ผมไม่รู้จัก​เป็นการส่วนตัวกับพรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทย หรือ 8 พรรคซึ่งรู้กันในนามพรรคฝ่ายประชาธปไตย ที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกันอยู่ในปัจจุบันครับ  

และผมก็ไม่ได้เชื่อว่าประชาธิปไตยจะเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดและแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่ผมเชื่อว่าการมีรัฐบาลและผู้นำประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นดีกว่ารัฐบาลและผู้นำที่เป็นเผด็จการแน่นอน คืออย่างน้อยก็มีวาระที่เปิดโอกาสให้เราแก้มือทุก 4 ปี ถ้าเราเลือกคนและพรรคการเมืองที่ไม่ได้เรื่องมาบริหารประเทศ ขณะที่ถ้าเป็นรัฐบาลและผู้นำที่เป็นเผด็จการนั้นเขาจะฟังเสียงเรา หรือจะให้เรามีสิทธิ์มีเสียงหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่เขาและพรรคพวกของเขาจะเมตตาครับ 

ดังนั้นหลังจากผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งผลชี้ว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยชนะแบบท่วมท้น แม้จะไม่มากพอจะที่จะตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องพึ่งเสียงวุฒิสภา (สว.) ก็ตาม แต่ด้วยการที่เรามีกติกาที่ไม่เป็นสากลอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็เกิดปัญหาดังที่ปรากฏในช่วงสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา และมติประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในรัฐสภาเมื่อวาน (19 กรกฎาคม 2566) อีกด้วย จึงเป็นที่มาของบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งในบทเขียนของผมว่า ‘คิดไม่ได้ตอนนี้ จะไม่มีวันถึงปลายฝัน’ คือการตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยครับ

ข้อมูลประกอบการพิจารณาคือ (1) การโหวตเลือกนายกรอบแรกในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ชี้ชัดว่า สว. ไม่เคารพเสียงประชาชน ส่วนการหาเหตุผลมาสนับสนุนการโหวตอย่างไรนั้นก็ทราบกันแล้ว (2) การลงมติให้การเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีมีศักดิ์เท่ากับการเสนอญัตติทั่วไป ก็ยิ่งทำให้สัญญาณสรัางปัญหาในระบบการเมืองไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และ (3) หัวหน้าพรรคที่มีคะแนนเสียงอันดับ 3 ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า พร้อมร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องไม่มีพรรคก้าวไกล 

ด้วยข้อมูลทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้นนั้น ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก ‘ถ้าพรรคเพื่อไทยอยากเป็นรัฐบาล ต้องข้ามฟากไปร่วมมือกับอีกฟากหนึ่ง จึงจะได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาล'  ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเปลี่่ยนขั้วการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความฝันที่จะมีรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยในสมัยเลือกตั้งนี้ก็หมดไป ก็คือ  ‘ถ้าคิดไม่ได้ตอนนี้ จะไม่มีวันถึงฝั่งฝัน [การได้รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย]’  นั่นเอง

แน่นอนครับจากวันนี้จนถึงวันประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์ พรรคเพื่อไทยก็จะเป็นเป้าทางการเมืองในหลายมิติ เช่น เพื่อให้ประเทศเดินต่อได้ พรรคเพื่อไทยต้องเสียสละเพื่อบ้านเมือง​ หรือ ถ้าเพื่อไทยไม่เปลี่ยขั้วตั้งรัฐบาล แปลาว่าเห็นแก่ตัว เป็นต้น ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยหลงกล หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม แล้วย้ายข้ามฝากไปร่วมตั้งรัฐบาลกับอีกฝ่าย ฉากทัศน์ของ ‘การดิลลับ หรือหมากการเมืองชั้นเชียน’ ก็จะกลับมาถล่มพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน ดังนั้นช่วงนี้ 8 พรรคร่วมต้องประครองใจและให้กำลังใจกันให้ดี โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยครับ 

จริงๆ แล้วพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่ต้องห่วงอีกฝ่ายหนึ่งว่าเขาจะตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะไม่มีพวกท่าน เขาก็มีเสียงข้างมากในรัฐสภาอยู่แล้ว ส่วนผลการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายและ สว. ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อไปครับ 

สำหรับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน อยู่เฉยๆ ถือว่าทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองในระยะยาวแล้วครับ  ปล่อยให้กาลเวลาเปิดเผยความจริงทุกอย่างต่อไปครับ
 

รักนะประเทศไทย

สมาน อัศวภูมิ 

20 กรกฎาคม 2566