่อยให้ล่องลอยไปในจักรวาล   ดำรงตนตามเจตจำนง กฎของความมุ่งหวัง  (๗) ปล่อยให้ตนเองและผู้อื่นเป็นไปตามที่เป็น  ทำความเข้าใจความไม่แน่นอน เชื่อในโอกาสทุกรูปแบบ กฎของความไม่ยึดติด    

ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalistic intelligence – NQ)

เป็นความสามารถมีความรู้สึกใกล้ชิดเป็นพิเศษกับธรรมชาติ มีความพิศวงต่อทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ    สามารถรับรู้ประสาทสัมผัสจากธรรมชาติได้ลึกและครบมิติ    ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ  เกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกกว่าการใคร่ครวญสะท้อนคิด  มีความสำคัญต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ในกรณีของประสบการณ์ธรรมชาติกลางแจ้ง     

ในการเรียนรู้จากการสัมผัสธรรมชาติ ควรเน้น ๓ ขั้นตอนของการเรียนรู้ คือ  (๑) Sensing  โดยการสังเกตซ้ำๆ ช้าๆ   มีสมาธิอยู่กับสิ่งนั้น จนคล้ายหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน  (๒) Presencing   ถอยออกมาและสะท้อนคิด เพื่อให้ความรู้ภายในเผยออกมา   (๓) Realizing  สร้างความจริงชุดใหม่  นำมาปฏิบัติทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ   

ความฉลาดด้านสร้างสรรค์ (Creative intelligence - CQ/CI)

ความฉลาดด้านสร้างสรรค์ยังเป็นที่พิศวง   ว่าทำไมบางคนจึงเกิดแรงบันดาลใจและสร้างนวัตกรรมได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้    เป็นที่รู้กันว่าความฉลาดด้านสร้างสรรค์ไม่เกี่ยวกับปัญญา (intellect)    และที่น่าสนใจคือ เด็กมีมิตินี้สูงกว่าผู้ใหญ่    คล้ายๆ มนุษย์เราสูญเสียมิติด้านความสร้างสรรค์ไปกับความเป็นผู้ใหญ่   

ความคิดสร้างสรรค์มีสองช่วงคือ ช่วงแรกคิดฟุ้งหรือคิดแตกต่างหลากหลาย (divergent thinking)   แล้วจึงคิดหาทางเลือกหรือหาข้อสรุป (convergent thinking)    คนที่มีความสร้างสรรค์สูงมักเป็นนักคิดฟุ้ง    ซึ่งมีคุณสมบัติ มีไอเดียมากหลากหลายและยืดหยุ่น  มีความคิดใหม่ๆ  ขยายความคิดเก่ง  ว่องไวต่อปัญหา  และให้ความหมายใหม่เก่ง   เปรียบเทียบเก่ง   คิดแหวกแนว (lateral thinking) เก่ง   มีปัญญาญาณ (intuition)    มีความเป็นตัวของตัวเองสูง    และคิดเล่นๆ เก่ง    คนที่มีความสร้างสรรค์สูงมักก่อผลกระทบต่อสภาพเดิมๆ  จึงมักได้ชื่อว่าเป็นนักก่อความยุ่งยาก     

มีผู้เสนอว่า ความคิดสร้างสรรค์มี ๔ ขั้นตอน คือ  (๑) พิศวงสงสัย  (๒) แรงจูงใจ (๓) ความกล้าหาญทางปัญญา  (๔) ผ่อนคลาย   

คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐานสำหรับความสร้างสรรค์คือ  ความช่างสงสัย ชอบลอง   ขี้เล่น  กล้าเสี่ยง คิดยืดหยุ่น คิดเชิงอุปมาอุปมัย มีสุนทรียะ   ตัวปิดกั้นความสร้างสรรค์มักเกิดจากการที่ผู้อื่นประเมินความคิดนั้นเร็วเกินไป   เขาจึงแนะนำให้แยกระหว่างกระบวนการเสนอไอเดีย  กับกระบวนการประเมินไอเดีย   

มีผู้เสนอขั้นตอนของ CI และการปลดปล่อยตนเอง ว่าประกอบด้วย  (๑) การแยกตัว (detachment)   สร้างความรู้สึกว่าปัญหาเป็นเรื่องที่อยู่ไกล  (๒) เข้าไปเกี่ยวข้อง   ในลักษณะที่ตัวตนของเราคล้ายเป็นสปริง เด้งเข้าเด้งออก  (๓) ผัดผ่อน   ไม่รีบตัดสิน (๔) ตั้งสมาธิ เพื่อให้จิตอิสระ  (๕) กำหนดความรู้สึก ให้ทางออกโผล่ออกมาเอง   

มีผู้แนะนำว่า    การมี CI หมายถึงการมี “กรอบ” (frame) ของความคิด หลายกรอบ หรือหลากหลายแบบ  ทำให้มีทางเลือกที่หลากหลาย   

อีกแนวทางหนึ่งคือ ใช้การคิดแบบที่ต่างจากแนวปกติที่คิดเป็นถ้อยคำ   แนวทางใหม่คิดเป็นภาพ เป็นความรู้สึก เป็นปัญญาญาณ   แนวทางหลังคือการคิดสร้างสรรค์    

ปัญญา

ปัญญาเกิดจากประสบการณ์ชีวิต และการเรียนรู้ขั้นสูง    Howard Gardner กล่าวว่า ปัญญาเกิดจากการคิดขั้นสูงกว่าความฉลาดตามปกติ ๔ มิติคือ สามัญสำนึก  คิดริเริ่ม คิดอุปมา  และปัญญา     โดยที่ปัญญาคือความสามารถป้องกันไม่ให้อัตตาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจทางเลือกในชีวิต   

ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ให้นิยามปัญญาในการเอื้ออำนวยกระบวนการเพื่อการเรียนรู้ ว่าหมายถึงความชำนาญในการให้ความหมายต่อชีวิต และในการดำรงชีวิต   หรือหมายถึงระบบความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับมิติด้านปฏิบัติในชีวิต  โดยแจกแจงปัญญาสำหรับผู้อำนวยการเรียนรู้ไว้ดังนี้  (๑) ความรู้เกี่ยวกับตนเอง  และวุฒิภาวะ (๒) ความรู้ด้านความมุ่งมั่นและเป้าหมายในชีวิต  (๓) ความเข้าใจเงื่อนไขด้านวัฒนธรรม  (๔) มีกึ๋นที่จะยอมรับความผิดพลาด และรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น  (๕) เข้าใจจิตวิทยาและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น  เข้าใจทะลุเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (๖) สามารถมองทะลุเหตุการณ์  เข้าใจความหมายของเหตุการณ์   (๗) อดทนต่อความกำกวมไม่ชัดเจน และสามารถทำงานกับความกำกวมนั้น (๘) สะดวกที่จะทำงานกับกรณีที่ไร้ระเบียบ หรือมีระบบที่ไม่ดี  (๙) เข้าใจความมั่วของมนุษย์  (๑๐) เปิดใจรับเหตุการณ์ที่ไร้เหตุผล หรือไม่เป็นไปตามประเพณีหรือวัฒนธรรม  (๑๑) สามารถตีกรอบเรื่องราว เพื่อนำสู่การปฏิบัติได้  (๑๒) หลีกเลี่ยงการเหมารวม  (๑๓) คิดภาพรวม  เปิดใจ  คิดแบบปลายเปิด  คิดโดยเข้าใจบริบท  (๑๔) สามารถเข้าใจกระบวนการคิด (meta-thinking)  (๑๕) สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของปัจจัยที่หลากหลาย  มองเห็นจุดผิดพลาดของการให้เหตุผล  ความสามารถสังเคราะห์   (๑๖) สามารถป้องกันไม่ให้ประสบการณ์ก่อตัวเป็นจุดบอด (๑๗) สามารถมองภาพปัญหาในระยะยาว (๑๘) ทำหน้าที่สองหน้า คือแสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ และในเวลาเดียวกันก็ท้าทายและสร้างความหงุดหงิด  (๑๙) เข้าใจมิติด้านจิตวิญญาณในชีวิต     

สรุป

เป้าหมายของบันทึกชุดนี้คือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ให้ได้ผลในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง    จะได้ผลดีจริง ครูฝึกต้องเข้าใจเข้าใจมิติต่างๆ ของการคิด การรู้ และความฉลาด    ที่มีความซับซ้อนยิ่ง    นำสู่ความจริงที่ว่า การเรียนรู้เป็นองค์รวมของกิจกรรมในสมอง ร่างกาย  ปัญญาญาณ (intuition หรือ gut feeling)   อารมณ์  และความรู้สึกด้านจิตวิญญาณ   เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวเรา    นอกจากนั้น Peter Senge ยังท้าทายไว้ว่า ขั้นตอนต่อไปของความฉลาดคือ การทำให้ปัจเจกบุคคลหลอมรวมกันเป็น “ปัญญาหนึ่งเดียว” (single intelligence)    ในสภาพที่บุคคลมีร่างกายแยกกัน แต่รวมใจเป็นหนึ่งเดียว    

วิจารณ์ พานิช

๑๗ พ.ค. ๖๖

ห้อง ๑๖๐๒  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลศิริราช