สบช. จัดการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (รีทรีต) ในหัวข้อ ผสมผสานความคิดลิขิตอนาคตสถาบันพระบรมราชชนก วันที่ ๒๑ – ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ที่จังหวัดชลบุรี (วิทยาลัยพยาบาลชลบุรี วิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร ชลบุรี และโรงแรมเดอะไทด์รีสอร์ท บางแสน) โดยมีการสรรหา “ผู้นำรุ่นใหม่” (Young Leader) จำนวน ๑๒ คนเข้าร่วม โดยมอบหมายหน้าที่ “คุณลิขิต” (rapporteur) ของการประชุมแต่ละช่วง แต่ละกลุ่ม และช่วงสำคัญคือ สร้างความสำราญแบบแปลกใหม่และสร้างสรรค์ แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ๑๕๐ คน ช่วงอาหารเย็นวันแรก
ผู้เข้าร่วมประชุม ได้รับความสนุกสนาน แกมประเทืองปัญญา กันถ้วนหน้า แต่ที่ผมได้เรียนรู้คือ “จงมีความศรัทธาในความสามารถ และความดี ของคนรุ่นใหม่”
หัวข้อของรายการบันเทิงช่วงหลังอาหารค่ำวันที่ ๒๑ คือ Dinner Talk เรื่อง Generation Gap เป็นปัญหาจริงไหม ที่ทีม YL (Young Leader) ออกแบบได้ออย่างน่าตื่นตาตื่นใจ คือเริ่มด้วยการฉายวิดีทัศน์เรื่อง Generation Gap ที่จัดทำโดย ปตท. สผ. (๑) ตามด้วยทีม YL ทำหน้าที่ตั้งคำถามแล้วเอาไมค์ไปจ่อปากคนโน้นคนนี้ในห้องอาหาร เริ่มด้วยเรื่อง Generation Gap ลามไปสู่เรื่อง hierarchy (ศักดินา) และวิธีสร้าง brand สบช.
กลายเป็น dinner talk โดยผู้เข้าร่วมประชุม ที่ทีม YL ทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) ให้เกิดความตื่นเต้นและความสนุกสนาน และที่สำคัญ ประเทืองปัญญา สู่การสร้างสรรค์ สบช.
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือผมเชื่อว่า น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการทะลายกำแพงศักดินาของ สบช. เพราะ YL ถือโอกาสตั้งคำถาม “ต้อน” ผู้บริหารและนายกสภา (ด้วยท่าทีของความเคารพ) เป็นการเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์แนวราบใน สบช. ที่ สบช. ยุคใหม่ (ยุคเปลี่ยนขาด – transform - สู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษา) ต้องการเป็นอย่างยิ่ง
ผมพยายามมา ๑๐ เดือน ยังสร้าง impact ได้ไม่เท่าช่วงหนึ่งชั่วโมงครึ่งของ dinner talk ครั้งนี้ ในการสร้างวัฒนธรรมแนวราบ วัฒนธรรมสร้างสรรค์จากฐานล่าง (และทั่วทุกระดับ ทุกฝ่าย) ใน สบช.
ในสายตาของผม generation gap เป็นทั้งมายา และของจริง เพราะมันเป็น wicked problem ผมมองว่า เราต้องเปลี่ยนลบเป็นบวก ด้วย socio-emotional intelligence ของเรา เปลี่ยนความขัดแย้ง เป็นการผสานพลัง (synergy) ให้จงได้ โดยตัวผมเองใช้วิธีฝึกตัวเองให้ฟังคนรุ่นใหม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน เปลี่ยนพฤติกรรมของคนแก่ผู้รู้ มุ่งสั่งสอน ไปเป็นผู้สงสัยใคร่รู้ มุ่งตั้งคำถาม ช่วยให้เกิด ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เป็นอันมาก ที่สำคัญคือ เกิดปัญญาที่สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ ช่วยลดความเป็นคนแก่ตกยุค
จากการฟังความเห็นเรื่องการสร้างแบรนด์ สบช. ผมได้ความรู้ว่า ต้องใช้หลักการ 5P คือ Product, Promotion, Place, Participation, และ Purchaser ที่ผมชอบมากที่สุดคือ participation ซึ่งหมายความว่าทุกคนใน สบช. ต้องทำหน้าที่ brand ambassador สื่อคุณภาพ ความโดดเด่นตรงความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ โดยมุ่ง participation ของศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน
ผมขอเพิ่มเติมว่า สมาชิกของ สบช. ทุกคน ต้องบริหารความเสี่ยง ที่จะก่อผลลบต่อชื่อเสียงของ สบช. ช่วยกันระมัดระวัง และป้องกันความเสี่ยงต่อชื่อเสียง ซึ่งมีสารพัดด้าน และมักเกิดจากเนื้อใน คือตัวสมาชิกบางคน คนในครอบครัว สบช. ต้องช่วยกันสะกิดคนที่เผลอแสดงพฤติกรรมเสี่ยง และเมื่อมีสมาชิกละเมิดอย่างจงใจ เกิดผลร้ายแรง ก็ต้องทำใจและพร้อมใจกัน “ตัดนิ้วร้ายทิ้ง” ซึ่งหมายถึงการ “ไม่ประนีประนอมต่อความชั่ว”
ข้อเสนอแนะที่ดีมากในเรื่อง branding คือการใช้คำแสดงตัวตนของ สบช. ที่ทุกวิทยาลัยต้องขึ้นป้ายว่า วิทยาลัย ... สถาบันพระบรมราชชนก และในการกล่าวถึงตนเอง ต้องแนะนำตัวว่า มาจากวิทยาลัย... สถาบันพระบรมราชชนก ทุกวิทยาลัยต้องใช้โลโก้ของสถาบันพระบรมราชชนก ที่หัวกระดาษ ต้องใช้ชื่อและโลโก้ของ สบช. ไม่ใช่วิทยาลัย
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.พ. ๖๖
ห้อง ๓๐๓๘ โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน