ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้  ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018)  เขียนโดย Colin Beard  และ John P. Wilson    

ตอนที่ ๑๒ นี้  สะท้อนคิดจากการอ่านหนังสือบทที่ ๑  A brief introduction to experiential learning   

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ได้จากการได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง    แล้วสมองมนุษย์นำข้อมูลที่ได้มาจัดระบบ จัดลำดับ แยกแยะ จัดกลุ่ม จัดรูปแบบ และเชื่อมโยง    ทำให้เกิดการเรียนรู้ครบด้านหรือหลากหลายมิติ  และสร้างการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อใยประสาทสมอง   

หนังสือเล่มนี้ เสนอวิธีการกระตุ้นให้การเรียนรู้จากประสบการณ์มีพลังยิ่งขึ้น    มากกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ    และทำความเข้าใจพลังของ “ประสบการณ์” ที่มนุษย์จินตนาการขึ้นเอง    โดยไม่ต้องมีเหตุการณ์จริง   ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง เตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น 

เมื่อเทียบกับหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015)  เขียนโดยDavid A. Kolb   อาจกล่าวได้ว่า หนังสือที่เขียนโดย ศ. เดวิด โคลบ์ เล่มนี้หนักไปทางททฤษฎี    ส่วนหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018)  เขียนโดย Colin Beard  และ John P. Wilson หนักไปทางปฏิบัติ   แต่ก็มีสาระเชิงทฤษฎีเพิ่มขึ้น เติมเต็มทฤษฎีที่เสนอโดย ศ. เดวิด โคลบ์ ด้วย   

การเรียนรู้จากประสบการณ์เกิดขึ้นในทุกก้าวย่างของชีวิตมนุษย์    ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนหรือในโรงเรียน   จึงมีคำที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์มากมาย ได้แก่ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่  การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning),  การเรียนรู้บนฐานปัญหา  การเรียนตลอดความกว้างของชีวิต (life-wide learning), การเรียนรู้ในที่โล่งแจ้ง (outdoor learning),   การเรียนรู้อย่างเสี่ยงภัย (adventure learning),  การเรียนรู้ด้วยการเล่นเกม (gamification), การฝึกอบรมและพัฒนาด้วยประสบการณ์ (experience-based training and development)   

การเรียนรู้จากประสบการณ์ในภาคปฏิบัติ    คือตั้งแต่ตอนที่ ๑๒ เป็นต้นไป จึงใช้มุมมองของนักปฏิบัติ   มากกว่ามุมมองของนักทฤษฎี อย่างที่เสนอในบันทึก ๑๑ ตอนแรก   และเป็นมุมมองของนักปฏิบัติด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคนในวัยทำงานเป็นหลัก    แต่ผมจะตีความให้ครูในโรงเรียนได้รับประโยชน์ด้วย    

เป็นมากกว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติ   

การเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติ   คือต้องมีมิติของการเรียนรู้ทฤษฎีร่วมด้วย    ดังได้กล่าวแล้วในบันทึก ๑๑ ตอนแรก    กล่าวใหม่ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้ทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีไปพร้อมๆ กัน  ไม่แยกกัน 

ผมสรุปเองว่า เป็นการเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) ในตัวผู้เรียน    โดยที่ประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อใยประสาทในสมอง    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านความรู้  ความคิด  เจตคติ ค่านิยม  ความว่องไวในการรับผัสสะ  ในการมีความรู้สึก   

การเรียนรู้จากการอ่านและฟังเท่านั้น ไม่ใช่การเรียนรู้จากประสบการณ์   ในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ตัวประสบการณ์เป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้    โดยปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ ว่าจะเรียนรู้ได้ครบถ้วนลุ่มลึกและเชื่อมโยงเพียงใด ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวผู้เรียน   ว่าให้ความสำคัญหรือคุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นเพียงไร   ซึ่งจะมีผลต่อการจดจ่อ (engagement) กับประสบการณ์นั้น   

การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นกระบวนการในโลกภายในตัวผู้เรียน (inner private world)  เชื่อมต่อกับกระบวนการในโลกภายนอกตัวผู้เรียน (outer public world)   โดยผมตีความว่าพื้นที่เชื่อมต่อของสองโลกนี้ เป็นพื้นที่ปลูกปัญญา ที่ครู, โค้ช,  ครูฝึก,  “คุณอำนวย” (facilitator) ที่มีความสามารถ จะช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม และทรงพลังได้    บันทึกในภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ตอนที่ ๑๒ เป็นต้นไป มีเป้าหมายเพื่อการนี้   

การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นสิ่งที่ผู้เรียนดำเนินการเอง   ผ่านการรับรู้  การจัดระบบโครงสร้างของสิ่งที่รับรู้สู่ความหมาย   อาจกล่าวได้ว่าเป็นการค้นหาความหมายด้วยตัวเอง    หรือกล่าวว่า เป็นการรับรู้และเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ให้กลายเป็นความรู้หรือการเรียนรู้    และในกระบวนการนี้ ตัวตนภายในของผู้เรียนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) 

ประสบการณ์ในฐานะสะพานเชื่อม

การมีประสบการณ์ (experiencing) หมายถึง มีกระบวนการเชื่อมต่อระหว่าง การปฏิบัติ (action) กับ การคิด (thinking)   และเชื่อมต่อมิติอื่นๆ ที่หลากหลาย ได้แก่ การกระทำ (doing) – การรู้ (knowing), ร่างกาย (body) – จิตใจ (mind), ธรรมชาติ (nature) -  บุคคล (person),  ภาคปฏิบัติ (practice) – ภาคทฤษฎี (theory),  ผู้ถูกกระทำ (object) – ผู้กระทำ (subject),  อุตสาหกรรม (industry) – การศึกษา (education)   

การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นสิ่งเข้าใจยาก  แต่ก็มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการทำความเข้าใจ    เช่น  (๑) ประสบการณ์เป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ (๒) ประสบการณ์ของการเรียนรู้ (experience of learning) นำสู่การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานของตัวตนของเรา  (๓) พลวัตของการเรียนรู้จากประสบการณ์มี ๔ ส่วน  ที่มี ๒ เส้นแบ่งคือ ประสบการณ์เพื่อ– ประสบการณ์ของ การเรียนรู้   และ ผ่านโลกภายใน – ผ่านโลกภายนอก  (๔) เงื่อนไขสำคัญต่อการเรียนรู้คือ แรงจูงใจของผู้เรียน  การมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (active engagement),  และ การอยู่ในประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง  (๕) ประสบการณ์เป็นเสมือนสะพานเชื่อมสองขั้วตรงกันข้าม ดังกล่าวแล้วในย่อหน้าบน 

ความเป็นจริงที่ต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาคือ ทั้งประสบการณ์ และการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ไม่คงที่ มีพลวัตอยู่ตลอดเวลา     คือเราไม่สามารถอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันได้สองครั้ง    แต่มนุษย์สามารถทบทวนประสบการณ์ในอดีต นำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดทีหลังได้ เขาเรียกว่า reflect on the experience   หากสะท้อนคิดขณะที่อยู่ในเหตุการณ์ เรียกว่า reflect in the experience    จะเห็นว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์หนึ่งๆ ทำซ้ำได้หลายครั้ง   แต่พึงตระหนักว่าในแต่ละครั้งมีปัจจัยเกี่ยวข้องแตกต่างกัน    จึงเกิดการเรียนรู้แตกต่างกันด้วย   

ครู หรือพี่เลี้ยงของการเรียนรู้จากประสบการณ์พึงตระหนักว่า   การเรียนรู้จากประสบการณ์อาจเป็นเครื่องมือสร้างอิสระทางความคิดของผู้เรียนก็ได้    หรือเป็นเครื่องมือครอบงำความคิดก็ได้   ครูหรือพี่เลี้ยงต้องมีทักษะในการทำให้กระบวนการนี้นำสู่การสร้างอิสระทางความคิด   ผมมีความเห็นว่าประโยคทองของครูหรือพี่เลี้ยงคือ “ใครมีความคิด หรือข้อเสนอ ที่แตกต่างจากที่มีการเสนอแล้วอีกบ้าง”

เป็นการเรียนรู้ที่มากกว่าการเรียนรู้ทางสังคมและทางวัฒนธรรม

ผู้เขียน (Beard & Wilson) บอกว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้ที่มากกว่าเรื่องราวทางสังคมวัฒนธรรม และธรรมชาติวิทยาของมนุษย์   คือเป็นการเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัวด้วย    และต้องมองผ่านเลนส์หรือมุมมองหลายมุมมอง   ได้แก่มุมมองด้านจิตวิทยาของการเรียนรู้   ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ของการเรียนรู้    รวมทั้งด้านอิทธิพลของจักรวาล (planetary process) ต่อการเรียนรู้   

มุมมองต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์จึงกว้างขวางเชื่อมโยงออกไปนอกมิติของมนุษย์

ความรู้ที่นำมาใช้ในการจัดการการเรียนรู้จากประสบการณ์ ยืมมาจากหลายศาสตร์    ได้แก่ จิตบำบัด  จิตวิทยาวิวัฒนาการ  การศึกษา การฝึกอบรมในองค์กร การพัฒนาองค์กร การเรียนรู้กลางแจ้งและผจญภัย การจัดการอีเว้นท์ และการจัดบริการผ่อนคลาย (leisure)   

มีการเอาใจใส่บทบาทของความรู้สึกและการคิดในประสบการณ์ของการเรียนรู้    รวมทั้งบทบาทของร่างกาย  และบทบาทของความงดงามของโลกรอบตัว   

การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์จึงมีความละเมียดละไมมาก

ประเด็นเกี่ยวกับภาษา

เป็นเรื่องของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารตอนโค้ช หรือ facilitate การเรียนรู้จากประสบการณ์    คำแนะนำที่สำคัญคือ โค้ช หรือ facilitator พึงพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น   พยายามปล่อยให้เหตุการณ์หรือประสบการณ์สื่อสารกับผู้เข้าร่วมเอง    โดยต้องไม่ลืมว่าสิ่งมีค่าที่สุดต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ อยู่ภายในตัวผู้เรียนรู้เอง    และภาษามีข้อจำกัดในการถ่ายทอดหรือตีความประสบการณ์   

ภาษามีมิติเชิงอำนาจ    ต้องระมัดระวังการใช้ภาษา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้มีอำนาจเหนือการเรียนรู้ของตนเอง     

วิจารณ์ พานิช

๗ พ.ค. ๖๖

ห้อง ๑๖๐๒  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลศิริราช