ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด.

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๑๒ สีลวนาคจริยา (มาตุโปสกจริยา)

 

เกริ่นนำ

             แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตะลุง เราก็ไม่คิดโกรธ เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์. ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

๒. หัตถินาควรรค

หมวดว่าด้วยพญาช้างเป็นต้น

๒. การบำเพ็ญศีลบารมี

 

๑. มาตุโปสกจริยา

ว่าด้วยจริยาของพญาช้างตัวเลี้ยงมารดา

 

             [๑]    ในกาลที่เราเป็นช้างกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าใหญ่ ครั้งนั้น ในแผ่นดินนี้ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยคุณ(ศีล)ของเรา

             [๒]    พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ‘ข้าแต่มหาราช ช้างมงคลซึ่งสมควรแก่พระองค์อยู่ในป่าใหญ่

             [๓]   อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุง(เสาสำหรับผูกช้าง) และการขุดหลุมพรางก็ไม่ต้อง ในขณะที่จับที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง พระเจ้าข้า’

             [๔]    ฝ่ายพระราชาได้สดับคำของพรานป่านั้นแล้วก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้วไป

             [๕]     ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ในสระบัวหลวง เพื่อเลี้ยงมารดา

             [๖]     ควาญช้างรู้คุณคือศีลของเรา พิจารณาดูลักษณะแล้วกล่าวว่า มานี่แนะลูก แล้วได้จับที่งวงของเรา

             [๗]     ครั้งนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปกติอันใด วันนี้ กำลังของเรานั้นเสมอเหมือนด้วยกำลังของช้างหลายพันเชือก

             [๘]     ถ้าเราโกรธควาญช้างเหล่านั้น ผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเรา เราก็สามารถเหยียบเขาเหล่านั้น(ให้แหลกละเอียด)ได้ แม้จนถึงราชสมบัติของมนุษย์

             [๙]    อีกอย่างหนึ่ง แม้เขาจะผูกข้าพเจ้าไว้ที่เสาตะลุง เราก็ไม่ทำความเสียใจ เพราะรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์

             [๑๐]   ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลย เพราะเรากลัวศีลขาด ฉะนี้แล

มาตุโปสกจริยาที่ ๑ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี

๑. สีลวนาคจริยา

               อรรถกถาหัตถินาควรรคที่ ๒               
               ๒. การบำเพ็ญศีลบารมี               
               อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑               


               เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตว์ ในครั้งนั้นบังเกิดในกำเนิดช้าง ณ หิมวันตประเทศ. เผือกผ่องตลอด รูปงาม สมบูรณ์ด้วยลักษณะเป็นหัวหน้าโขลง มีช้างบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ เชือก.
               ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ตาบอด.
               พระโพธิสัตว์ให้ผลาผลมีรสอร่อยในงวงช้างทั้งหลายแล้วเลี้ยงมารดา. ช้างทั้งหลายไม่เอาไปให้มารดาเคี้ยวกินเสียเอง.
               พระโพธิสัตว์คอยสังเกตดูก็รู้เรื่องราว คิดว่าเราจะเลิกละโขลงช้าง เลี้ยงดูมารดาเอง.
               ตอนกลางคืน เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้ ก็พามารดาไปยังเชิงเขาจัณโฑรณบรรพต เข้าไปอาศัยสระบัวสระหนึ่ง ให้มารดาอยู่ในถ้ำภูเขาซึ่งตั้งอยู่ แล้วเลี้ยงดู.
               พรานป่าคนหนึ่งหลงทางไม่สามารถกำหนดทิศได้ร้องคร่ำครวญเสียจนดัง. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานป่านั้นจึงดำริว่าชายผู้นี้ไร้ที่พึ่ง เมื่อเราอยู่การที่ชายผู้นี้จะพึงพินาศไปในที่นี้ไม่เป็นการสมควร. จึงไปหาพรานป่า เห็นพรานป่าหนีเพราะความกลัวจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่มีภัยเพราะอาศัยเราดอก. อย่าหนีไปเลย. เพราะเหตุไร ท่านจึงเที่ยวร้องคร่ำครวญอยู่เล่า.
               พรานป่าตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางมา วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้วละนาย.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า อย่ากลัวไปเลยพ่อ เราจะพาท่านไปที่ทางเดินของมนุษย์. แล้วให้พรานป่านั่งบนหลังของตนนำออกจากป่าแล้วก็กลับ.
               พรานป่าลามกคิดว่าเราจักไปพระนครกราบทูลแด่พระราชา จึงทำเครื่องหมายต้นไม้ภูเขาออกไปกรุงพาราณสี.
               ในกาลนั้น มงคลหัตถีของพระราชาล้ม. พรานป่าจึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลถึงความที่ตนเห็นพระมหาบุรุษ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 

    พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้วได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ช้างมงคลสมควรเป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุงและการขุดหลุมลวงก็ไม่ต้อง ในขณะจับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี่เอง พระเจ้าข้า.
               พระราชาได้ให้พรานป่าเป็นผู้นำทางไปป่า ทรงส่งควาญช้างไปกับบริวารด้วยมีพระดำรัสว่า ท่านจงนำคชสารที่พรานป่าบอกมาให้ได้. ควาญช้างนั้นได้ไปกับพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์เข้าไปยังสระบัวหาอาหาร ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               แม้พระราชาทรงได้ยินคำของพรานป่านั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว. ควาญช้างนั้นไปได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ในสระบัวหลวงเพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณศีลของเราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่า มานี่แน่ลูกแล้วจับที่งวงของเรา.
               พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิดจากพรานป่าผู้นี้ เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เราโกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หากเราโกรธ ศีลของเราก็จะขาด เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทง เราก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปกติ อันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือนกับกำลังของช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธควาญช้างผู้เข้ามาจับเรา เราพึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์.
               แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตะลุง เราก็ไม่คิดโกรธ เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์. ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด.

    ก็พระโพธิสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว จึงยืนเฉยไม่ไหวติง. ควาญช้างหยั่งลงสู่สระประทุม เห็นลักษณะสมบัติของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า มานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงเช่นกับพวงเงินไปถึงกรุงพาราณสีใน ๗ วัน.
               ควาญช้างเมื่อถึงระหว่างทางได้ส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบ.
               พระราชาทรงให้ตกแต่งพระนคร.
               ควาญช้างนำพระโพธิสัตว์ซึ่งมีสายรัดทำด้วยกลิ่นหอมประดับประดาตกแต่งแล้วไปสู่โรงช้างวงด้วยม่านอันวิจิตรกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ.
               พระราชาทรงถือโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ไปให้แก่พระโพธิสัตว์.
               พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับโภชนาหารด้วยดำริว่า เราเว้นมารดาเสียแล้ว จักไม่รับอาหาร.
               แม้พระราชาขอร้องก็ไม่รับ กล่าวว่า
               มารดาผู้น่าสงสาร ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า
               ท่านมหานาค ใครคือมารดาของท่านตาบอด ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า 
               ข้าแต่มหาราช มารดาของข้าพระองค์ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ.
               เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗ มารดาของข้าพระองค์ยังไม่ได้อาหารเลย. เพราะฉะนั้น พระราชาจึงตรัสว่า 
               พวกท่านจงปล่อยมหานาค มหานาคนี้เลี้ยงมารดา ขอมหานาคจงอยู่อย่างสงบกับมารดา พร้อมด้วยญาติเถิด.
               แล้วรับสั่งให้ปล่อยไป.
               กุญชรมหานาคพ้นจากพันธนาการแล้วพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ไปภูเขาอันเป็นที่อยู่.
               ช้างตัวประเสริฐนั้นพ้นจากพันธนาการ แล้วพักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วแสดงทศพิธราชธรรมคาถาถวายพระราชา ทูลให้โอวาทว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ทรงประมาทเถิด.
               มหาชนต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากพระนครเข้าไปหามารดาในวันนั้นเอง แล้วแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้มารดาทราบ.
               มารดาดีใจ ได้อนุโมทนาพระราชาว่า 
               ขอพระราชาผู้ปกครองแคว้นกาสีให้เจริญ ปล่อยลูกของเราผู้มีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ทุกเมื่อ จงมีพระชนม์ยืนนานเถิด.
               พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้สร้างบ้านไม่ไกลสระบัว ทรงปรนนิบัติพระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์เป็นเนืองนิจ.
               ครั้นต่อมาเมื่อมารดาล้ม พระโพธิสัตว์ทำการฝังศพมารดาแล้ว ไปกุรัณฑกอาศรมบท.
               ก็ ณ ที่นั้นมีฤๅษี ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศอาศัยอยู่. พระราชาทรงปรนนิบัติฤๅษีเหล่านั้น แล้วทรงให้ช่างแกะสลักหินทำเป็นรูปปฏิมาเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ แล้วทรงบริจาคมหาสักการะ.
               ชาวชมพูทวีปประชุมกันทุกปีโดยลำดับ กระทำการฉลองรูปเปรียบช้าง.
               พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้.
               นางช้างคือพระนางมหามายา.
               พรานป่าคือเทวทัต.
               ช้างตัวประเสริฐเลี้ยงมารดาคือตถาคต.
               แม้ในสีลวนาคจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงทานบารมีเป็นต้นตามสมควร. แต่ศีลบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยม เพราะเหตุนั้น ศีลบารมีนั้น ท่านจึงยกขึ้นสู่เทศนา.
               อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือ
               พระโพธิสัตว์แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานยังเข้าไปตั้งจิตเคารพมารดา อันสมควรแก่ความเป็นผู้แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วยความเป็นพรหม เป็นบุรพเทพ เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร แล้วทำไว้ในใจว่า ขึ้นชื่อว่ามารดาเป็นผู้มีอุปการะมากของบุตร. เพราะฉะนั้น การบำรุงมารดาอันบัณฑิตทั้งหลายบัญญัติไว้แล้ว. แล้วเลี้ยงดูมารดาด้วยคิดว่าเราเป็นใหญ่กว่าช้างพันเชือกไม่ใช่น้อยมีอานุภาพ มาก เป็นหัวหน้าโขลง ช้างเหล่านั้นเชื่อฟังไม่คำนึงถึงอันตรายในการอยู่ผู้เดียว ละโขลงผู้เดียว จักบูชามารดาผู้เป็นเขตแห่งผู้มีอุปการะ.
               การเห็นบุรุษหลงทางแล้วรับไปด้วยความเอ็นดู เลี้ยงด้วยอาหารของมนุษย์.
               การอดกลั้นความผิดที่พรานป่านั้นทำไว้.
               ถึงสามารถจักบีบบุรุษที่มาเพื่อจับตนมีควาญช้างเป็นหัวหน้า แม้ด้วยเพียงให้เกิดความหวาดสะดุ้งได้ก็ไม่ทำอย่างนั้น ด้วยคิดว่าศีลของเราจะขาดแล้วเข้าไปจับได้โดยง่ายดุจช้างที่ฝึกดีแล้ว.
               การอดอาหารแม้ตลอด ๗ วัน ด้วยคิดว่าเว้นมารดาเสียแล้ว เราจักไม่กลืนกินอาหารอะไรๆ.
               การไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่าผู้นี้ผูกคล้องเรา แล้วแผ่เมตตาถวายพระราชา.
               และการแสดงธรรมถวายพระราชาโดยนัยต่างๆ.
               

               จบอรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑               
               -----------------------------------------------------