Lifelong Learning for All

 บทความเรื่อง Lifelong learning must be made more accessible to all  ตีพิมพ์เผยแพร่ใน University World News ฉบับวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ บอกว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อหนุนสภาพที่ผู้คนต้องการ learn, unlearn และ relearn อยู่ตลอดเวลา เพื่อสนองสภาพที่ในยุคปัจจุบันคนเราเปลี่ยนงานราวๆ ๓ - ๗ ครั้ง ในช่วงชีวิตการทำงาน   

เขาบอกว่า   การปรับตัวอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือการเปิดหลักสูตรปริญญาโทที่ยืดหยุ่นมากขึ้น   ที่ NTU ของสิงคโปร์เรียกว่า FlexiMasters    ใช้หลักการว่า ให้คนทำงานได้เรียนทีละน้อย    สะสมหน่วยกิต (credit bank) จนบรรลุเกณฑ์ของปริญญาโท ก็ได้รับปริญญา    

อีกแนวทางหนึ่งของการปรับตัวในการศึกษาระดับปริญญาโท คือ เขาแนะนำว่าต้องขยายการเรียนรู้จากวิชาการในวิชาชีพนั้นๆ  สู่การวิจัย เพื่อให้มีทักษะในการคิดและประยุกต์ใช้ไอเดียใหม่ๆ ในกิจการภาคปฏิบัติ    ซึ่งผมคิดว่า ยังไม่ใช่แนวทางที่ทรงพลังและแหวกแนวเพียงพอ

ผมคิดว่า ควรมีปริญญาโท ที่เสนอวิทยานิพน์เป็นผลการเรียนรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่หรือหลักการ/ทฤษฎีใหม่ จากประสบการณ์ในการทำงาน   โดยการประยุกต์ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle   

ประเทศสิงคโปร์ ตั้งหน่วยงาน SkillsFuture ขึ้นมาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อน lifelong learning ของประเทศสิงคโปร์   

ที่น่าสนใจคือ NIE (National Institute of Education) ของสิงคโปร์ ซึ่งสังกัด NTU    ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดียวกัน จัดหลักสูตร Master of Science (Science of Learning) เพื่อบูรณาการศาสตร์ด้านการเรียนรู้ กับศาสตร์ด้านสมอง (neuroscience)   

เขาบอกว่าในยุคนี้ เส้นแบ่งระหว่างบัณฑิตศึกษา (graduate studies) กับการศึกษาต่อเนื่อง (continuing education) จางลงไป    ผมคิดต่อว่าพลังที่แท้จริงอยู่ที่การประยุกต์ใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) เข้าไปในการศึกษาทุกระดับ   ที่จะนำสู่การพัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วิจารณ์ พานิช

๑๒ มิ.ย. ๖๖