ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018)  เขียนโดย Colin Beard  และ John P. Wilson   

 

ตอนที่ ๑๘ นี้  ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๗ Experience and emotions (the feeling dimension) 

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ อารมณ์และความรู้สึกมีความสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้   เป็นทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ต่อการเรียนรู้   หน้าที่ของผู้เรียนและครูฝึกคือสร้างมิติเชิงบวกของอารมณ์ความรู้สึกเพื่อหนุนการเรียนรู้คุณภาพสูง   

ความฉลาดด้านอารมณ์ (emotional intelligence) ช่วยให้มีชีวิตที่ดี   โดยช่วยยกระดับการสื่อสาร  เพิ่มขวัญกำลังใจของทีมงาน  เพิ่มความร่วมมือ  ลดการเล่นการเมืองในที่ทำงาน ช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งลึกๆ  และลดเจตคติด้านลบ       

อารมณ์เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อจิตใจ   หรือเป็นการสะท้อนคิดของจิตใจภายในร่างกาย    อารมณ์เกิดขึ้น ณ จุดที่จิตกับกายบรรจบกัน  อารมณ์ที่แสดงออกทางกายเป็นเครื่องแสดงออกที่ตรงไปตรงมาของจิตใจ    ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ต้องมีความสามารถในการรับรู้อารมณ์ และจัดการอารมณ์ของผู้เรียน ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้    โดยต้องตระหนักว่า อารมณ์ลบ หรือความรู้สึกอึดอัดขัดข้อง มีคุณ สามารถช่วยให้ผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัย    และเข้าสู่การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ได้    มีกรณีตัวอย่างอยู่ในบทท้ายๆ ของหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง      

คิดเร็ว

เขาอ้างถึงหนังสือ Thinking, Fast and Slow เขียนโดย Daniel Kahneman   ที่บอกว่าสมองส่วนคิดเร็ว เป็นเรื่องเพื่อความมีชีวิตรอดโดยตอบสนองสิ่งที่รับรู้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายใยสมองที่ผ่าน amygdala  ซึ่งเป็นระบบสมองว่าด้วยความรู้สึกและอารมณ์ (feeling brain)    สมองส่วนที่ทำหน้าที่พื้นฐานที่สุด ทำงานอย่างอัตโนมัติ ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ  อุณหภูมิร่างกาย เป็นต้น เรียกว่า functioning brain หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน   สมองส่วนที่ทำหน้าที่ก้าวหน้าที่สุดเป็นสมองส่วนคิด (thinking brain)    อยู่ตรงหน้าผาก (cerebral frontal lobes)    แยกออกเป็นสองซีกซ้ายขวา ทำหน้าที่ต่างกันแต่ประสานกัน  

สมองส่วนที่ ๑ ทำหน้าที่พื้นฐานของการมีชีวิตอย่างอัตโนมัติ   สมองส่วนที่ ๒ ทำหน้าที่คิดเร็วหรืออารมณ์ ซึ่งก็เกือบเป็นการทำหน้าที่อย่างอัตโนมัติ   สมองส่วนที่ ๓ ทำหน้าที่คิดช้าหรือคิดรอบคอบ   การเรียนรู้ที่ดีจะช่วยให้เราควบคุมสมองส่วนที่ ๒ ได้ดีขึ้น  ทำให้การตอบสนองอย่างรวดเร็วอยู่บนพื้นฐานของความสงบ มีเมตตา และเห็นแก่ส่วนรวม 

อารมณ์กับความคิด เชื่อมโยงกัน   ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ต้องรู้จักใช้การกระตุ้นอารมณ์ให้เป็นประโยชน์   เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้น   อารมณ์ที่รุนแรงจะช่วยให้จดจำเหตุการณ์นั้นแบบไม่รู้ลืม        

 ผมอ่านหนังสือ Thinking, Fast and Slow  และสรุปเป็นบันทึกเรื่อง คิดอย่างเร็วและคิดอย่างช้า  อ่านได้ที่ gotoknow.org/posts/636957 

สื่อสารด้วยความรู้สึก

เป็นการสื่อสารด้วยความรักและเมตตา เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (และตนเอง)   ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึก   เขาเรียกการฝึกนี้ว่า CC (Compassionate Communication)  หรือ CFT (Compassion-Focused Therapy)   โดยที่คนที่ไม่ได้ฝึกมักเผลอสื่อสารด้วยความโกรธหรือกล่าวหา (ผู้อื่นหรือตัวเอง)    โดยมีขั้นตอนการฝึก ๔ ขั้นตอนคือ 

  • ฝึกคิดหรือพูดตามที่สังเกตเห็น   ไม่ใช่ตามที่ประเมิน 
  • ฝึกรับผิดชอบความรู้สึกของตน โดยตระหนักว่าโดนกระตุ้นด้วยสภาพแวดล้อมภายนอก  สาเหตุของความรู้สึกไม่ดีมาจากวิธีคิดแบบกล่าวโทษ (blame-based thinking) เพื่อหาทางบรรลุความต้องการของตน    ซึ่งจะช่วยให้การสื่อสารเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงหรือเมินเฉย    มาเป็นสื่อสารอย่างจริงใจ 
  • ฝึกตระหนักรู้ความต้องการของมนุษย์ (ตนเองและผู้อื่น)   เช่นการมีชีวิตที่ดี  มีแวดวงสังคม มีชีวิตที่มีความหมาย  ได้รับความเห็นอกเห็นใจ    และฝึกคิดบวกคิดสร้างสรรค์ต่อความตระหนักรู้ดังกล่าว
  • ฝึกพูดในลักษณะขอความช่วยเหลือ (request)  ไม่ใช่เรียกร้อง (demand)

ผมตีความว่า เป็นการฝึกให้อารมณ์บวก หรือจิตวิทยาเชิงบวกเป็นเจ้าเรือน   ที่จะช่วยให้ชีวิตของตนเองและคนรอบข้างมีความสุข   และกิจการงานดำเนินไปด้วยดี    

 CFT เป็นกระบวนการฝึกระบบกำกับดูแลอารมณ์ ๓ ระบบคือ  (๑) ระบบจัดการความท้าทาย  ที่เกี่ยวกับความโกรธและความกลัว  “สู้หรือหนี”  (๒) ระบบจัดการแรงกระตุ้นและตัวช่วย  เกี่ยวกับความต้องการและการแสวงหา  (๓) ระบบปลอบโยนและให้ความปลอดภัย   เกี่ยวกับความเมตตา  ความเข้าอกเข้าใจ  และลดกิเลส   

หัวใจสำคัญคือ การฝึกให้เสียงภายในตนเองเปลี่ยนจากเสียงตัดสินอย่างไม่สร้างสรรค์   ไปสู่เสียงของความเมตตาเห็นอกเห็นใจ ปลอบโยนตนเอง   ที่จะช่วยลดความความวิตกกังวลซึมเศร้า และเพิ่มความสุข  

การฝึกสติภาวนา (mindfulness) ก็เป็นการฝึกสื่อสารต่อตนเองแบบหนึ่ง   

ทั้งหมดนั้น เป็นการฝึกให้เป็นนายของอารมณ์ของตนเอง (emotional mastery)    หรือฝึกความฉลาดทางอารมณ์นั่นเอง   

อารมณ์กับการเรียนรู้จากประสบการณ์

คำว่าอารมณ์ของไทยตรงกับคำภาษาอังกฤษ ๒ คำ คือ emotion กับ mood    โดย mood หมายถึงพื้นฐานทางอารมณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง หรือในสถานการณ์หนึ่ง    อารมณ์ทั้งสองแบบมีผลต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์    อารมณ์บวก ที่นำสู่ประสบการณ์เชิงบวก  ที่ผู้เรียนมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง  มีความรู้สึกนับถือตนเอง    ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น   มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน   จะสามารถเรียนรู้ได้ดี   

มีผู้อธิบายว่า mood เป็นสภาพของสมดุลระหว่างพลังงาน กับความเครียด    ปัจจัยที่มีผลต่อ mood ได้แก่ การออกกำลังกาย  อาหาร  เครื่องดื่ม อากาศบริสุทธิ์    แน่นอนว่า mood ด้านบวกมีผลดีต่อการเรียนรู้    และ mood ด้านลบ ก่ออุปสรรคต่อการเรียนรู้     

คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ (emotional intelligence) สูง จะเรียนรู้ได้ดี   ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึง ความสามารถทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และของผู้อื่น   และนำมาใช้ในปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและในการจัดการปัญหา  เกิดผลลดความโกรธ ความรุนแรง    เกิดความร่วมมือ  เกิดความสมดุลย์ในชีวิต  และเกิดพลังสร้างสรรค์   

มีผู้เสนอว่า ความฉลาดทางอารมณ์มี ๕ ด้านคือ  (๑) ดูแลอารมณ์ของตนเอง  (๒) จัดการอารมณ์  (๓) จูงใจตนเอง  (๔) เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น  (๕) ดูแลความสัมพันธ์   

ความรู้สึกกลัว เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้  ในสังคมมีการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ เช่นการบริหารโดยใช้ความกลัว (fear-based management)    การเลี้ยงลูกโดยใช้ความกลัว (fear-based parenting)    เป็นแนวทางที่ผิดและก่อผลร้าย    ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในโรงเรียนไทยจำนวนไม่น้อย ครูยังทำหน้าที่หรือมีปฏิสัมพันธ์โดยใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือบังคับให้เด็กอยู่ในโอวาท    เป็นแนวทางที่สร้างผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเด็ก   

พลังของสภาพของอารมณ์ (emotional state) 

เป้าหมายของการทำสิ่งใดก็ตาม คือการได้อยู่ในสภาพที่มีการกระตุ้นอย่างพอดี (optimum stimulation)   ทำให้ประสบการณ์นั้นเป็น “ประสบการณ์ที่พอดี” (optimum experience)    ที่นำสู่การเรียนรู้สูงสุด  และเกิดความสุข ความสมดุลในชีวิต    ความสมดุลดังกล่าว อาจเป็นสมดุลของ ๔ ด้าน คือ กาย จิต อารมณ์ และจิตวิญญาณ   มีผู้บอกว่าต้องเป็นสมดุล ๕ ด้าน มีตัวย่อว่า SPICE (spiritual, physical, intellectual, career, emotional)  ทั้งหมดนั้น นำสู่ความสมดุลของสภาพการดำรงอยู่ (being) ในสภาพจิตใจที่เป็นประสบการณ์สูงสุด (peak experience)    

คลื่นอารมณ์

อารมณ์ของคนเราขึ้นลงเป็นเสมือนคลื่น    หากได้รับการกระตุ้นที่ดี ก็จะเกิดสภาพที่เรียกว่า ประสบการณ์สูงสุด (peak experience) แล้วจะลดลง เข้าสู่สภาพผ่อนคลาย   ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ต้องเข้าใจคลื่นอารมณ์นี้ และนำมาใช้กระตุ้นผู้เรียนอย่างเหมาะสม   รวมทั้งจัดให้มีช่วงผ่อนคลาย และช่วงฝึกสมาธิภาวนาด้วย   

Beard & Wilson นำมาสร้างเป็น “คลื่นการเรียนรู้” (learning waves) ที่แสดงบทบาทของครูฝึก และบทบาทของผู้เรียน ฝ่ายละ ๖ ขั้นตอน    ดังในรูป

 

คุณค่าของอารมณ์สงบ

อารมณ์สงบมีไว้สำหรับใคร่ครวญสะท้อนคิด   ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งของการเรียนรู้จากประสบการณ์    ครูฝึกต้องจัดหาพื้นที่ทางกายภาพเพื่อการนี้    การมีความสงบภายใน จะช่วยกระตุ้นความสามารถในการรับรู้ความรู้สึก   และในช่วงที่จิตสงบ ไม่มีการคิดเรื่องยุ่งๆ   สมองจะดำเนินการตัดต่อและจัดระบบข้อมูลภายใน   ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่แน่นแฟ้นขึ้น    สภาพนี้เกิดขณะนอนหลับ  ขณะวิ่ง เดิน หรือว่ายน้ำออกกำลัง   ขณะอาบน้ำ  ปฏิบัติสมาธิภาวนา    เขียนบันทึก   หรือแม้แต่ขณะขับรถยนต์ไปทำงาน       

การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เลื่อนไหล (flow)

ประสบการณ์เลื่อนไหล (flow) เป็นสภาพจิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน   ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ของตนเองมาแล้ว    เป็นสภาพที่จิตนิ่งดื่มด่ำอยู่กับกิจกรรมหนึ่งจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว    อาจกล่าวได้ว่าจิตตกอยู่ในภวังค์ คล้ายครึ่งรู้ตัวครึ่งไม่รู้ตัว   ทำกิจกรรมนั้นไปในสภาพกึ่งอัตโนมัติ    มีความสุขความพอใจอยู่กับปัจจุบันขณะ   ไม่มีอารมณ์ของกิเลสเข้ามารบกวน    ไม่มีความเบื่อหน่ายหรือวิตกกังวล    ดั่งบรรลุนิพพาน 

คนที่เข้าสู่สภาพจิตเช่นนี้ได้ง่าย ถือว่าเป็นคนที่มีทักษะสูง และสมดุลใน ๔ ด้าน คือ กาย  ปัญญา อารมณ์ และสังคม    โดยผมขอเพิ่มด้านที่ ๕ คือ การเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะต่อกิจกรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น   

ผมเขียนตีความหนังสือ Flow : The Psychology of Optimal Experience เขียนโดย Mihaly Csikszentmihalyi ไว้ที่  Gotoknow.org/posts/652794

ประสบการณ์ การเรียนรู้ และอัตตา

การเรียนรู้ทั้งหมดเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์เดิม    หนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร (https://goo.gl/fPD7P5)  บอกว่า การเรียนรู้เกิดจากการใช้ความรู้เดิมจับความรู้ใหม่ เข้าไปบูรณาการหรือเปลี่ยนแปลงความรู้เดิม   

ในความเป็นจริง ในหลายกรณีแทนที่ความรู้เดิมจะเป็นตัวช่วยการเรียนรู้    กลับเป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้   เพราะเราหลงเชื่อความรู้เดิมแบบหัวปักหัวปำ   จึงไม่ยอมเปิดใจรับความรู้ใหม่ที่ต่างจากความรู้เดิมอย่างขั้วตรงกันข้าม   ยิ่งหากเรามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับความรู้เดิม  โอกาสที่จะเปิดใจก็จะยิ่งยากขึ้น    ตัวอย่างเช่น ความรู้เรื่องโลกกลม และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ที่ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี กว่าคนทั่วไปจะเชื่อ    และในปัจจุบัน ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ถูกปฏิเสธโดยนักการเมืองและประชาชนอเมริกันจำนวนมาก รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ 

ความกลัว เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยมีอัตตา (อีโก้) อยู่เบื้องหลัง ว่ากิจกรรมนั้นจะกระทบภาพลักษณ์ตัวตนของตนเอง   

กล่าวง่ายๆ ว่า   การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการเรียนรู้จากกิจกรรมในปัจจุบันขณะ  อุปสรรคสำคัญจึงเป็นสภาพจิตที่วิตกกังวลอยู่กับอดีตและอนาคต   ทำให้จิตไม่มีสมาธิอยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำ     และสภาพจิตเช่นนั้น เจ้าตัวไม่ตระหนัก    แต่ครูฝึกการเรียนรู้จากประสบการณ์ต้องตระหนักในความจริงข้อนี้ และสังเกตผู้เรียนเป็นรายคน   และหาทางปลอดปล่อยความวิตกกังวลนั้น   

อุปสรรคใหญ่ของการเรียนรู้จึงเป็น “พื้นที่เคยชิน” (comfort zone) ที่คนทั่วไปไม่อยากออกไปจากพื้นที่นั้น   สิ่งที่ครูฝึกไม่ควรทำคือลากหรือบังคับให้ผู้เรียนออกจากพื้นที่นั้น    เพราะจะทำให้ประสบการณ์การเรียนรู้นั้น มีลักษณะเป็นประสบการณ์เชิงลบ หรือเรียนด้วยความเครียด   ครูฝึกต้องมีกุศโลบายทำให้การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ให้ความพึงพอใจ   จึงเกิดคำ edutainment, leisure and learning   ซึ่งเวลานี้มีบริการสำหรับผู้ใหญ่ มากมายหลากหลายรูปแบบ สำหรับใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจควบคู่ไปกับการเรียนรู้    ที่ผู้จัดหรือครูฝึกมีวิธีสร้างสะพานเชื่อมอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนเข้ากับประสบการณ์การเรียนรู้       

วิธีเข้าสู่ความรู้สึกอย่างง่ายๆ 

เครื่องมือที่ใช้นำทางที่ใช้บ่อยคือ อารมณ์ขัน  อุปมาอุมัย  สามเกลอ (trilogies)  และการเล่าเรื่อง   ใช้เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกเข้ากับประสบการณ์การเรียนรู้   นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือทำให้ความรู้สึกโผล่ออกมา และท้าทายอารมณ์ 

การจัดการความรู้สึก  การทำให้ความรู้สึกโผล่ออกมา  และการแสดงออกด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการทักษะขั้นสูง   ที่สำคัญคือต้องไม่ปฏิเสธหรือเก็บกด   ต้องยอมรับว่ามีอยู่ และอาจก่อผลร้ายก็ได้ ก่อผลดีก็ได้    หน้าที่ของครูฝึกและผู้เรียนคือ ช่วยกันทำให้เป็นปัจจัยบวก   

บรรยากาศทางอารมณ์ : การกำหนดอารมณ์และความรู้สึกผ่อนคลายแต่ตื่นตัว

สภาพที่ต้องการคือ ความตื่นตัวแบบผ่อนคลาย สำหรับเป็นพื้นฐานทางอารมณ์เพื่อการเรียนรู้    มีวิธีกระตุ้นพื้นฐานทางอารมณ์แบบนี้มากมาย    โดยใช้เสียง (ดนตรี เรื่องเล่า)   แสง  สี กลิ่น   เช่นแว่นตาเพื่อการผ่อนคลาย (relaxation glasses)    ดนตรี mind-lab   และสินค้าอื่นๆ มากมาย    โดยมีหลักการเกี่ยวกับกลิ่นว่า  (ก) กลิ่นส้มช่วยการสื่อสาร  (ข) กลิ่นโหระพา และมะนาวช่วยเพิ่มความแจ่มใสของสมอง  (ค) กลิ่นสนให้ความสดชื่นและแรงบันดาลใจ   (ง) กลิ่นกระดังงาลดความโกรธ  (จ) กลิ่นมะกรูดให้ความสงบ พบในชา Earl Grey    

เอาชนะความกลัว

อารมณ์โกรธ (anger) และก้าวร้าว (aggression) เป็นอารมณ์ที่พบเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้บ่อยมาก    โดยมักมีรากฐานมาจากความกลัว (fear)     และยาบำบัดความกลัวคือความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน (trust)    แต่ความกลัวก็อาจส่งผลบวกต่อการเรียนรู้ได้บ้างในบางกรณี   

คนบุคลิกหนึ่งที่อาจมีความกลัวซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจคือ “คนสมบูรณ์แบบ” (perfectionist) ที่มองผิวเผินมักมีความสำเร็จในชีวิต  แต่ลึกๆ ภายในใจเป็นคนไม่มีความสุข มีความหวั่นไหวอยู่ภายใน   เพราะมีความกลัวซ่อนอยู่  คือกลัวจะยังไม่ดีพอ  กลัวถูกตำหนิ  วิธีแก้คือ จัดเวลาและสถานที่ให้ผู้นั้นได้สื่อสารความรู้สึกและอารมณ์ของตนในปัจจุบันขณะออกมา    เพื่อให้เกิดการรู้เท่าทันอารมณ์    หรือเกิดปัญญาทางอารมณ์ (emotional intelligence)    โดยครูฝึกต้องสังเกตการสื่อสารอารมณ์ที่แสดงออกทางกาย    ว่าตรงหรือไม่ตรงกับที่พูด    

ทำแผนที่อารมณ์

การทำแผนที่อารมณ์ (emotion map หรือ fear map)    ว่าเมื่อไรตนรู้สึกเศร้า  รู้สึกไม่ดี รู้สึกดีใจ  รู้สึกกลัว  เชื่อมโยงกับเหตุการณ์อะไร    เพื่อช่วยให้ผู้นั้นทำความเข้าใจสภาพขึ้นๆ ลงๆ ของอารมณ์ความรู้สึก เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และปฏิสัมพันธ์    จะช่วยให้รู้จักตนเอง และเห็นเส้นทางที่ตนต้องการดำเนินชีวิต  และช่วยให้สมองเปลี่ยนการเชื่อมโยงใยประสาท   เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางอารมณ์   

หลักการสำคัญคือ ช่วยให้ผู้นั้นได้มีวิธี “คุยกับตนเอง”   คล้ายๆ คุยกับอีกคนหนึ่งหรือหลายคน     โดยใช้ภาษาเชิงบวก    คล้ายเป็นการฝึกปฏิสัมพันธ์ทางสังคม   โดยเปลี่ยนการพูดคุยเชิงวิตกกังวล มาเป็นถ้อยคำเชิงให้กำลังใจและให้อภัย 

การทำแผนที่อารมณ์ และคุยกับตนเองด้วยภาษาเชิงบวก จะช่วยเปิด Johari Window ช่องที่เป็นจุดบอด (blind spot) ให้ผู้นั้นรู้จักตนเองดีขึ้น       

ใช้สามเกลอในการฝึกอารมณ์

สามเกลอ (trilogies) เป็นเครื่องมือ ๓ ชิ้นต่อหนึ่งชุด สำหรับใช้ฝึกจัดการอารมณ์  หลักการสำคัญคือ การมีอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์ใด ไม่ใช่เรื่องเสียหาย    แต่วิธีการส่งต่ออารมณ์ และส่งให้ใคร เป็นเรื่องที่ต้องฝึก   ตัวอย่างของสามเกลอได้แก่

  • ความฉลาดทางอารมณ์  ประกอบด้วย (๑) ไฟแดง : หยุด  ระงับอารมณ์ คิด  (๒) ไฟเหลือง  บอกปัญหา และความรู้สึก  (๓) ไฟเขียว  ดำเนินการต่อ ลองดำเนินการตามแผนที่ดีที่สุด 
  • สามเกลอสำหรับควบคุมความโกรธของตนเอง ประกอบด้วย  (๑) บอกตัวเองว่า หยุด ฉันไม่ชอบ  (๒) สูดหายใจยาวๆ  ระหว่างหายใจเข้า ผ่อนคลายใบหน้า ปาก และขากรรไกร   ระหว่างหายใจออกผ่อนคลายมือ แขน  ไหล่   (๓) แสดงพฤติกรรมช้าๆ  อย่างมีสติ   ใช้พฤติกรรมที่ลดความเกรี้ยวกราดลง   
  • สามเกลอสำหรับสงบพฤติกรรมของผู้อื่นลง  (๑) ช่วยให้ผู้นั้นสงบลง   เน้นสงบอารมณ์ ไม่ใช่เหตุผล  (๒) เข้าถึง  “อา เข้าใจแล้ว (ผงกศีรษะ) เราสามารถจัดการเรื่องนี้โดย ...”   หลักการคือหาทางคุยกันโดยลดอารมณ์ลง  ด้วยคำถามปลายเปิด  (๓) ควบคุม  แบ่งประเด็นออกเป็นประเด็นย่อยๆ และหาทางออก        
  • (๑) ฟัง  สิ่งที่เขาพูด แสดงท่าทีว่าเข้าใจ  อย่าปฏิเสธ  แก้ตัว  หรือหาเหตุผล (๒) โฟกัส ต่อเรื่องนั้น และหาความกระจ่าง  (๓) เคลื่อน สู่ทางออกและข้อตกลง 
  • ยับยั้งการโต้เถียงภายในใจ  (๑) หยุดความคิด  ทันใดที่ได้ยิน บอกตัวเองให้หยุดความคิด  (๒) ท้าทายความแม่นยำ  ถามตัวเองว่า ฉันต้องการเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบจริงหรือ (๓) ทำให้ปัญหาเป็นเรื่องที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่    แทนที่ “ฉันทำไม่ได้” ด้วย “นี่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับฉัน”
  • แผนที่สามเกลอ  (๑) ทบทวน อดีต  (๒) สร้างพลัง ปัจจุบัน  (๓) หันทิศใหม่ อนาคต

ใช้อารมณ์ขันและอารมณ์บวกอื่นๆ

หลักการสำคัญของการจัดกิจกรรมเรียนรู้จากประสบการณ์คือ  เริ่มด้วยกิจกรรมละลายน้ำแข็ง   เพื่อสร้างความพร้อมทางอารมณ์ต่อการเรียนรู้    การใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง    และควรใช้เป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม    วิธีอื่นๆ มีมากมาย    วิธีง่ายๆ เช่น ให้มองท้องฟ้า  ทำหน้าอย่างมีความสุข  และยิ้ม   อีกวิธีหนึ่งคือให้เลิกคิ้วเป็นเวลา ๑ นาที   

เข้าสู่อารมณ์ผ่านการเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปมัย (metaphore) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสื่อความหมายหรือทำความเข้าใจประสบการณ์ที่เข้าใจยากหรือมีความซับซ้อน    แต่การเปรียบเทียบจะมีคุณค่าต่อเมื่อ  (๑) สามารถตีความ  (๒) ในลักษณะที่ช่วยให้มองเห็นภาพ  (๓) ที่นำสู่ถ้อยคำ  (๔) ที่สื่อความหมาย  (๕) ต่อผู้นั้นโดยเฉพาะ 

การเปรียบเทียบช่วยเชื่อมจิตสำนึกเข้ากับจิตไร้สำนึก    ในคนที่มีปัญหาติดสารเสพติด  มีบาดแผลทางใจ หรือถูก กระทำ คนเหล่านี้อาจขาดความรู้สึกของการมีตัวตน   นักบำบัดอาจช่วยโดยให้ผู้นั้นเปรียบเทียบตนเอง (self-metaphore)    เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกมีตัวตน 

การเปรียบเทียบอาจนำเสนอผ่านการเล่าเรื่อง   การ์ตูน หรือสื่ออย่างอื่น   

สรุป

การเรียนรู้จะแข็งแรงหากผู้เรียนค้นพบสิ่งที่ตนเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์    ซึ่งอารมณ์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ    คือช่วยให้จดจำประสบการณ์นั้น และข้อเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น       

วิจารณ์ พานิช

๑๖ พ.ค. ๖๖

ห้อง ๑๖๐๒  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลศิริราช