บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๖ นี้ ตีความจากบทที่ ๔ Individuality in Learning and the Concept of Learning Styles
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ สไตล์การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเพาะหรือเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ผู้เขียน (David A. Kolb) ได้คิดเครื่องมือวัดสไตล์การเรียนรู้ของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้รู้จักตัวเอง และใช้ปรับปรุงการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ไม่ใช่ใช้เปรียบเทียบระหว่างบุคคล เครื่องมือนี้เรียกว่า Learning Style Inventory
ความเป็นตัวตน
ตัวตนของคนแต่ละคน เป็นผลผลิตของการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตจำนวนมากมาย ทำให้แต่ละคนได้ผ่านประสบการณ์ที่จำเพาะของแต่ละคน เกิดการเรียนรู้และหล่อหลอมตัวตนขึ้นมา แต่ละคนจึงมีตัวตนที่จำเพาะ
ทำให้แต่ละคนมีสไตล์การดำรงชีวิตและการเรียนรู้ที่จำเพาะ โดยหนังสือเสนอหลักการหรือทฤษฎี “อิทธิพลของบริบท” (contextualism) ที่บอกว่าคนเราเรียนรู้และปรับตัวจากบริบทที่เผชิญ หรืออาจกล่าวได้ว่า บริบทหล่อหลอมความเป็นตัวตนของแต่ละคน ซึ่งผมขอเถียงว่า ไม่เฉพาะบริบทเท่านั้นที่หล่อหลอม แต่พื้นฐานทางพันธุกรรมก็มีส่วนด้วย พื้นฐานทางพันธุกรรมส่งผลให้คนเราตอบสนองหรือปรับตัวต่อบริบทตามแบบของตน ชักนำให้ชีวิตไปเผชิญบริบทตามที่ตนเลือก เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผู้นั้นมีสไตล์ หรือตัวตน ที่จำเพาะตัว
หนังสืออ้างทฤษฎีจากปราชญ์หลากหลายท่าน ที่อ่านเข้าใจยาก แต่ผมตีความเข้าหาหลักการพื้นฐานที่สุดว่า ตัวตนของแต่ละคนเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรม (genetics) กับสภาพแวดล้อม (environment) ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ผมได้เรียนรู้ตอนไปเรียนปริญญาโทด้านพันธุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐
ทฤษฎีอิทธิพลของระบบบอกเราว่า สไตล์หรือตัวตนของแต่ละคนเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว มีการเปลี่ยนแปลงได้ เขาบอกว่า ไม่หยุดนิ่ง (fix) แต่เสถียร (stable)
สรุปว่า ตัวตนของมนุษย์เกิดจาก แบบแผนชีวิตที่เกิดจากการเลือกหรือการตัดสินใจ ของแต่ละคน และผลที่เกิดจากแบบแผนชีวิตนั้น ซึ่งผมขอกล่าวใหม่ว่า ตัวตนของมนุษย์แต่ละคนเกิดจากการเรียนรู้และปรับตัวจากประสบการณ์ชีวิตของตน
สไตล์ของการเรียนรู้ : ๕ ปัจจัยที่ส่งผลต่อสไตล์การเรียนรู้
เขาจั่วหัวข้อย่อยว่า สไตล์การเรียนรู้เป็นโครงสร้างของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้น (possibilities) กับกระบวนการย่อย หรือตีความ (processing) ประสบการณ์นั้น
สไตล์การเรียนรู้ เป็นทั้งเหตุ และผล ของการเรียนรู้จากประสบการณ์
สไตล์การเรียนรู้หล่อหลอมมาจาก ๕ ปัจจัย ได้แก่
- บุคลิกด้านจิตวิทยา ได้แก่ เป็นคนชอบสังคม หรือชอบอยู่กับตัวเอง เป็นคนให้น้ำหนักที่เหตุผลหรือที่ความรู้สึก รับรู้ผ่านผัสสะหรือผ่านปัญญาญาณ มีนิสัยตัดสินใจด้วยสิ่งที่เห็นหรือด้วยวิจารณญาณ
- สาขาวิชาที่เรียน
- วิชาชีพที่ปฏิบัติ
- บทบาทในงานที่ทำในปัจจุบัน
- สมรรถนะในการปรับตัว เขาระบุสมรรถนะในการปรับตัว ๒๐ สมรรถนะ ที่จัดกลุ่มเข้าในสไตล์การเรียนรู้ ๔ แบบ ตามในรูป
สไตล์ของการเรียนรู้ ๙ แบบ
David A. Kolb เสนอว่ามี ๙ สไตล์การเรียนรู้ ที่จำแนกได้ตามน้ำหนักของการใช้กระบวนการ CE, RO, AC, และ AE ในวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังรูป
สไตล์ริเริ่ม (initiating style) ใช้ CE และ AE เป็นหลัก คือให้น้ำหนักต่อประสบการณ์ตรง
สไตล์หาความหมายจากประสบการณ์ (experiencing style) ใช้ CE เป็นหลัก และใช้ดุลยภาพระหว่าง AE กับ RO เพื่อหาความหมายจากประสบการณ์ตรง
สไตล์จินตนาการ (imagining style) ใช้ CE กับ RO เพื่อค้นหาหลากหลายโอกาสในการตีความทำความเข้าใจประสบการณ์
สไตล์สะท้อนคิด (reflecting style) ใช้ RO เป็นหลัก ผสมกับดุลยภาพระหว่าง CE กับ AC เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์กับการคิดใคร่ครวญเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน
สไตล์วิเคราะห์ (analyzing style) ใช้ RO และ AC เป็นหลัก เพื่อบูรณาการและจัดระบบความคิดผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิด
สไตล์คิด (thinking style) ใช้ AC เป็นหลัก ผสานกับดุลยภาพระหว่าง AE กับ RO เพื่อการคิดที่ผสมผสานระหว่างการคิดแบบใช้เหตุผล และคิดเชิงนามธรรม
สไตล์ตัดสิน (deciding style) ใช้ AC และ AE เป็นหลัก เพื่อใช้ทฤษฎีและโมเดลในการตัดสินใจหารูปแบบการการดำเนินการ
สไตล์ลงมือทำ (acting style) ใช้ AE เป็นหลัก ผสานกับดุลยภาพระหว่าง CE กับ AC เพื่อการลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย และร่วมกับผู้อื่น
สไตล์สมดุล (balancing style) ใช้ทั้ง CE, RO, AC, และ AE อย่างเหมาะสมกับบริบท และมีดุลยภาพระหว่าง การลงมือทำกับการสะท้อนคิด และระหว่างประสบการณ์กับการคิด
คนเราเปลี่ยนสไตล์การเรียนรู้ หรือเปลี่ยนน้ำหนักของสไตล์การเรียนรู้ของตนได้
อย่างไรก็ตาม คนที่มีชีวิตที่ดีที่สุดคือคนที่รู้จักใช้ต่างสไตล์การเรียนรู้ในต่างบริบท เช่น ในที่ทำงานใช้สไตล์หนึ่ง ที่บ้านใช้อีกสไตล์หนึ่ง เวลาพักผ่อนหรือหาความบันเทิงใช้อีกสไตล์หนึ่ง กับภรรยาใช้สไตล์หนึ่ง กับลูกใช้อีกสไตล์หนึ่ง ที่เรียกว่า “ผู้มีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้” (flexible learner)
ความยืดหยุ่นในการเรียนรู้
ความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ช่วยให้การเรียนรู้เป็นองค์รวมมากขึ้น และมีความลุ่มลึกมากขึ้น โดยที่ผู้เรียนรู้มีความสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือสไตล์ การเรียนรู้ให้เหมาะสมตามเรื่องที่เรียนรู้ ตามระบบนิเวศของการเรียนรู้ และตามแต่ละวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้
ความยืดหยุ่นในการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการอย่างบูรณาการของบุคคลผู้นั้น คนที่มีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้สูง จะมีสมรรถนะในการกำกับชีวิตของตนเองได้ดี (self-directed)
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๓ เม.ย. ๖๖