อริยสัจสี่ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในบทความนี้ ได้นำรายละเอียดของอริยสัจสี่จากพระไตรปิฎกที่มีอยู่ในส่วนของพระอภิธรรมปิฎก มาแสดงให้ท่านที่สนใจได้เรียนรู้เพิ่มเติม

อริยสัจ ๔ จากพระอภิธรรมปิฎก

 

เกริ่นนำ

          พุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยมากจะตอบได้ว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าอริยสัจสี่ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในบทความนี้ จึงได้นำรายละเอียดของอริยสัจสี่จากพระไตรปิฎกที่มีอยู่ในส่วนของพระอภิธรรมปิฎก ที่แจกแจงแยกแยะอธิบายกระจายออกให้เห็นทุกแง่จนชัดเจน มาแสดงให้ท่านที่สนใจได้เรียนรู้เพิ่มเติม โดยมิได้ตัดต่อหรือเติมแต่งแต่ประการใด 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

วิภังคปกรณ์

๔. สัจจวิภังค์

๑. สุตตันตภาชนีย์

 

             [๑๘๙] อริยสัจ ๔ (ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นพระอริยะ, สัจจะที่พระอริยะพึงรู้) คือ

             ๑. ทุกขอริยสัจ (อริยสัจคือทุกข์)

             ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์)

             ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ (อริยสัจคือความดับทุกข์)

             ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)

 

๑. ทุกขสัจ

             [๑๙๐] บรรดาอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน

             ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสเป็นทุกข์ การประสบกับอารมณ์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

             [๑๙๑] บรรดาทุกขอริยสัจนั้น ชาติ เป็นไฉน

             ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งลง ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชาติ

             [๑๙๒] ชรา เป็นไฉน

             ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา

             [๑๙๓] มรณะ เป็นไฉน

             ความจุติ ความเคลื่อนไป ความทำลายไป ความหายไป ความตายกล่าวคือมฤตยู การทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งร่างกาย ความขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ จากหมู่สัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ

             [๑๙๔] โสกะ เป็นไฉน

             ความเศร้าโศก กิริยาที่เศร้าโศก ภาวะที่เศร้าโศก ความแห้งผากภายใน ความแห้งกรอบภายใน ความเกรียมใจ ความโทมนัส ลูกศรคือความโศก ของผู้ที่ถูกความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิกระทบ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง (หรือ)ผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ นี้เรียกว่า โสกะ

             [๑๙๕] ปริเทวะ เป็นไฉน

             ความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาที่ร้องไห้ กิริยาที่คร่ำครวญ ภาวะที่ร้องไห้ ภาวะที่คร่ำครวญ ความบ่นถึง ความพร่ำเพ้อ ความร่ำไห้ ความพิไรรำพัน กิริยาที่พิไรรำพัน ภาวะที่พิไรรำพัน ของผู้ที่ถูกความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิกระทบ ของผู้ที่ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง (หรือ)ผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ นี้เรียกว่า ปริเทวะ

             [๑๙๖] ทุกข์ เป็นไฉน

             ความไม่สำราญทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่า ทุกข์

             [๑๙๗] โทมนัส เป็นไฉน

             ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า โทมนัส

             [๑๙๘] อุปายาส เป็นไฉน

             ความแค้น ความคับแค้น ภาวะที่แค้น ภาวะที่คับแค้น ของผู้ที่ถูกความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิกระทบ ของผู้ที่ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ (หรือ)ผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ นี้เรียกว่า อุปายาส

             [๑๙๙] การประสบกับอารมณ์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ เป็นไฉน

             การไปร่วม การมาร่วม การประชุมร่วม การอยู่ร่วมกับอารมณ์อันไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่เป็นที่รักใคร่ ไม่เป็นที่ชอบใจของเขาในโลกนี้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือจากบุคคลผู้ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะ ของเขา นี้เรียกว่า การประสบกับอารมณ์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์

             [๒๐๐] การพลัดพรากจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นทุกข์ เป็นไฉน

             การไม่ไปร่วม การไม่มาร่วม การไม่ประชุมร่วม การไม่อยู่ร่วมกับอารมณ์อันเป็นที่ปรารถนาเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเขาในโลกนี้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือจากบุคคลผู้ที่มุ่งประโยชน์ มุ่งความเกื้อกูล มุ่งความผาสุก มุ่งความเกษมจากโยคะของเขา เช่น มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติ หรือสายโลหิต นี้เรียกว่า การพลัดพรากจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นทุกข์

             [๒๐๑] การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ เป็นไฉน

             เหล่าสัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอขอเราอย่าได้มีความเกิดเป็นธรรมดา หรือขอความเกิดอย่าได้มาถึงเราเลยนะ ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จได้ตามความปรารถนา นี้เรียกว่า การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ เหล่าสัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ฯลฯ เหล่าสัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดา ฯลฯ เหล่าสัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ฯลฯ เหล่าสัตว์ผู้มีความเศร้าโศก ความพิไรรำพัน ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นเป็นธรรมดา ต่างก็เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอเราอย่าได้เป็นผู้มีความเศร้าโศก ความพิไรรำพัน ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นเป็นธรรมดาเลย ขอความเศร้าโศก ความพิไรรำพัน ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้น อย่าได้มาถึงเราเลยนะ ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จได้ตามความต้องการ นี้เรียกว่า การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์

             [๒๐๒] โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน

             รูปูปาทานขันธ์ (กองรูปที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) เวทนูปาทานขันธ์ (กองเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) สัญญูปาทานขันธ์ (กองสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) สังขารูปาทานขันธ์ (กองสังขารที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) และ วิญญาณูปาทานขันธ์ (กองวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) เหล่านี้เรียกว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

             นี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ

 

๒. สมุทยสัจ

             [๒๐๓] ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นไฉน

             ตัณหานี้เป็นเหตุเกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดยินดี เป็นเหตุเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

             ก็ตัณหานี้แหละเมื่อเกิด เกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ตั้งอยู่ที่ไหน

             ปิยรูปสาตรูป (ปิยรูปสาตรูป สภาวะที่น่ารักน่าชื่นใจ ส่วนที่เป็นอิฏฐารมณ์ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดตัณหา) เป็นสภาวะที่มีอยู่ในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ปิยรูปสาตรูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูปนี้

             ก็อะไรเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก

             จักษุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่จักษุนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนี้ โสตะ ฯลฯ ในโลก ฆานะ ... ในโลก ชิวหา ... ในโลก กาย ... ในโลก มโนเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่มโนนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนนี้

             รูปเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปนี้ เสียง ฯลฯ ในโลก กลิ่น ... ในโลก รส ... ในโลก โผฏฐัพพะ ... ในโลก ธรรมเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธรรมนี้ เมื่อตั้งอยู่  ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมนี้

             จักขุวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่จักขุวิญญาณนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักขุวิญญาณนี้ โสตวิญญาณ ฯลฯ ในโลก ฆานวิญญาณ ...ในโลก ชิวหาวิญญาณ ... ในโลก กายวิญญาณ ... ในโลก มโนวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่มโนวิญญาณนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนวิญญาณนี้

             จักขุสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่จักขุสัมผัสนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักขุสัมผัสนี้ โสตสัมผัส ฯลฯ ในโลก ฆานสัมผัส ... ในโลก ชิวหาสัมผัส ... ในโลก กายสัมผัส ... ในโลก มโนสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่มโนสัมผัสนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสนี้

             เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนี้ เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ฯลฯ ในโลก เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนี้

             รูปสัญญา (ความหมายรู้รูป) เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปสัญญานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญญานี้ สัททสัญญา ฯลฯ ในโลก คันธสัญญา ... ในโลก รสสัญญา ... ในโลก โผฏฐัพพสัญญา ... ในโลก ธัมมสัญญาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมสัญญานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญญานี้

             รูปสัญเจตนา (ความคิดอ่านในรูป) เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปสัญเจตนานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญเจตนานี้ สัททสัญเจตนา ฯลฯ ในโลก คันธสัญเจตนา ... ในโลก รสสัญเจตนา ... ในโลก โผฏฐัพพสัญเจตนา ... ในโลก ธัมมสัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมสัญเจตนานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญเจตนานี้

             รูปตัณหา (ความติดใจในรูป) เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปตัณหานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปตัณหานี้ สัททตัณหา ฯลฯ ในโลก คันธตัณหา ... ในโลก รสตัณหา ... ในโลก โผฏฐัพพตัณหา ... ในโลก ธัมมตัณหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมตัณหานี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมตัณหานี้

             รูปวิตก (ความตรึกถึงรูป) เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปวิตกนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิตกนี้ สัททวิตก ฯลฯ ในโลก คันธวิตก ... ในโลก รสวิตก ... ในโลก โผฏฐัพพวิตก ... ในโลก ธัมมวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมวิตกนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิตกนี้

             รูปวิจาร (ความตรองถึงรูป) เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปวิจารนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิจารนี้ สัททวิจาร ฯลฯ ในโลก คันธวิจาร ...ในโลก รสวิจาร ... ในโลก โผฏฐัพพวิจาร ... ในโลก ธัมมวิจารเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมวิจารนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิจารนี้

             นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ

 

๓. นิโรธสัจ

             [๒๐๔] ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นไฉน

             ความสำรอกและความดับตัณหานั้นนั่นแลโดยไม่เหลือ ความปล่อยวาง ความส่งคืน ความพ้น ความไม่ติดอยู่

             ก็ตัณหานี้เมื่อละ ละที่ไหน เมื่อดับ ดับที่ไหน

             ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่ปิยรูปสาตรูปนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ปิยรูปสาตรูปนี้

             ก็อะไรเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก

             จักษุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่จักษุนี้ เมื่อดับก็ดับที่จักษุนี้ โสตะ ฯลฯ ในโลก ฆานะ ... ในโลก ชิวหา ... ในโลก กาย ... ในโลก มโนเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่มโนนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่มโนนี้

             รูปเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปนี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปนี้ เสียง ฯลฯ ในโลก กลิ่น ... ในโลก รส ... ในโลก โผฏฐัพพะ ... ในโลก ธรรมเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อละ ก็ละที่ธรรมนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธรรมนี้

             จักขุวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่จักขุวิญญาณนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่จักขุวิญญาณนี้ โสตวิญญาณ ฯลฯ ในโลก ฆานวิญญาณ ... ในโลก ชิวหาวิญญาณ ... ในโลก กายวิญญาณ ... ในโลก มโนวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่มโนวิญญาณนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่มโนวิญญาณนี้

             จักขุสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่จักขุสัมผัสนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่จักขุสัมผัสนี้ โสตสัมผัส ฯลฯ ในโลก ฆานสัมผัส ... ในโลก ชิวหาสัมผัส... ในโลก กายสัมผัส ... ในโลก มโนสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่มโนสัมผัสนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่มโนสัมผัสนี้

             เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนี้ เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ฯลฯ ในโลก เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ... ในโลก เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนี้

             รูปสัญญาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปสัญญานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่รูปสัญญานี้ สัททสัญญา ฯลฯ ในโลก คันธสัญญา ... ในโลก รสสัญญา... ในโลก โผฏฐัพพสัญญา ... ในโลก ธัมมสัญญาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่ธัมมสัญญานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธัมมสัญญานี้

             รูปสัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปสัญเจตนานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่รูปสัญเจตนานี้ สัททสัญเจตนา ฯลฯ ในโลก คันธสัญเจตนา ...ในโลก รสสัญเจตนา ... ในโลก โผฏฐัพพสัญเจตนา ... ในโลก ธัมมสัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่ธัมมสัญเจตนานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธัมมสัญเจตนานี้

             รูปตัณหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปตัณหานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่รูปตัณหานี้ สัททตัณหา ฯลฯ ในโลก คันธตัณหา ... ในโลก รสตัณหา ...ในโลก โผฏฐัพพตัณหา ... ในโลก ธัมมตัณหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อละ ก็ละที่ธัมมตัณหานี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธัมมตัณหานี้

             รูปวิตกเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปวิตกนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่รูปวิตกนี้ สัททวิตก ฯลฯ ในโลก คันธวิตก ... ในโลก รสวิตก ... ในโลก โผฏฐัพพวิตก ... ในโลก ธัมมวิตกเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่ธัมมวิตกนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธัมมวิตกนี้

             รูปวิจารเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่รูปวิจารนี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปวิจารนี้ สัททวิจาร ฯลฯ ในโลก คันธวิจาร ... ในโลก รสวิจาร ... ในโลก โผฏฐัพพวิจาร ... ในโลก ธัมมวิจารเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ก็ละที่ธัมมวิจารนี้ เมื่อดับ ก็ดับที่ธัมมวิจารนี้

             นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ

 

๔. มัคคสัจ

             [๒๐๕] ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน

             อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นแล คือ

            ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)                   ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)

            ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)                 ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)

            ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)            ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ)

            ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)                   ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)

            บรรดาอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน

             ความรู้ในทุกข์ (ความทุกข์) ความรู้ในทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ (๑)

             สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน

             ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ (๒)

             สัมมาวาจา เป็นไฉน

             เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา (๓)

             สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน

             เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ (๔)

             สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน

             ข้อที่พระอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ (๕)

             สัมมาวายามะ เป็นไฉน

             ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อทำบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ (๖)

             สัมมาสติ เป็นไฉน

             ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ เป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ นี้เรียกว่าสัมมาสติ (๗)

             สัมมาสมาธิ เป็นไฉน

             ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เพราะปีติจางคลายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยกาย (นามกาย) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ (๘)

             นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

สุตตันตภาชนีย์ จบ

-------------------

 

อรรถกถา วิภังคปกรณ์

สัจจวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์

               ๔. สัจจวิภังคนิเทศ               
               วรรณนาสุตตันตภาชนีย์               
               ว่าด้วยอุเทศวาร               


               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในสัจจวิภังค์ในลำดับแห่งธาตุวิภังค์ต่อไป.
               บทว่า จตฺตาริ (๔) เป็นคำกำหนดจำนวน.
               บทว่า อริยสจฺจานิ (อริยสัจ) เป็นคำแสดงไขธรรมที่กำหนดไว้.
               ก็พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศวารมีคำว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ (ทุกขอริยสัจ) เป็นต้น.

          วิภาคโต นิพฺพจน                  ลกฺขณาทิปฺปเภทโต

          อตฺถตฺถุทฺธารโต เจว               อนูนาธิกโต ตถา

          กมโต อริยสจฺเจสุ                  ยํ ญาณํ ตสฺส กิจฺจโต

          อนฺโตคธานํ ปเภทา                อุปมาโต จตุกฺกโต

          สุญฺญเตกวิธาทีหิ                   สภาควิสภาคโต

         วินิจฺฉโย เวทิตพฺโพ                 วิญฺญุนา สาสนกฺกเม

          บัณฑิตผู้รู้แจ้ง พึงทราบวินิจฉัยในลำดับคำสอน โดยวิภาค ๑ โดยวิเคราะห์ศัพท์ ๑ โดยประเภทมีลักษณะเป็นต้น ๑ โดยอรรถ ๑ โดยถอดความ ๑ โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง ๑ โดยลำดับ ๑ โดยกิจแห่งญาณในอริยสัจ ๑ โดยประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายใน ๑ โดยอุปมา ๑ โดยจตุกะ (หมวด ๔) ๑ โดยสุญญตา (ว่าง) ๑ โดยเป็นธรรมอย่างเดียวกันเป็นต้น ๑ โดยสภาคะและวิสภาคะ ๑.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยวิภาค               

               บรรดาอุเทศเหล่านั้น คำว่า โดยวิภาค ได้แก่ อรรถแห่งอริยสัจ ๔ มีทุกข์เป็นต้น พระองค์ทรงจำแนกไว้สัจจะละ ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่นที่กุลบุตรผู้จะตรัสรู้ทุกข์เป็นต้น พึงตรัสรู้ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
               ทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น มีอรรถว่าอันปัจจัยปรุงแต่ง มีอรรถว่าให้เร่าร้อน มีอรรถว่าปรวนแปร อรรถ ๔ แห่งทุกข์นี้ เป็นอรรถของทุกข์ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น. สมุทัยมีอรรถว่าประมวลมา มีอรรถว่าเป็นเหตุมอบให้ซึ่งผล มีอรรถว่าประกอบไว้ มีอรรถว่าเป็นเครื่องกังวล ฯลฯ นิโรธมีอรรถว่าสลัดออก มีอรรถว่าสงัด มีอรรถว่าอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ มีอรรถว่าเป็นอมตะ ฯลฯ มรรคมีอรรถว่าการนำออก มีอรรถว่าเป็นเหตุ มีอรรถว่าเป็นทัสสนะ (เห็น) มีอรรถว่าเป็นอธิบดี อรรถ ๔ แห่งมรรคนี้เป็นอรรถของมรรค เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ดังนี้.
               อนึ่ง พระบาลีมีอาทิอย่างนี้ว่า ทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น มีอรรถว่าอันปัจจัยปรุงแต่ง มีอรรถว่าให้เร่าร้อน มีอรรถว่าปรวนแปร เป็นอรรถที่ควรตรัสรู้ ดังนี้ พึงทราบสัจจะมีทุกข์เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งอรรถสัจจะอย่างละ ๔ ตามที่ทรงจำแนกไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
               พึงทราบวินิจฉัยในสัจจะนี้โดยวิภาคก่อน.

 

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยวิเคราะห์ศัพท์               

               ก็ในข้อว่า โดยวิเคราะห์ศัพท์ และประเภทมีลักษณะเป็นต้นนี้ พึงทราบสัจจะโดยวิเคราะห์ศัพท์ก่อน.
               ในบทว่า ทุกฺขํ นี้ ศัพท์ว่า ทุ นี้ย่อมแสดงความน่าเกลียด.
               จริงอยู่ ชาวโลกเรียกบุตรที่น่าเกลียดว่า ทุปุตฺโต (บุตรน่าเกลียด) ส่วนศัพท์ว่า ขํ ย่อมปรากฏในความว่างเปล่า เพราะอากาศที่ว่างเปล่าเรียกกันว่า ขํ ก็สัจจะที่หนึ่งนี้ ชื่อว่า กุจฺฉิตํ (น่าเกลียด) เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะมิใช่น้อย
               ชื่อว่า ตุจฺฉํ (ว่างเปล่า) เพราะเว้นจากความยั่งยืน ความงาม ความสุขและเป็นอัตตาที่ชนพาลคิดกัน (คนพาลคิดเห็นว่า ... เป็นของเที่ยง สวยงาม เป็นสุขและเป็นอัตตา.) เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทุกฺขํ (ทุกข์) (คำว่า ทุกขํ นี้ อีกนัยหนึ่งแยกศัพท์เป็น ทุ บทหน้าและขมธาตุ ลบที่สุดธาตุ สำเร็จรูปตามไวยากรณ์เป็น ทุกฺขํ แปลว่า ทนได้ยาก.) เพราะเป็นของน่าเกลียดและเป็นของว่างเปล่า.
               คนพาลคิดเห็นว่า... เป็นของเที่ยง สวยงาม เป็นสุข และเป็นอัตตา

               ศัพท์ว่า สํ นี้ ในคำว่า สมุทยํ นี้ ย่อมแสดงการประกอบพร้อม เช่นในคำเป็นต้นว่า สมาคโม สเมตํ (การประชุมกัน รวมกัน) ศัพท์ว่า อุท นี้ ย่อมแสดงความเกิดขึ้น เช่นในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ อุทิตํ (เกิดขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว). แต่ศัพท์ว่า อย ย่อมแสดงถึงเหตุ (สมุทยํ ในที่นี้ก็คือ สํ + อุท + อย สำเร็จรูปเป็น สมุทยํ.) ก็เมื่อมีการประกอบด้วยปัจจัยที่คงอยู่ สัจจะที่สองนี้ก็เป็นเหตุคือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทุกฺขสมุทยํ (ทุกขสมุทัย) เพราะสัจจะที่สองนี้เป็นเหตุเกิดทุกข์.

               อนึ่ง สัจจะที่สาม เพราะศัพท์ว่า นิ ย่อมแสดงความไม่มี และศัพท์ว่า โรธ ย่อมแสดงถึงผู้ท่องเที่ยว (ศัพท์นิโรธ อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า นิ หมายถึงความไม่มี ศัพท์ว่า โรธ หมายถึงเรือนจำสังสาร นิโรธ จึงแปลได้อีกว่า ไม่มีเรือนจำในสังสาร.) เพราะฉะนั้น ในสัจจะที่สาม (นิโรธ) นี้จึงได้แก่ความไม่มีความท่องเที่ยวไปแห่งทุกข์ กล่าวคือการท่องเที่ยวไปในสังสารเพราะว่างจากคติทั้งปวง.
               อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระโยคาวจรบรรลุสัจจะที่สามนั้นแล้ว ความไม่มีการท่องเที่ยวไปแห่งทุกข์กล่าวคือการท่องเที่ยวไปในสังสาร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกฺขนิโรธํ (ทุกขนิโรธ) เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่ความไม่เกิด คือความดับสนิทแห่งทุกข์.

               อนึ่ง สัจจะที่ ๔ นี้ย่อมดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ เพราะมุ่งหน้าต่อพระนิพพานนั้นด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ และเป็นปฏิปทาเพื่อถึงความดับทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
               ก็เพราะพระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมแทงตลอดสัจจะเหล่านั้น ฉะนั้น สัจจะเหล่านั้นจึงตรัสเรียกว่า อริยสัจจะ เหมือนอย่างพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว อริยสจฺจานิ กตมานิ ฯเปฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อริยสจฺจานิ อริยา อิมานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน? คือทุกขอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ ประการเหล่านี้แล พระอริยะทั้งหลายย่อมแทงตลอดอริยสัจเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อริยสัจ ดังนี้.)
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าอริยสัจ เพราะอรรถว่าเป็นสัจจะของพระอริยะดังนี้บ้าง เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สเทวเก ภิกฺขเว โลเก ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อริโย ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอริยะในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าสัจจะของพระอริยะ.)
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอริยสัจ เพราะความที่อริยสัจเหล่านั้นอันพระอริยะตรัสรู้แล้วบ้าง เพราะความสำเร็จโดยความเป็นอริยะบ้าง เหมือนอย่างที่ตรัสว่า อิเมสํ โข ภิกฺขเว จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อริโยติ วุจฺจติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวโลกเรียกว่า อริยะ เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านี้แลตามความจริง.)
               อีกอย่างหนึ่งแล ชื่อว่าอริยสัจ เพราะอรรถว่าเป็นสัจจะอันประเสริฐ คำว่า อริยะนี้มีอธิบายว่า เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นของคลาดเคลื่อน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญกานิ ตสฺมา อริยสจฺจานีติ วุจฺจนฺติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แลเป็นของแท้ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าอริยสัจ (สัจจะอันประเสริฐ) ดังนี้.)
               พึงทราบวินิจฉัยในสัจจะนี้โดยวิเคราะห์เพียงเท่านี้.

 

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยประเภทมีลักษณะเป็นต้น               

               พึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทมีลักษณะเป็นต้นอย่างไร.
               จริงอยู่ ในสัจจะ ๔ เหล่านี้ ทุกขสัจจะมีการเบียดเบียนเป็นลักษณะ มีความให้เร่าร้อนเป็นรส มีปวัตติเป็นปัจจุปัฏฐาน. สมุทยสัจจะมีเหตุเป็นแดนเกิดเป็นลักษณะ มีการไม่เข้าไปตัดเป็นรส มีปลิโพธเป็นปัจจุปัฏฐาน. นิโรธสัจจะมีความสงบเป็นลักษณะ มีการไม่จุติเป็นรส มีการไม่มีนิมิตเป็นปัจจุปัฏฐาน. มรรคสัจจะมีการนำออกเป็นลักษณะ มีการประหาณกิเลสเป็นรส มีวุฏฐานะ (คือการออก) เป็นปัจจุปัฏฐาน.
               อีกอย่างหนึ่ง สัจจะ ๔ นี้มีปวัตติ (การเป็นไป) มีปวัตตนะ (เหตุให้เป็นไป) มีนิวัตติ (ความกลับ) มีนิวัตตนะ (เหตุให้กลับ) เป็นลักษณะโดยลำดับ (คำว่า ประวัติหมายถึงทุกขสัจจะ ปวัตตนะหมายถึงสมุทัย นิวัตติหมายถึงนิโรธ นิวัตตนะ หมายถึงมรรค) และมีสังขตะ (คือธรรมชาติอันปัจจัยปรุงแต่ง) มีตัณหา มีอสังขตะ (คือธรรมชาติอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง) มีทัสสนะ (การเห็น) เป็นลักษณะตามลำดับเหมือนกันแล.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทมีลักษณะเป็นต้นในที่นี้ด้วยประการฉะนี้.

                                                  ว่าด้วยวินิจฉัยโดยอรรถ               

               ก็ในข้อว่า โดยอรรถและโดยถอดความ นี้ พึงทราบโดยอรรถก่อน หากมีคำถามว่า อะไรเป็นอรรถของสัจจะ ก็จะพึงมีคำตอบอย่างพิสดารว่า
               ภาวะใด เมื่อบุคคลเพ่งอยู่ด้วยปัญญาจักษุ ย่อมไม่วิปริตเหมือนมายากล ไม่ลวงตาเหมือนพยับแดด ไม่เป็นสภาวะที่ใครๆ หาไม่ได้เหมือนอัตตาของพวกเดียรถีย์ โดยที่แท้เป็นโคจร (อารมณ์) ของอริยญาณโดยประการมีการเบียดเบียน (ทุกขสัจ) มีเหตุเป็นแดนเกิด (สมุทัยสัจ) มีความสงบ (นิโรธสัจ) มีการนำออก (มรรคสัจ) ซึ่งเป็นของแท้ไม่วิปริต เป็นของจริงทีเดียว ภาวะที่สัจจะเป็นของแท้ ไม่วิปริต เป็นของจริง เป็นดังลักษณะไฟและเป็นดังธรรมดาของสัตว์โลก (ต้องเกิดแก่เจ็บตาย) นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอรรถของสัจจะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
               อิทํ ทุกฺขนฺติ โข ภิกฺขเว ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า นี้ทุกข์ดังนี้แล นั่นเป็นของแท้จริง นั่นเป็นของไม่ผิด นั่นไม่เป็นไปโดยประการอื่นเป็นต้น.)
               อีกอย่างหนึ่ง

                   นาพาธกํ ยโต ทุกฺขํ                ทุกฺขา อญฺญํ น พาธกํ

                   พาธกตฺตนิยาเมน                  ตโต สจฺจมิทํ มตํ

          (นอกจากทุกข์แล้ว ตัวเบียดเบียนย่อมไม่มี ตัวเบียดเบียนอื่นนอกจากทุกข์ก็หามีไม่ เพราะฉะนั้น ทุกข์นี้ บัณฑิตจึงรู้ว่าเป็นสัจจะโดยกำหนดอรรถว่าเป็นตัวเบียดเบียน.)

                   ตํ วินา นาญฺญโต ทุกฺขํ            น โหติ น จ ตํ ตโต

                   ทุกฺขเหตุนิยาเมน                  อิติ สจฺจํ วิสตฺติกา

          (เว้นจากตัณหานั้นแล้วทุกข์ย่อมไม่มีแต่เหตุอื่น และทุกข์นั้นย่อมไม่มีจากตัณหานั้นก็หาไม่ เพราะฉะนั้น ตัณหาตัวซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ นั้น บัณฑิตจึงรู้ว่าเป็นสัจจะโดยกำหนดอรรถว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์.)

                   นาญฺญา นิพฺพานโต สนฺติ         สนฺตํ น จ น ตํ ยโต

                   สนฺตภาวนิยาเมน                  ตโต สจฺจมิทํ มตํ

          (ความสงบอื่นนอกจากพระนิพพานแล้วย่อมไม่มี และพระนิพพานนั้นเว้นจากความสงบก็หามีไม่ เพราะฉะนั้น พระนิพพานนี้บัณฑิตจึงรู้ว่าเป็นสัจจะ โดยกำหนดอรรถว่าเป็นความสงบ.)

                   มคฺคา อญฺญํ น นิยฺยานํ            อนิยฺยาโน น จาปิ โส

                   ตจฺฉนิยฺยานภาวตฺตา               อิติ โส สจฺจสมฺมโต

          (นอกจากมรรคแล้ว เครื่องนำออกอย่างอื่นย่อมไม่มี แม้มรรคนั้นมิใช่เครื่องนำออกก็หาไม่ เพราะฉะนั้น มรรคนั้นบัณฑิตจึงรู้ว่าเป็นสัจจะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องนำออกอย่างแท้จริง.)               

                   อิติ ตจฺฉาวิปลฺลาส                 ภูตภาวํ จตูสุปิ

                   ทุกฺขาทีสฺววิเสเสน                 สจฺจตฺถํ อาหุ ปณฺฑิตา

          (บัณฑิตทั้งหลายกล่าวภาวะอันแท้ไม่แปรผัน เป็นของจริงในสัจจะทั้ง ๔ มีทุกข์เป็นต้น โดยไม่แปลกกันว่า เป็นอรรถแห่งสัจจะด้วยประการฉะนี้แล.)

               พึงทราบวินิจฉัยสัจจะโดยอรรถ ดังพรรณนามาฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยถอดความ               

               พึงทราบวินิจฉัย โดยถอดเอาความ อย่างไร?
               สัจจศัพท์ในอธิการนี้ ย่อมปรากฏในอรรถมิใช่น้อย อย่างไร?
               คือสัจจศัพท์ย่อมปรากฏในวาจาสัจจะ (พูดจริง) เหมือนในประโยคมีอาทิว่า สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย (บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงโกรธ.)
               ที่ปรากฏในวิรติสัจจะ (มุสาวาทวิรัติ) เหมือนในประโยคมีอาทิว่า สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหฺมณา (สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในสัจจะ.)
               ที่ปรากฏในทิฏฐิสัจจะ (จริงโดยทิฏฐิ) เหมือนในประโยคมีอาทิว่า กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานาปวาทิยาเส กุสลาวทานา (เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ คือเป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง.)
               ที่ปรากฏในปรมัตถสัจจะ คือนิพพานและมรรค เหมือนในประโยคมีอาทิว่า เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติยมตฺถิ (สัจจะมีอย่างเดียวไม่มีอย่างที่สอง.) ที่ปรากฏในอริยสัจจะ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา (บรรดาสัจจะ ๔ สัจจะที่เป็นกุศลมีเท่าไร.)
               แม้ในที่นี้ สัจจศัพท์นี้นั้นย่อมเป็นไปในอริยสัจจะ (สัจจะอันประเสริฐ) ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยถอดความในสัจจะนี้ ฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง               

               ในข้อว่า ไม่หย่อนไม่ยิ่ง นี้ หากมีคำถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอริยสัจไว้ ๔ เท่านั้นไม่หย่อนไม่ยิ่ง.
               ตอบว่า เพราะไม่มีสัจจะอย่างอื่น และนำออกข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้.
               จริงอยู่ สัจจะอื่นยิ่งกว่าสัจจะ ๔ เหล่านี้ หรือว่าบรรดาสัจจะ ๔ เหล่านี้จะพึงนำออกไปสักข้อหนึ่ง หาได้ไม่. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ พึงเอ่ยอ้างว่า ทุกข์ที่พระสมณโคดมแสดงไว้นี้ ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่น เราจักเว้นทุกขอริยสัจนี้ แล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่น ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่เป็นได้ ดังนี้.
               และดังที่ตรัสไว้มีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ทุกขอริยสัจ ข้อที่หนึ่งที่สมณโคดมทรงแสดงไว้ เราจักบอกเลิกทุกขอริยสัจข้อที่หนึ่งนั้นเสีย แล้วบัญญัติทุกขอริยสัจข้อที่หนึ่งอย่างอื่นใหม่ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดังนี้.

               อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกความเป็นไปแห่งทุกข์ ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งเหตุ และเมื่อจะตรัสบอกความไม่เป็นไป ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งอุบาย (เป็นเครื่องสลัดออก) เพราะฉะนั้น จึงตรัสอริยสัจไว้ ๔ เท่านั้น เพราะความที่สัจจะเหล่านั้นมีความเป็นไป (ปวัตติ) ความไม่เป็นไป (นิวัตติ) และเหตุแห่งความเป็นไป ความไม่เป็นไปทั้งสองอันมีสัจจะ ๔ นี้เป็นอย่างยิ่ง.
               อนึ่ง พระองค์ตรัสอริยสัจ ๔ เท่านั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งปริญเญยธรรม (ธรรมที่ควรกำหนดรู้) ปหาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรละ) สัจฉิกาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง) ภาเวตัพพธรรม (ธรรมที่ควรเจริญ) และตรัสไว้ ๔ ด้วยด้วยอำนาจแห่งตัณหา วัตถุที่อาศัยเกิดของตัณหา ความดับตัณหาและอุบายเป็นเครื่องดับตัณหา และตรัสไว้ ๔ แม้ด้วยอำนาจแห่งความอาลัย เหตุที่ยินดีในอาลัย การถอนขึ้นซึ่งอาลัยและอุบายเป็นเหตุถอนขึ้นซึ่งอาลัย.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยไม่หย่อนไม่ยิ่งในอธิการนี้ ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลำดับ               

               ข้อว่า โดยลำดับ แม้นี้ ได้แก่ลำดับแห่งเทศนานั่นเอง ก็ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ทุกขสัจจะเป็นสัจจะที่รู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบและเพราะเป็นของทั่วไปแก่สัตว์ทั้งหมด ฉะนั้นจึงตรัสไว้ก่อน สมุทัยสัจจะตรัสไว้ในลำดับแห่งทุกขสัจจะนั้นเพื่อแสดงเหตุของทุกขสัจจะนั้นเอง นิโรธสัจจะตรัสไว้โดยลำดับสมุทัยสัจจะนั้น เพื่อแสดงให้รู้ว่า เพราะเหตุดับ ผลจึงดับ มรรคสัจจะตรัสไว้ในที่สุด เพื่อแสดงอุบายเครื่องบรรลุนิโรธสัจจะนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทุกข์ก่อน เพื่อให้เกิดความสังเวชแก่พวกสัตว์ผู้ยินดีและปรารถนาความสุขในภพ ตรัสสมุทัยในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อให้รู้ว่า ทุกข์นั้นตัณหามิได้สร้างแล้วย่อมไม่มา มันย่อมมีเพราะเหตุภายนอกมีพระอิศวรบันดาลก็หาไม่ ที่แท้มันย่อมมีเพราะตัณหานี้ ต่อจากนั้นก็ตรัสนิโรธ เพื่อให้เกิดความโล่งใจ ด้วยการเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแก่สัตว์ผู้มีใจสลดซึ่งแสวงหาอุบายเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เพราะความเป็นผู้ถูกทุกข์พร้อมทั้งเหตุ (ตัณหา) ครอบงำแล้ว ต่อจากนั้นก็ตรัสมรรคอันเป็นธรรมให้ถึงนิโรธ เพื่อบรรลุนิโรธ.
               พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยลำดับในสัจจะนี้ ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยกิจแห่งญาณในอริยสัจ               

               ข้อว่า โดยกิจแห่งญาณในอริยสัจ นี้ อธิบายว่า พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยกิจแห่งสัจจญาณ.
               จริงอยู่ สัจจญาณมี ๒ อย่าง คือ
                         อนุโพธญาณ (ญาณที่รู้โดยลำดับ)
                         ปฏิเวธญาณ (ญาณที่แทงตลอด).
               บรรดาญาณทั้ง ๒ นั้น อนุโพธญาณเป็นโลกิยะย่อมดำเนินไปในนิโรธและมรรค ด้วยอำนาจแห่งการสดับฟังเป็นต้น. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้วแทงตลอดสัจจะแม้ทั้ง ๔ โดยกิจ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า โย โกจิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.)
               พึงกล่าวพุทธวจนะ (ในสูตรนี้) แม้ทั้งหมด.

               อนึ่ง ญาณที่เป็นโลกิยะในสัจจญาณ ๔ เหล่านี้ ทุกขญาณ (ญาณในทุกข์) ย่อมห้ามสักกายทิฏฐิที่กำลังเป็นไปด้วยอำนาจแห่งความครอบงำโดยปริยุฏฐาน. สมุทยญาณ (ญาณในสมุทัย) ย่อมห้ามอุจเฉททิฏฐิ. นิโรธญาณ (ญาณในนิโรธ) ย่อมห้ามสัสสตทิฏฐิ. มรรคญาณ (ญาณในมรรค) ย่อมห้ามอกิริยทิฏฐิ.
               อีกอย่างหนึ่ง ทุกขญาณย่อมห้ามความปฏิบัติผิดในผลกล่าวคือความสำคัญในเบญจขันธ์ซึ่งปราศจากความยั่งยืน ความงาม ความสุขและอัตตาว่ามีความยั่งยืน มีความงาม มีสุขและมีอัตตา สมุทยญาณย่อมห้ามความปฏิบัติผิดให้เหตุ ที่เป็นไปในการนับถืออย่างยิ่งคือในสิ่งที่มิใช่เหตุว่าเป็นเหตุ โดยเข้าใจว่าโลก ย่อมเป็นไปโดยพระอิศวรโดยพระผู้เป็นประธาน โดยพระกาฬ และโดยภาวะของตนเองเป็นต้น นิโรธญาณย่อมห้ามความปฏิบัติผิดในนิโรธที่ยึดถือในอรูปโลก และในภูมิที่เป็นยอดโลกเป็นต้น ว่าเป็นพระนิพพาน (พวกอุทกดาบสและอาฬารดาบส ถืออรูปโลกว่าเป็นนิพพาน พวกนิครนถ์ถือยอดภูมิ (โลกถูปิกา) ว่าเป็นนิพพาน.) มรรคญาณย่อมห้ามความปฏิบัติผิดในอุบายที่เป็นไปด้วยความยึดถือในมรรคที่ไม่บริสุทธิ์ อันต่างโดยกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยคว่าเป็นมรรคอันบริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงประพันธ์คำคาถานี้ไว้ว่า

                   โลเก โลกปฺปภเว                   โลกตฺถคเม สิเว จ ตทุปาเย

                    สมฺมุยฺหติ ตาว                      นโร น วิชานาติ ยาว สจฺจานิ

          (นรชน ยังไม่รู้แจ้งสัจจะทั้งหลาย ตราบใด เขาก็ย่อมลุ่มหลงในโลก (ทุกข์) ในเหตุเกิดของโลก (สมุทัย) ในพระนิพพานอันเป็นที่ดับไปแห่งโลก และในอุบายของความดับโลกนั้น (มรรค) อยู่ตราบนั้น.)

               พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจแห่งญาณในอริยสัจจะนี้ ด้วยประการฉะนี้.


ว่าด้วยวินิจฉัยโดยประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายใน

               ข้อว่า โดยประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายใน ความว่า จริงอยู่ ยกเว้นตัณหาและอนาสวธรรม (ธรรมที่ไม่มีอาสวะ) แล้วธรรมทั้งหมดที่เหลือนับว่าหยั่งลงภายใน ในทุกขสัจ. ตัณหาวิจริต ๓๖ หยั่งลงภายใน ในสมุทยสัจ. นิโรธสัจไม่มีอะไรเจือปน. ธรรมมีวิมังสิทธิบาท ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละและธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประมุขเป็นธรรมหยั่งลงภายใน ในมรรคสัจ. วิตก ๓ มีเนกขัมมวิตกเป็นต้นโดยอิงอาศัยสัมมาสังกัปปะเป็นธรรมหยั่งลงภายใน วจีสุจริต ๔ โดยอิงอาศัยสัมมาวาจาเป็นธรรมหยั่งลงภายใน กายสุจริต ๓ โดยอิงอาศัยสัมมากัมมันตะเป็นธรรมหยั่งลงภายใน ความมักน้อยและความสันโดษโดยมีสัมมาอาชีวะเป็นประมุขเป็นธรรมหยั่งลงภายใน นับเข้าในมรรคสัจ.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะทั้งหมดเหล่านี้เป็นอริยกันตศีล เพราะศีลอันบุคคลพึงรับด้วยมือคือศรัทธา และเพราะความที่ศีลจะมีอยู่ก็เพราะความที่สัมมาวาจาเป็นต้นเหล่านั้นมีอยู่ สัทธินทรีย์ สัทธา พละ ฉันทิทธิบาท จึงเป็นชาติหยั่งลงในภายใน. สัมมัปปธาน ๔ วิริยิทธิบาท วิริยินทรีย์ วิริยพละ วิริยสัมโพชฌงค์ โดยอิงอาศัยสัมมาวายามะเป็นธรรมหยั่งลงภายใน สติปัฏฐาน ๔ สตินทรีย์ สติพละและสติสัมโพชฌงค์ โดยอิงอาศัยสัมมาสติ เป็นธรรมหยั่งลงภายใน สมาธิอย่างละ ๓ คือสมาธิมีวิตกและมีวิจารเป็นต้น จิตตสมาธิ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมหยั่งลงภายใน คือนับเข้าในมรรคสัจ.
               พึงทราบวินิจฉัยแม้ประเภทแห่งธรรมที่หยั่งลงภายในสัจจะนี้ ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยอุปมา               

               ก็ในข้อว่า โดยอุปมา นี้ พึงเห็นทุกขสัจเหมือนของหนัก สมุทัยสัจเหมือนการถือของหนัก นิโรธสัจเหมือนวางของหนัก มรรคสัจเหมือนอุบายเป็นเครื่องวางของหนัก.
               อนึ่ง ทุกขสัจเป็นดังโรค สมุทยสัจเป็นดังสมุฏฐานของโรค นิโรธสัจเป็นดังความสงบของโรค มรรคสัจเป็นดังเภสัช.
               อีกอย่างหนึ่ง ทุกขสัจเปรียบเหมือนมีภิกษาหาได้โดยยาก สมุทยสัจเปรียบเหมือนฝนไม่ดี นิโรธสัจเปรียบเหมือนมีภิกษาหาได้ง่าย มรรคสัจเปรียบเหมือนฝนดี.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบสัจจะเหล่านี้โดยอุปมาประกอบด้วยคนมีเวร มูลเหตุแห่งเวร การถอนขึ้นซึ่งเวร อุบายการถอนขึ้นซึ่งเวร และพึงทราบด้วยต้นไม้มีพิษ รากเหง้าของต้นไม้มีพิษ การโค้นตัดต้นไม้มีพิษ อุบายโค้นตัดต้นไม้มีพิษ และพึงทราบด้วยมีภัย เหตุที่มีภัย ความปลอดภัย อุบายให้ปลอดภัย และพึงทราบด้วยฝั่งนี้ ห้วงน้ำใหญ่ของฝั่งนี้ ฝั่งโน้น และผู้พยายามให้ถึงฝั่งโน้นนั้นแล.
               พึงทราบวินิจฉัยโดยอุปมาในอริยสัจนี้ ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยจตุกะ (หมวด ๔)               

               ข้อว่า โดยจตุกะ ความว่า ก็บรรดาสัจจะ ๔ เหล่านี้ ธรรมที่เป็นทุกข์แต่ไม่ใช่ทุกข์อริยสัจก็มี ธรรมที่เป็นอริยสัจไม่เป็นทุกข์ก็มี ธรรมที่เป็นทุกข์ด้วยเป็นอริยสัจด้วยก็มี ธรรมที่ไม่เป็นทุกข์และไม่ใช่อริยสัจก็มี.
               ในสมุทัยเป็นต้นก็นัยนี้.
               ในจตุกะนั้น ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยมรรคและสามัญผลทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นสังขารทุกข์ โดยพระบาลีว่า ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ (สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์) แต่ไม่ใช่อริยสัจ นิโรธเป็นอริยสัจแต่ไม่เป็นทุกข์. ส่วนอริยสัจทั้ง ๒ นอกนี้ (สมุทัยและมรรค) พึงเป็นทุกข์ เพราะความไม่เที่ยง แต่ไม่ใช่ทุกข์โดยที่กุลบุตรผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้ากำหนดรู้ ส่วนอุปาทานขันธ์ ๕ เว้นตัณหาแล้วเป็นทั้งทุกข์ เป็นทั้งอริยสัจโดยประการทั้งปวง ธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรคและสามัญผลทั้งหลายไม่ใช่ทุกข์โดยสภาวะที่กุลบุตรผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ ทั้งไม่ใช่อริยสัจ.
               พึงทราบการประกอบแม้ในสมุทัยเป็นต้น (ในข้อสมุทัยเป็นต้น กิเลสที่เป็นสมุทัย (นอกจากตัณหา) เป็นสมุทัย เพราะอรรถว่าทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่ใช่อริยสัจที่เป็นสมุทัย นิโรธเป็นอริยสัจ แต่ไม่เป็นสมุทัย ทุกข์และมรรครวม ๒ พึงเป็นสมุทัยก็ได้เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดผลของตน แต่ไม่เป็นสมุทัยที่เป็นปหาตัพพธรรม ตัณหาเป็นทั้งสมุทัยเป็นทั้งอริยสัจ ธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรคและสามัญผลไม่เป็นสมุทัยที่จะต้องละ และไม่เป็นอริยสัจ (เป็นสัจจวิมุตติ). ในนิโรธ สังขารนิโรธและนิโรธสมาบัติเป็นนิโรธแต่ไม่เป็นนิโรธอริยสัจ สมุทัยเป็นอริยสัจแต่ไม่เป็นนิโรธ ทุกข์และมรรคทั้ง ๒ เป็นนิโรธก็ได้เพราะเป็นขณนิโรธ แต่ไม่ใช่นิโรธสัจจะ อสังขตะเป็นทั้งนิโรธเป็นทั้งอริยสัจธรรม ที่สัมปยุตด้วยมรรคและสามัญผลไม่เป็นนิโรธและไม่ใช่อริยสัจ. องค์มรรคอื่นจากอริยมรรคเป็นมรรคแต่ไม่ใช่อริยมรรค นิโรธเป็นอริยสัจ แต่ไม่เป็นมรรค ทุกข์และสมุทัยทั้ง ๒ เป็นมรรคก็ได้เพราะเป็นทางไปสู่ภพ แต่มิใช่อริยมรรคที่ควรเจริญเพื่อนิโรธ นิโรธคามินีปฏิปทาเป็นทั้งมรรค เป็นทั้งอริยสัจโดยประการทั้งปวง ธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรคและสามัญผลไม่เป็นมรรคและไม่เป็นอริยสัจ.) ตามสมควรแล้ววินิจฉัยในอริยสัจนี้โดยจตุกะ ด้วยประการฉะนี้แล.

 

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยสุญญตา (ว่าง)               

               ในข้อว่า โดยสุญญตาและโดยเป็นธรรมอันเดียวกันเป็นต้น นี้พึงทราบโดยสภาพว่างก่อน.
               จริงอยู่ โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งหมดทีเดียว พึงทราบว่า เป็นสภาพว่าง เพราะไม่มีผู้เสวย ไม่มีผู้ทำ ไม่มีผู้ดับ ไม่มีผู้เดิน ด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์จึงประพันธ์คำคาถานี้ไว้ว่า

ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต         การโก น กิริยาว วิชฺชติ

อตฺถิ นิพฺพุติ น นิพฺพุโต ปุมา      มคฺคมตฺถิ คมโก น วิชฺชติ

          (ความจริง ทุกข์เท่านั้นมีอยู่ แต่บุคคลไรๆ ผู้เป็นทุกข์หามีไม่ การทำมีอยู่ แต่ผู้ทำหามีไม่ ความดับมีอยู่ แต่บุคคลผู้ดับหามีไม่ ทางมีอยู่ แต่บุคคลผู้เดินหามีไม่. (ทุกข์เป็นสัจจะ ส่วนบุคคลเป็นบัญญัติ สัจจะเป็นของมีอยู่โดยปรมัตถ์ บัญญัติไม่มีโดยปรมัตถ์ การกระทำมีอยู่ ท่านหมายเอาตัณหาเป็นเหตุกระทำ มิได้หมายเอาบุคคลซึ่งเป็นบัญญัติ. ความดับหมายถึงนิพพาน ไม่ใช่บุคคลเป็นผู้ดับ. ทางหมายถึงมรรค ๘ มีอยู่จริง ส่วนบุคคลผู้เดินไม่มี เพราะมิใช่บุคคล.))

               อีกอย่างหนึ่ง
               ความว่างในสัจจะ ๔ เหล่านั้น พึงทราบอย่างนี้ คือ สัจจะ ๒ บทแรกว่างจากความเที่ยง ความงาม ความสุข และอัตตา อมตบทคือพระนิพพานว่างจากอัตตา มรรค ว่างจากความยั่งยืน ความสุข และอัตตา.
               อีกอย่างหนึ่ง 

    สัจจะ ๓ ว่างจากนิโรธ และนิโรธก็ว่างจากสัจจะ ๓ ที่เหลือ.
               อีกอย่างหนึ่ง 

    ในสัจจะ ๔ เหล่านี้ เหตุว่างจากผล เพราะไม่มีทุกข์ในสมุทัย และไม่มีนิโรธในมรรค เหตุไม่ร่วมกับผล เหมือนดังปกติ (ประพฤติ) (ลัทธิภายนอกชื่อว่าปกติวาที มีความเห็นว่า ปกติเดิมเหตุรวมอยู่กับผล ต่อมาจึงแยกออกเป็นคนละอย่าง ลัทธิสมวายวาทีก็ทำนองเดียวกัน.) ของลัทธิทั้งหลายมีปกติวาทีเป็นต้น. และผลเล่าก็ว่างจากเหตุ เพราะความทุกข์กับสมุทัย และนิโรธกับมรรคมิได้เป็นอันเดียวกัน ผลนั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกับเหตุ เป็นเหตุผล เหมือนอณูทั้ง ๒ ของลัทธิทั้งหลายมีสมวายวาทีเป็นต้น เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์จึงประพันธ์คำคาถานี้ไว้ว่า

          ตยมิธ นิโรธสุญฺญํ                 ตเยน เตนาปิ นิพฺพุติ สุญฺญา

          สุญฺโญ ผเลน เหตุ                  ผลํปิ ตํ เหตุนา สุญฺญํ

(บรรดาอริยสัจจะ ๔ นี้ สัจจะ ๓ ว่างจากนิโรธ นิโรธ (นิพฺพุติ) เล่าก็ว่างจากสัจจะ ๓ แม้นั้น สัจจะที่เป็นเหตุว่างจากสัจจะที่เป็นผล แม้สัจจะที่เป็นผลนั้นเล่าก็ว่างจากสัจจะที่เป็นเหตุ ดังนี้.)

               พึงทราบวินิจฉัยโดยสุญญตา (ว่าง) อย่างนี้ก่อน.

 

               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยเป็นธรรมอย่างเดียวเป็นต้น               

               ข้อว่า โดยเป็นธรรมอย่างเดียวเป็นต้น ความว่า ก็บรรดาสัจจะ ๔ เหล่านั้น ทุกข์ทั้งหมดทีเดียว ชื่อว่ามีอย่างเดียวเพราะเป็นปวัตติ (คือเป็นธรรมหมุนไปในวัฏฏะ) เป็น ๒ อย่างโดยเป็นนามและรูป. เป็น ๓ อย่างโดยแยกเป็นอุปปัตติภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ. เป็น ๔ อย่างโดยประเภทแห่งอาหาร ๔. เป็น ๕ อย่างโดยประเภทแห่งอุปาทานขันธ์ ๕.
               แม้สมุทัยชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นสภาพให้วัฏฏะหมุนไป เป็น ๒ อย่างโดยเป็นธรรมสัมปยุตด้วยทิฏฐิและไม่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เป็น ๓ อย่างโดยแยกเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. เป็น ๔ อย่างเพราะเป็นโทษอันมรรค ๔ พึงละ. เป็น ๕ อย่างโดยแยกอารมณ์ มีความยินดียิ่งในรูปเป็นต้น. เป็น ๖ อย่างโดยประเภทแห่งกองตัณหา ๖. (กองตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา.)
               นิโรธชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นอสังขตธาตุ แต่โดยปริยาย (อ้อม) นิโรธเป็น ๒ อย่างโดยเป็นสอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน เป็น ๓ อย่างเพราะสงบภพทั้ง ๓. เป็น ๔ อย่างเพราะเป็นอารมณ์ให้มรรค ๔ บรรลุ. เป็น ๕ อย่างเพราะสงบความยินดียิ่ง ๕ (มีรูปารมณ์เป็นต้น) เป็น ๖ อย่างโดยประเภทแห่งความสิ้นไปแห่งกองตัณหา ๖.
               แม้มรรคเล่าก็ชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นธรรมควรเจริญ เป็น ๒ อย่างโดยแยกเป็นสมถะและวิปัสสนา. อีกอย่างหนึ่ง เป็น ๒ อย่างโดยประเภทแห่งทัสสนะ (โสดามรรค) และภาวนา (มรรค ๓ ที่เหลือ). เป็น ๓ อย่างโดยประเภทธรรมขันธ์ ๓ (มีศีลขันธ์เป็นต้น).
               จริงอยู่ มรรคนี้ เพราะเป็นสัปปเทสธรรม (สัปปเทสธรรม หมายถึง ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้เป็นบางส่วน (ส่วนเล็ก).) จึงสงเคราะห์ (รวมเข้า) ด้วยขันธ์ ๓ ที่เป็นนิปปเทสธรรม (นิปปเทสธรรม หมายถึง ธรรมที่ทรงแสดงไว้โดยสิ้นเชิง (ส่วนใหญ่).) เหมือนหัวเมืองรวมอยู่ด้วยราชอาณาจักรฉะนั้น.
               เหมือนอย่างพระธัมมทินนาเถรีกล่าวแก้ปัญหาวิสาขอุบาสกว่า
               ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ขันธ์ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ แล
               ดูก่อนท่านวิสาขะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ พระองค์ทรงสงเคราะห์ในศีลขันธ์ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ พระองค์ทรงสงเคราะห์ในสมาธิขันธ์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ พระองค์ทรงสงเคราะห์ในปัญญาขันธ์ ดังนี้
               เพราะในอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ มรรคมีสัมมาวาจาเป็นต้นเป็นศีลอย่างเดียว ฉะนั้น มรรค ๓ มีสัมมาวาจาเป็นต้นนั้น พระองค์จึงทรงสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์โดยกำเนิดของตน
               แม้ในพระบาลีพระองค์ทรงทำนิเทศไว้ด้วยสัตตมีวิภัตติว่า สีลขนฺเธ (คำว่า สีลขนฺเธ แปลว่า ในศีลขันธ์ แต่ท่านอรรถกถาจารย์ให้แปลว่าด้วยศีลขันธ์.) ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบด้วยอำนาจแห่งตติยาวิภัตติเท่านั้น.

               อนึ่ง ในมรรค ๓ มีสัมมาวายามะเป็นต้น สมาธิย่อมไม่อาจแน่วแน่ (เป็นอัปปนา) ด้วยความมีอารมณ์เป็นหนึ่งในอารมณ์ตามธรรมดาของตนได้ แต่เมื่อวิริยะยังกิจคือการประคองจิตไว้ให้สำเร็จ และเมื่อสติยังกิจคือการไม่ฟั่นเฟือนให้สำเร็จอยู่ สมาธิก็ย่อมแน่วแน่ได้.
               ในข้อนั้นมีอุปมาดังนี้ เปรียบเหมือนสหาย ๓ คนเข้าไปสู่อุทยานด้วยประสงค์ว่า พวกเราจักเล่นนักขัตฤกษ์ (งานประจำปี.) คนหนึ่งเห็นต้นจำปามีดอกบานสะพรั่ง แม้เอื้อมมือไปก็ไม่อาจเก็บได้ ที่นั้นสหายคนที่สองจึงก้มหลังให้ สหายคนที่หนึ่งนั้นแม้ยืนบนหลังสหายคนที่สองแล้วสั่นอยู่ ไม่อาจเก็บดอกไม้ได้ ทีนั้นสหายคนที่สามนอกนี้จึงเอียงไหล่ไป สหายคนที่หนึ่งนั้นจึงยืนบนหลังสหายคนหนึ่ง เหนี่ยวไหล่สหายคนหนึ่ง จึงเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายตามชอบใจ ประดับกายเล่นนักษัตรฉันใด ข้ออุปไมยนี้พึงเห็นฉันนั้น.

               จริงอยู่ ธรรม ๓ มีสัมมาวายามะเป็นต้น เกิดพร้อมกันเหมือนสหาย ๓ คน เข้าไปสู่อุทยานพร้อมกัน. อารมณ์เหมือนต้นจำปามีดอกบานสะพรั่ง. สมาธิไม่สามารถแน่วแน่โดยความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ในอารมณ์ตามธรรมดาของตนเหมือนสหายคนที่หนึ่ง แม้เอื้อมมือไปก็ไม่อาจเก็บได้. วายามะ (ความเพียร) เหมือนสหายคนที่ก้มหลังให้. สติเหมือนสหายคนที่ยืนให้ไหล่ บรรดาสหาย ๓ คนนั้น สหายคนหนึ่งนี้ยืนบนหลังสหายคนหนึ่ง ยึดไหล่สหายคนหนึ่ง ย่อมอาจเก็บดอกไม้ได้ตามปรารถนาฉันใด สมาธิก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อความเพียรยังกิจคือการประคองจิตให้สำเร็จอยู่ และเมื่อสติยังกิจคือการไม่ฟั่นเฟือนให้สำเร็จอยู่ ได้อุปการะแล้วย่อมอาจแน่วแน่โดยมีอารมณ์เป็นหนึ่งในอารมณ์ เพราะฉะนั้น ในมรรค ๓ เหล่านี้ มรรคคือสมาธิเท่านั้น พระองค์ทรงสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์โดยกำเนิดของตน ส่วนมรรคมีวายามะและสติ ทรงสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์โดยกิริยา (คือโดยเป็นธรรมมีอุปการะ).
               แม้ในสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเล่า ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ) ก็ไม่อาจวินิจฉัยอารมณ์ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามธรรมดาของตนได้ แต่เมื่อวิตก (สัมมาสังกัปปะ) กระทบแล้วๆ ให้อยู่ ก็อาจตัดสินได้.
               อย่างไร?
               เปรียบเหมือนเหรัญญิก (เจ้าหน้าที่ดูเงิน) วางเหรียญกหาปณะในมือ แม้เป็นผู้ใคร่เพื่อจะตรวจส่วนทั้งปวงของเหรียญ ก็ไม่อาจเพื่อใช้เปลือกตาพลิกไปรอบๆ ได้ แต่เมื่อใช้ข้อนิ้วพลิกไปๆ ก็อาจเพื่อแลดูข้างโน้นข้างนี้ได้ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่อาจวินิจฉัยอารมณ์ด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ตามธรรมดาของตน แต่ย่อมอาจวินิจฉัยอารมณ์ที่วิตกมีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นลักษณะ มีการทำจิตให้กระทบอารมณ์บ่อยๆ เป็นกิจ ดุจการกระทบอยู่และดุจจับพลิกกลับไปมาให้อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ในอธิการแม้นี้ สัมมาทิฏฐิเท่านั้นพระองค์ทรงสงเคราะห์ไว้ด้วยปัญญาขันธ์ เพราะกำเนิดของตน ส่วนสัมมาสังกัปปะเป็นธรรมอันพระองค์ทรงสงเคราะห์ในปัญญาขันธ์โดยกิริยา มรรคย่อมถึงการสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า มรรคมี ๓ อย่างโดยประเภทแห่งขันธ์ ๓. มรรคมี ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.
               อีกอย่างหนึ่ง 

    สัจจะทั้งหมดนั่นแหละมีอย่างเดียว เพราะเป็นภาวะที่มีอยู่โดยแท้จริง หรือเพราะเป็นอภิญไญยธรรม (ธรรมที่พึงรู้ยิ่ง) มี ๒ อย่าง โดยเป็นโลกิยะและโลกุตระ และเป็นสังขตะและอสังขตะ มี ๓ อย่าง โดยเป็นธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะและภาวนา โดยเป็นธรรมไม่พึงละด้วยทัสสนะและภาวนา และโดยเป็นธรรมที่พึงละก็ไม่ใช่ ไม่พึงละก็ไม่ใช่ มี ๔ อย่าง โดยประเภทปริญไญยธรรมเป็นต้นแล.
               พึงทราบวินิจฉัยในอธิการนี้โดยเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยวินิจฉัยโดยสภาคะและวิสภาคะ               

               ข้อว่า โดยสภาคะและวิสภาคะ ความว่า สัจจะทั้งหมดนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นสภาคะ (คือมีส่วนเสมอ) กันและกัน โดยเป็นของแท้ โดยเป็นของว่างจากอัตตาและโดยเป็นสิ่งที่แทงตลอดได้ยาก เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อย่างไหนหนอจะทำได้ยากกว่ากัน หรือจะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือการที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติดๆ กันโดยช่องดาลเล็กแต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด กับการยิงปลายขนทรายด้วยขนทรายที่แบ่งออกเป็น ๗ ส่วน (ปลายขนทรายแบ่งเป็น ๗ ส่วน ติดที่ปลายลูกศรแล้วยิงปลายขนทรายนั้นให้ถูกเป็นการยาก แต่พระองค์ตรัสว่า การแทงตลอดสัจจะยากกว่า.) ดังนี้
               พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การยิงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกเป็น ๗ ส่วน กระทำได้ยากกว่าและให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า พระเจ้าข้า
               ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
               ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดย่อมแทงตลอดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชนเหล่านั้นย่อมแทงตลอดได้ยากกว่าโดยแท้ ดังนี้.

               ชื่อว่า วิสภาคะ (มีส่วนไม่เสมอกัน) โดยการกำหนดลักษณะของตน ก็สัจจะ ๒ ข้อแรก ชื่อว่าเป็นสภาคะ เพราะเป็นของลึกซึ้ง ด้วยอรรถว่าหยั่งลงได้โดยยาก เพราะเป็นโลกีย์ และเพราะความเป็นไปกับอาสวะ ชื่อว่าเป็นวิสภาคะ เพราะแยกออกโดยเป็นผลและเหตุ และเพราะเป็นธรรมที่ควรรู้ และเป็นธรรมที่ควรละ (ปริญฺเญยฺยปหาตพฺพกิจ)
               สัจจะ ๒ แม้ข้างหลังก็เป็นสภาคะ คือมีส่วนเสมอกัน เพราะหยั่งลงได้ยากโดยความเป็นของลึกซึ้ง เพราะเป็นโลกุตระ และเพราะเป็นอนาสวะ.
               อนึ่ง สัจจะ ๒ ข้อหลังเป็นวิสภาคะ เพราะแยกเป็นวิสยะและวิสยี (วิสยะในที่นี้คือนิโรธ วิสยีคือมรรค.) และเพราะเป็นสัจฉิกาตัพพะ (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง) และภาเวตัพพะ (ธรรมที่ควรเจริญ).
               อนึ่ง สัจจะที่ ๑ และที่ ๓ ชื่อว่าเป็นสภาคะกัน เพราะอ้างถึงผล ชื่อว่าเป็นวิสภาคะกัน เพราะเป็นสังขตะและอสังขตะ.
               อนึ่ง สัจจะที่ ๒ และที่ ๔ ชื่อว่าเป็นสภาคะกัน เพราะอ้างถึงเหตุ ชื่อว่าเป็นวิสภาคะกัน เพราะเป็นกุศลและอกุศลโดยส่วนเดียว. ก็สัจจะที่ ๑ และที่ ๔ ชื่อว่าเป็นสภาคะกัน เพราะเป็นสังขตะ ชื่อว่าเป็นวิสภาคะกัน เพราะเป็นโลกิยะและโลกุตระ. ก็สัจจะที่ ๒ ที่ ๓ เป็นสภาคะกันโดยเป็นเนวเสกขานาเสกขา และชื่อว่าเป็นวิสภาคะ เพราะเป็นสารัมมณะและอนารัมมณะ (มีอารมณ์และไม่มีอารมณ์).

                   อิติ เอวํ ปกาเรหิ                              นเยหิ จ วิจกฺขโณ

                   วิชญฺญา อริยสจฺจานํ                         สภาควิสภาคตํ

          (บัณฑิตผู้ฉลาด พึงรู้แจ้งซึ่งความที่อริยสัจทั้งหลายเป็นสภาคะ (มีส่วนเสมอกัน) และเป็นวิสภาคะ (มีส่วนไม่เสมอกัน) โดยประการและโดยนัยทั้งหลายอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.)

               

วรรณนานิเทศวาร               
               ว่าด้วยทุกขอริยสัจ (บาลีข้อ ๑๔๕)               

               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงจำแนกสัจจะ ๔ มีทุกข์เป็นต้น ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงโดยย่อ จึงเริ่มนิเทศวารนี้ว่า ตตฺถ กตมํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ ดังนี้เป็นต้น.
               ในนิเทศแห่งทุกขอริยสัจนั้น บัณฑิตพึงทราบ ชาติ พึงทราบอรรถแห่งชาติเป็นทุกข์ พึงทราบชรา พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์ พึงทราบมรณะ พึงทราบอรรถแห่งมรณะเป็นทุกข์ พึงทราบโสกะ พึงทราบอรรถแห่งโสกะเป็นทุกข์ พึงทราบปริเทวะ พึงทราบอรรถแห่งปริเทวะเป็นทุกข์ พึงทราบทุกข์ พึงทราบอรรถแห่งทุกข์เป็นทุกข์ พึงทราบโทมนัส พึงทราบอรรถแห่งโทมนัสเป็นทุกข์ พึงทราบอุปายาส พึงทราบอรรถแห่งอุปายาสเป็นทุกข์ พึงทราบอัปปิยสัมปโยคะ พึงทราบอรรถแห่งอัปปิยสัมปโยคะเป็นทุกข์ พึงทราบปิยวิปปโยคะ พึงทราบอรรถแห่งปิยวิปปโยคะเป็นทุกข์. พึงทราบอิจฉา (ความปรารถนา) พึงทราบอรรถแห่งความปรารถนาเป็นทุกข์ พึงทราบขันธ์ พึงทราบอรรถแห่งขันธ์เป็นทุกข์ นี้เป็นมาติกาเพื่อประโยชน์ในการกล่าวทุกขอริยสัจในนิเทศวารนั้น.
               จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าทุกข์นี้มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือ
                         ทุกขทุกข์ (ทุกข์เพราะทนได้ยาก)
                         วิปริณามทุกข์ (ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง)
                         สังขารทุกข์ (ทุกข์ของสังขาร)
                         ปฏิจฉันนทุกข์ (ทุกข์ปกปิด)
                         อัปปฏิจฉันนทุกข์ (ทุกข์เปิดเผย)
                         ปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยอ้อม)
                         นิปปริยายทุกข์ (ทุกข์โดยตรง).
               บรรดาทุกข์เหล่านั้น ทุกขเวทนาที่เป็นไปทางกายและจิต ชื่อว่าทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ทั้งโดยสภาวะทั้งโดยชื่อ. สุขเวทนา ชื่อว่าวิปริณามทุกข์ เพราะเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โดยการเปลี่ยนแปลง. อุเบกขาเวทนาและสังขารทั้งหลายที่เหลือเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าสังขารทุกข์ เพราะถูกความเกิดและดับบีบคั้น.
               ก็ความบีบคั้น (ด้วยความเกิดและดับ) ย่อมมีแม้แก่มรรคและผลทั้งหลายเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าสังขารทุกข์ ด้วยอรรถว่านับเนื่องด้วยทุกขสัจจะ.
               ความป่วยไข้ทางกายและจิตมีปวดหู ปวดฟัน ความเร่าร้อนเกิดแต่ราคะ ความเร่าร้อนเกิดแต่โทสะเป็นต้น ชื่อว่าปฏิจฉันนทุกข์ (ปฏิจฉันนทุกข์ที่ว่าทางกาย คือปวดหู ปวดฟัน ท่านหมายเอาทุกข์เล็กน้อยจึงไม่มีใครรู้ต้องถามจึงรู้.) เพราะต้องถามจึงรู้และเพราะก้าวเข้าไปแล้วก็ไม่ปรากฏ ท่านเรียกว่าทุกข์ไม่ปรากฏดังนี้บ้าง. ความป่วยไข้มีการถูกลงกรรมกรณ์ ๓๒ เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าอัปปฏิจฉันนทุกข์ เพราะไม่ถามก็รู้ได้ และเพราะเข้าถึงแล้วก็ปรากฏ ท่านเรียกว่าปรากฏทุกข์บ้าง. ทุกข์แม้ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น อันมาแล้วในวิภังค์แห่งทุกขสัจจะ เว้นทุกขทุกข์ที่เหลือ ชื่อว่าปริยายทุกข์ เพราะเป็นวัตถุ (ที่อาศัยเกิด) แห่งทุกข์นั้นๆ. ทุกขทุกข์ ชื่อว่านิปปริยายทุกข์.
               ในบรรดาทุกข์เหล่านั้น พึงกล่าวทุกขอริยสัจตั้งไว้ใน ๒ บท นี้คือปริยายทุกข์และนิปปริยายทุกข์ ก็ธรรมดาอริยสัจนี้ย่อมมาในพระบาลีโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ในที่มาโดยย่อควรจะกล่าวโดยย่อก็ได้ โดยพิสดารก็ได้ แต่ในที่มาโดยพิสดารสมควรกล่าวโดยพิสดารเท่านั้น ไม่ควรกล่าวโดยย่อ ในที่นี้ทุกข์นี้นั้นมาโดยพิสดารดังนั้น พึงกล่าวโดยพิสดารอย่างเดียว ฉะนั้น คำนี้ใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้มีอาทิว่า พึงทราบชาติ พึงทราบอรรถของชาติเป็นทุกข์ เพราะถือเอาพระบาลีในนิเทศวารมีอาทิว่า ตตฺถ กตมํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา (ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ ดังนี้.)

 

               ว่าด้วยนิเทศแห่งชาติโดยสมมติกถา (บาลีข้อ ๑๔๖)               

               บรรดาทุกขอริยสัจนั้น พึงทราบคำว่า ชาติ เป็นต้นก่อน ก็บัณฑิตพึงทราบชาติด้วยสามารถแห่งบทภาชนีย์นี้ว่า ตตฺถ กตมา ชาติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ ในทุกขอริยสัจนั้น ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของสัตว์นั้นๆ อันใด ... เป็นต้น. อรรถวรรณนาในนิเทศแห่งชาตินั้น ดังต่อไปนี้.
               คำว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ (ของสัตว์นั้นๆ) นี้เป็นอรรถแสดงถึงความทั่วไปแก่สัตว์มิใช่น้อย โดยย่อ คือเมื่อกล่าวคำอย่างนี้ว่า ความเกิดของเทวทัต ความเกิดของโสมทัต ดังนี้ แม้ทั้งวัน สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่ถึงการกำหนดถือเอาได้ ย่อมไม่สำเร็จการแสดงในสัตว์อื่นๆ ได้ทั้งหมด แต่ด้วยสองบทนี้ สัตว์บางชนิดย่อมไม่เป็นอันกำหนดถือเอาได้ ย่อมไม่สำเร็จการแสดง ในสัตว์อื่นๆ อย่างไรก็หามิได้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ (ของสัตว์เหล่านั้นๆ อันใด).
               คำว่า ตมฺหิ ตมฺหิ (นั้นๆ) นี้เป็นเนื้อความแสดงความทั่วไปของสัตว์นิกายมิใช่น้อยด้วยสามารถแห่งคติและชาติ.
               คำว่า สตฺตนิกาเย ได้แก่ ในหมู่สัตว์ คือในกลุ่มสัตว์ ในประชุมสัตว์.
               บทว่า ชาติ คือ ศัพท์ว่าชาตินี้มีอรรถเป็นอเนก.
               จริงอย่างนั้น ศัพท์ว่าชาตินี้ มาในภพ ในประโยคนี้ว่า เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย (ย่อมระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง) เป็นต้น.
               มาในนิกาย (หมู่) ในประโยคนี้ว่า อตฺถิ วิสาเข นิคนฺถา นาม สมณชาติ (ดูก่อนนางวิสาขา สมณนิกายหนึ่งมีชื่อว่านิครนถ์)
               มาในบัญญัติ ในประโยคนี้ว่า ติริยา นาม ติณชาติ นาภิยา อุคฺคนฺตฺวา นภํ อาหจฺจ ฐิตา อโหสิ (ติณชาติชื่อ ติริยา ขึ้นจากนาภีแล้วได้ตั้งจดท้องฟ้า)
               มาในสังขตลักษณะ ในประโยคนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ สงฺคหิตา (ชาติสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒)
               มาในปฏิสนธิ ในประโยคนี้ว่า ยํ ภิกฺขเว มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ปฐมํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ปฐมํ วิญฺญาณํ ปาตุภูตํ ตทุปาทาย สาวสฺส ชาติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตดวงแรกใดเกิดแล้วในอุทรมารดา วิญญาณดวงแรกปรากฏแล้ว ปฏิสนธินั้นนั่นแหละอาศัยจิตที่เกิดขึ้นและวิญญาณนั้น)
               มาในประสูติ ในประโยคนี้ว่า สมฺปติ ชาโต โข อานนฺท โพธิสตฺโต (ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ในบัดดลที่ประสูติแล)
               มาในตระกูล ในประโยคนี้ว่า อนุปกฏฺโฐ ชาติวาเทน (ไม่มีใครคัดค้านติเตียนได้โดยอ้างถึงตระกูล)
               มาในอริยศีล ในประโยคนี้ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต (ดูก่อนน้องหญิง จำเดิมแต่เราเกิดแล้วโดยอริยชาติ).

               แต่ศัพท์ชาติในอธิการนี้ ย่อมควรในขันธ์ที่เกิดครั้งแรกพร้อมทั้งวิการ เพราะฉะนั้น คำว่าชาตินี้ ในอาการนี้จึงเป็นรูปเฉพาะตนโดยสภาวะว่า ความเกิดของสัตว์ผู้กำลังเกิด. บทที่ทรงเพิ่มด้วยอุปสรรคว่าสัญชาติ ด้วยอำนาจแห่งความเกิดพร้อม. ชื่อว่าโอกกันติ ด้วยอำนาจความหยั่งลง.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าชาติ ด้วยอรรถว่าการเกิด ชาตินั้นประกอบไว้ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้มีอายตนะบกพร่อง ชื่อว่าสัญชาติ ด้วยอรรถว่าเกิดพร้อม สัญชาตินั้นประกอบไว้ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้มีอายตนะสมบูรณ์. ชื่อว่าโอกกันติ ด้วยอรรถว่าหยั่งลง โอกกันตินั้นประกอบไว้ด้วยอำนาจสัตว์ผู้เกิดในไข่และเกิดในครรภ์ เพราะสัตว์เหล่านั้นย่อมหยั่งลงสู่ฟองไข่และมดลูก ก็เมื่อหยั่งลงย่อมถือปฏิสนธิ ดุจสัตว์ทั้งหลายผู้เข้าไปอยู่. ชื่อว่าอภินิพพัตติ ด้วยอรรถว่าบังเกิดยิ่ง อภินิพพัตตินั้นประกอบไว้ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้เกิดในเถ้าไคลและโอปปาติกสัตว์ เพราะสัตว์เหล่านั้นย่อมเกิดปรากฏทันที.
               นี้เป็นสมมติกถา ก่อน.


               ว่าด้วยนิเทศแห่งชาติโดยปรมัตถกถา               

               บัดนี้ เป็นกถาว่าด้วยปรมัตถ์ จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง ย่อมปรากฏโดยปรมัตถ์ ไม่ใช่สัตว์ และในพระบาลีนั้น บทว่า ขนฺธานํ (แห่งขันธ์ทั้งหลาย) พึงทราบการถือเอาขันธ์หนึ่งในเอกโวการภพ ขันธ์สี่ในจตุโวการภพ ขันธ์ห้าในปัญจโวการภพ.
               บทว่า ปาตุภาโว (ความปรากฏ) ได้แก่ ความเกิดขึ้น.
               ในบทว่า อายตนานํ นี้ พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยสามารถมนายตนะที่เกิดขึ้นในภพนั้น.
               บทว่า ปฏิลาโภ (ความได้เฉพาะ) ได้แก่ ความปรากฏในการสืบต่อนั่นเอง เพราะการปรากฏนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าการได้เฉพาะ.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ ชาติ (นี้เรียกว่าชาติ) ความว่า นี้เรากล่าวเรียกว่า ชาติ.
               ก็ชาตินี้นั้น ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา (มีการเกิดก่อนในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ) นิยฺยาตนรสา (มีการมอบให้เป็นกิจ (ผู้รู้อธิบายว่า มีการเป็นไปคล้ายกับมอบขันธ์ที่มีขอบเขตในแต่ละภพให้แก่สัตว์เป็นกิจ.)) อตีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปฏฺฐานา (มีการจากภพอดีตมาโผล่ขึ้นในภพนี้เป็นปัจจุปัฏฐาน) ผลวเสน ทุกฺขวิจิตฺตตาปจฺจุปฏฺฐานา วา (อีกอย่างนี้ มีความวิจิตร (รวบรวมไว้) ซึ่งทุกข์ด้วยอำนาจผลเป็นปัจจุปัฏฐาน.)

 

              พึงทราบอรรถแห่งชาติเป็นทุกข์               

               บัดนี้ พึงทราบข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งชาติเป็นทุกข์. จริงอยู่ ชาตินี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์ แต่ตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งให้ทุกข์เกิด.
               ถามว่า ก็ชาตินี้เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ชนิดไหน?
               ตอบว่า ชาตินี้เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้นแม้ทั้งหมด คือทุกข์ที่เป็นไปในอบายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้ ด้วยสามารถอุปมาในสูตรทั้งหลายมีพาลปัณฑิตสูตรเป็นต้น และทุกข์อันต่างด้วยทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ในมนุษยโลกเกิดขึ้นในสุคติภูมิ. ในอธิการนี้ พึงทราบทุกข์อันต่างด้วยทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูลเป็นต้นต่อไป.


               ว่าด้วยทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูล               

               จริงอยู่ สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในท้องมารดา มิได้บังเกิดในที่ทั้งหลายมีดอกอุบล ดอกปทุมและดอกปุณฑริกเป็นต้น โดยที่แท้ ย่อมบังเกิดในบริเวณท้องซึ่งน่าเกลียดอย่างยิ่ง เป็นการหมกอยู่ในป่าใหญ่คือสิ่งไม่สะอาดและกลิ่นเหม็นยิ่งนัก อบอวลด้วยกลิ่นซากศพต่างๆ มืดตื้อคับแคบอย่างยิ่ง ในท่ามกลางพื้นท้องและกระดูกสันหลังภายใต้กระเพาะอาหารใหม่บนกระเพาะอาหารเก่า เหมือนหนอนเกิดอยู่ในปลาเน่า ในขนมบูดและน้ำครำเป็นต้น. สัตว์นั้นบังเกิดในท้องนั้นแล้วถูกไออุ่นที่เกิดในท้องมารดา ๑๐ เดือนอบดุจห่อข้าว นึ่งอยู่ดุจก้อนแป้ง เว้นจากอาการมีการคู้เข้าและเหยียดออกเป็นต้น เสวยอยู่ซึ่งทุกข์มีประมาณยิ่งแล.
               ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูลก่อน.


               ว่าด้วยทุกข์มีการบริหารครรภ์เป็นมูล               

               อนึ่ง สัตว์นั้นย่อมเสวยทุกข์ใดมีประมาณยิ่ง ด้วยพากเพียรของมารดามีการคร่าไป คร่าไปทั่ว ซัดลง ซัดขึ้นเป็นต้น ในอิริยาบถทั้งหลายมีการลื่นถลา การเดิน การนั่ง การลุกขึ้นและในการหมุนตัวเป็นต้นโดยผลุนผลัน เป็นเหมือนลูกแพะในเงื้อมมือของนักเลงสุรา และเป็นเหมือนลูกงูในเงื้อมมือของหมองู. และสัตว์นั้นย่อมเสวยทุกขเวทนากล้าอันใด คือในเวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็น ก็เป็นเหมือนบังเกิดในสีตนรก ในเวลาที่มารดากลืนกินยาคูร้อนและภัตร้อนเป็นต้นก็เป็นเหมือนฝนถ่านเพลิงประพรมไปโดยรอบ ในเวลาที่มารดากลืนของเค็มและเปรี้ยวเป็นต้นก็เป็นเหมือนสัตว์ถึงกรรมกรณ์โดยวิธีราดด้วยน้ำด่างเป็นต้น.
               ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการบริหารครรภ์เป็นมูล.


               ว่าด้วยทุกข์มีความวิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล               

               อนึ่ง เมื่อมารดาของสัตว์นั้นมีครรภ์หลง ทุกข์ใดย่อมเกิดขึ้นโดยอาการมีการผ่าตัดเป็นต้น ในที่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์อันไม่ควรเห็นแม้แต่มิตร อำมาตย์ และเพื่อนเป็นต้น.
               ทุกข์นี้ มีการพิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล.


               ว่าด้วยทุกข์มีการคลอดเป็นมูล               

               ทุกข์ใดย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้ถูกลมกรรมชวาตของมารดากำลังคลอดให้พลิกกลับลงไปโดยลำดับสู่ทางกำเนิดอันน่ากลัวยิ่ง ดุจปล่องเหว ผลักไปทางช่องกำเนิดอันคับแคบยิ่ง ดุจช้างใหญ่ถูกผลักออกทางช่องลูกดาล และดุจสัตว์นรกถูกภูเขากระทบบดให้แหลกเป็นจุณไป.
               ทุกข์นี้ ชื่อว่ามีการคลอดเป็นมูล.


               ว่าด้วยทุกข์มีการออกนอกครรภ์เป็นมูล               

               อนึ่ง ทุกข์ใดย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้คลอดแล้วซึ่งมีสรีระยังอ่อนแอเช่นกับแผลใหม่ ในคราวที่เขาเอามือจับอาบน้ำชำระและเช็ดด้วยท่อนผ้าเป็นต้น ก็จะเป็นเช่นกับเจาะด้วยเข็มและการผ่าด้วยมีดโกน.
               ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการออกนอกครรภ์มารดาเป็นมูล.


               ว่าด้วยทุกข์มีความพยายามของตนเป็นมูล               

               เบื้องหน้าแต่นี้ไป ในปวัตติกาล ทุกข์ใดย่อมมีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนเองก็ดี ผู้ประกอบความเพียรโดยการทำตัวให้เร่าร้อน ให้เร่าร้อนทั่วด้วยสามารถแห่งวัตรมีอเจลกวัตรเป็นต้นก็ดี ผู้อดอาหารและผู้ผูกแขวนตัวด้วยอำนาจความโกรธก็ดี.
               ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการพยายามของตนเป็นมูล.


               ว่าด้วยทุกข์มีความพยายามของผู้อื่นเป็นมูล               

               อนึ่ง ทุกข์ใดย่อมเกิดแก่ผู้เสวยทุกข์มีถูกฆ่าและจองจำเป็นต้นจากผู้อื่น ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการพยายามของผู้อื่นเป็นมูล.
               ชาตินี้เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์นี้แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำคาถานี้ไว้ว่า

                   ชาเยถ โน เจ นรเกสุ สตฺโต                 ตตฺถคฺคิทาหาทิกมปฺปสยฺหํ

                   ลเภถ ทุกฺขํ น กุหึ ปติฏฺฐํ                    อิจฺจาห ทุกฺขาติ มุนีธ ชาตึ

          (หากว่า สัตว์ไม่พึงเกิดในนรกไซร้ เขาก็ไม่พึงได้ทุกข์ มีการถูกเผาไหม้ในนรกนั้นเป็นต้น ที่ใครๆ อดกลั้นไม่ได้ ไม่มีที่พึ่งในที่ไหนๆ เพราะเหตุนั้น พระมุนีจึงกล่าวความเกิดในโลกนี้ว่า เป็นทุกข์.)

                   ทุกฺขํ ติรจฺเฉสุ กสาปโตท                    ทณฺฑาภิฆาฏาทิภวํ อเนกํ

                   ยนฺตํ กถํ ตตฺถ ภเวยฺย ชาตึ                  วินา ตหึ ชาติ ตโตปิ ทุกฺขา

          (ความทุกข์ในพวกสัตว์เดรัจฉาน มีการกระหน่ำด้วยแส้ ปฏักและท่อนไม้มิใช่น้อย เว้นชาติเสีย ทุกข์พึงมีในเป็นต้น พวกสัตว์นั้นได้อย่างไร แม้เพราะเหตุนั้น ชาติจึงชื่อว่า เป็นทุกข์ในพวกสัตว์นั้น.)

                   เปเตสุ ทุกฺขํ ปน ขุปฺปิปาสา                 วาตาตปาทิปฺปภวํ วิจิตฺตํ

                   ยสฺมา อชาตสฺส น ตตฺถ อตฺถิ               ตสฺมาปิ ทุกฺขํ มุนิ ชาติมาห

          (อนึ่ง ทุกข์เพราะหิวกระหายในพวกเปรต มีแดนเกิดแต่ลมและแดดเป็นต้นชนิดต่างๆ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้ไม่เกิดในพวกเปรตนั้น แม้เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ก็กล่าวว่า ชาติเป็นทุกข์.)

                    ติพฺพนฺธนกาเร จ อสยฺหสีเต                โลกนฺตเร ยํ อสุเรสุ ทุกฺขํ

                   น ตํ ภเว ตตฺถ น จสฺส ชาติ                 ยโต อยํ ชาติ ตโตปิ ทุกฺขา

          (อนึ่ง ทุกข์ในพวกอสุรกายที่มีในโลกันตร์ ซึ่งเย็นทนไม่ได้ มืดตื้อจะไม่พึงมีในพวกอสุรกายนั้น เพราะไม่มีความเกิด แม้เหตุนั้น ชาตินี้ ก็ชื่อว่า เป็นทุกข์.)

                   ยญฺจาปิ คูถนรเก วิย มาตุ คพฺเภ          สตฺโต วสญฺจิรมโต พหิ นิกฺขมญฺจ

                   ปปฺโปติ ทุกฺขมติ โฆรมิทํปิ นตฺถิ            ชาตึ วินา อิติปิ ชาติรยํ หิ ทุกฺขา

          (อนึ่ง สัตว์ในครรภ์มารดา อันเป็นราวกะคูถนรก โดยการอยู่ตลอดกาลนานก็ดี ออกจากครรภ์มาในภายนอกก็ดี ย่อมถึงทุกข์แม้ใดอันร้ายแรง ทุกข์แม้นี้เว้นความเกิดเสียย่อมไม่มี แม้เพราะเหตุนั้น ความเกิดนั่นแหละ ชื่อว่า เป็นทุกข์.)

กึ ภาสิเตน พหุนา นนุ ยํ กุหิญฺจิ           อตฺถีธ กิญฺจิรปิ ทุกฺขมิทํ กทาจิ

เนวตฺถิ ชาติวิรเห ยทโต มเหสิ             ทุกฺขาติ สพฺพปฐมํ อิมมาห ชาตึ

          (ประโยชน์อะไร ด้วยการกล่าวมากไป ทุกข์แม้ไรๆ ในโลกนี้ ซึ่งมีในที่ไหนๆ นี้ จะไม่มีได้ในกาลไหนๆ เพราะเว้นจากความเกิด มิใช่หรือ เพราะเหตุนั้น พระมหาฤาษีจึงตรัสความเกิดนี้ว่า เป็นทุกข์ก่อนทุกข์ทั้งปวงดังนี้.)


               ว่าด้วยนิเทศชรา (บาลีข้อ ๑๔๗)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศชรา ต่อไป.
               บทว่า ชรา (ความคร่ำคร่า) เป็นรูปความเฉพาะตนโดยภาวะของตน.
               บทว่า ชิรณตา (ภาวะที่คร่ำคร่า) เป็นศัพท์แสดงถึงอาการ.
               ศัพท์ทั้ง ๓ มีคำว่า ขณฺฑิจฺจํ (ความที่ฟันหลุด) เป็นต้น เป็นศัพท์แสดงถึงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านไป สองศัพท์หลังเป็นการอธิบายความตามปกติ. (คือ อายุโน สํหานิ ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ และ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์.)
               จริงอยู่ ชรานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยภาวะของตนด้วยบทว่า ความคร่ำคร่า นี้. เพราะเหตุนั้น บทว่า ความคร่ำคร่า นี้จึงเป็นรูปความเฉพาะตนโดยสภาพแห่งบทว่า ความคร่ำคร่า นั้น. ทรงแสดงชรานั้นโดยอาการ ด้วยบทว่า ชิรณตา (ภาวะที่คร่ำคร่า) เพราะเหตุนั้น ศัพท์ว่าชิรณตา นี้จึงเป็นการอธิบายถึงอาการของชรานั้น.
               ด้วยบทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราโดยกิจ คือการกระทำความเป็นผู้มีฟันและเล็บหักในเมื่อล่วงกาลผ่านไป. ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ (ความที่ผมหงอก) นี้ ทรงแสดงชราโดยกิจ คือการทำความเป็นผู้มีผมและขนหงอก. ด้วยบทว่า วลิตฺตจตา (ความที่หนังเหี่ยวย่น) นี้ ทรงแสดงชราโดยกิจ คือการทำความเป็นผู้มีเนื้อเหี่ยวแล้ว หนังย่นแล้ว เพราะเหตุนั้น ศัพท์ทั้ง ๓ มีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ (ความที่ฟันหลุด) เหล่านี้ จึงเป็นศัพท์แสดงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านไปของชรานั้น.
               ด้วยศัพท์ทั้ง ๓ นั้น พระองค์ทรงแสดงปากฏชราว่า ชรานั้นเป็นธรรมชาติปรากฏแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเห็นภาวะเหล่านี้เป็นของพิการไป เปรียบเหมือนทางเดินของน้ำหรือลมหรือไฟ ย่อมปรากฏเพราะความที่หญ้าและต้นไม้เป็นต้นหักโค้นทลายแล้วหรือถูกไฟไหม้ และทางที่เป็นไปแล้วนั้นมิใช่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นเลย ข้อนี้ฉันใด ทางเดินของชราก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมปรากฏในที่มีฟันเป็นต้น ด้วยอำนาจลักษณะมีภาวะที่หักเป็นต้น ใครๆ แม้ลืมตาดูก็รู้ได้ แต่ลักษณะมีภาวะที่ฟันหักเป็นต้นเท่านั้น มิใช่ชรา เพราะชรามิใช่สิ่งที่พึงรู้แจ้งด้วยตา.
               อนึ่ง ชรานั้น พระองค์ทรงแสดงโดยปกติ กล่าวคือความสิ้นอายุและความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ซึ่งปรากฏเฉพาะในเมื่อล่วงกาลผ่านไปเท่านั้น ด้วยบทเหล่านี้ว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก (ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ และความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) เพราะเหตุนั้น สองศัพท์หลังเหล่านี้ พึงทราบว่า เป็นศัพท์อธิบายความตามปกติของชรานั้น บรรดาบททั้ง ๒ (คือความเสื่อมสิ้นแห่งอายุและความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) นั้น เพราะอายุของผู้ถึงชราแล้วย่อมเสื่อม ฉะนั้น ชรา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลูปจารนัยว่า ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ.
               อนึ่ง เพราะอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ในเวลาที่ยังเป็นหนุ่มเป็นของผ่องใสดี สามารถรับวิสัยของตน แม้ละเอียดได้โดยง่ายทีเดียว เมื่อเขาถึงชราแล้ว เป็นอินทรีย์หง่อมแล้ว สับสนไม่คล่องแคล่ว ไม่สามารถรับวิสัยของตนแม้หยาบได้ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก (ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) โดยผลูปจารนัยทีเดียว.

 

               ว่าด้วยชรา ๒ อย่าง               

               อนึ่ง ชราแม้ทั้งหมด ที่ทรงยกขึ้นแสดงไว้อย่างนี้นั้นมี ๒ อย่าง คือ
                         ปากฏชรา
                         ปฏิจฉันนชรา.
               บรรดาชราทั้ง ๒ นั้น ชราในรูปธรรม ชื่อว่าปากฏชรา เพราะแสดงภาวะมีการหักเป็นต้นในอวัยวะมีฟันเป็นต้น ส่วนชราในอรูปธรรม ชื่อว่าปฏิจฉันนชรา เพราะไม่แสดงพิการเช่นนั้น.
               ในชราทั้ง ๒ นั้น ภาวะมีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นใดนี้ ย่อมปรากฏภาวะความเป็นผู้มีฟันหักนั้น เป็นวรรณะ (สี) เท่านั้น เพราะความที่อวัยวะมีฟันเป็นต้นเช่นนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้โดยง่าย บุคคลเห็นวรรณะ (สี) นั้นด้วยจักษุแล้วก็คิดโดยมโนทวาร ย่อมทราบชราว่า ขันธ์เหล่านี้ถูกชราประหารแล้ว ดุจการแลดูวัตถุทั้งหลายมีเขาโคเป็นต้นที่ผูกไว้ในที่เป็นที่ตั้งแห่งน้ำก็จะทราบได้ว่า น้ำมีภายใต้ ฉะนั้น.
               ชรานี้ มีอีก ๒ อย่าง คือ
                         อวีจิชรา (ชราไม่มีร่องรอย)
                         สวีจิชรา (ชรามีร่องรอย).
               บรรดาชราทั้ง ๒ นั้น ชรา (ความคร่ำคร่า) ของแก้วมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้น ชื่อว่าอวีจิชรา เพราะความพิเศษแห่งสีเป็นต้นในระหว่างๆ เป็นของที่รู้ได้โดยยาก เหมือนความแปลกแห่งสีเป็นต้นของสัตว์มีชีวิตในพวกมันททสกะเป็นต้น และสิ่งไม่มีชีวิตในพวกที่เป็นดอกไม้ผลไม้และใบอ่อนเป็นต้น. มีอธิบายว่าเป็นนิรันตรชราคือชราไม่มีระหว่าง. แต่ชรา (ความคร่ำคร่า) ในสิ่งอื่นๆ จากวัตถุมีแก้วมณีเป็นต้นนั้น ชื่อว่าสวีจิชรา เพราะความแปลกแห่งสีเป็นต้นในระหว่างๆ เป็นสิ่งที่รู้ได้ง่าย.
               ในชราทั้ง ๒ นั้น สวีจิชรา พึงทราบอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งอุปาทินนรูปและอนุปาทินนรูป.
               จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า ฟันน้ำนมของพวกเด็กๆ ย่อมเกิดก่อนทีเดียว ฟันเหล่านั้นไม่ถาวร แต่เมื่อฟันเหล่านั้นหักไปแล้ว ฟันก็จะตั้งขึ้นอีก ฟัน (แท้) เหล่านั้นครั้งแรกเป็นสีขาว ย่อมเป็นสีดำในเวลาถูกลมคือชรากระทบ.
               อนึ่ง ผมครั้งแรกย่อมเป็นสีแดงบ้าง ย่อมเป็นสีดำบ้างขาวบ้าง. ส่วนผิวย่อมมีสีแดง เมื่อบุคคลกำลังเจริญๆ บุคคลขาวก็จะปรากฏเป็นสีขาว บุคคลดำก็จะปรากฏเป็นสีดำ แต่เมื่อถูกลมคือชรากระทบแล้ว ผิวนั่นก็จะจับรอยย่น. ข้าวกล้าแม้ทั้งหมดในเวลาที่หว่านแล้ว ย่อมงอกเป็นสีขาว ภายหลังจะเป็นสีเขียว แต่ในเวลาถูกลมคือชรากระทบแล้วก็เป็นสีเหลือง จะแสดงแม้ด้วยหน่อมะม่วงก็ควรเหมือนกัน. คำว่า อยํ วุจฺจติ ชรา (นี้เรียกว่าชรา) ความว่า นี้เรากล่าวให้ชื่อว่า ชรา.
               ก็ชรานี้นั้น ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ของขันธ์เป็นลักษณะ มรณูปนยนรสา มีการนำเข้าไปหาความตายเป็นกิจ โยพฺพนวินาสปจฺจุปฏฺฐานา มีความพินาศแห่งวัยหนุ่มสาวเป็นปัจจุปัฏฐาน.


               พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์               

               ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์ นี้ต่อไป.
               แม้ชรานี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งของทุกข์.
               ถามว่า เป็นที่ตั้งของทุกข์ไหน.
               ตอบว่า ของทุกข์ทางกาย และทุกข์คือโทมนัส.
               จริงอยู่ อัตภาพของคนชราแล้วย่อมทุรพล เหมือนเกวียนเก่าคร่ำคร่า เมื่อเขาพยายามเพื่อจะยืนหรือเดินหรือนั่ง ย่อมเกิดทุกข์ทางกายอย่างรุนแรง. เมื่อบุตรและภรรยาไม่คอยสนใจเหมือนแต่ก่อนก็เกิดโทมนัส. พึงทราบชราเป็นทุกข์โดยความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งสองด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง (ท่านประพันธ์เป็นคาถาไว้ว่า)
               อนึ่ง สัตว์ย่อมถึงทุกข์ใด ทั้งทางกายและทางใจ เพราะความที่อวัยวะหย่อนยาน เพราะความพิการแห่งอินทรีย์ เพราะความพินาศแห่งความหนุ่มสาว เพราะกำลังถูกบั่นทอน เพราะปราศจากคุณมีสติเป็นต้น และบุตรภรรยาของตนก็ไม่เลื่อมใส และถึงความเป็นคนพาลอย่างยิ่ง ทุกข์ทั้งหมดนี้ มีชราเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ชราจึงเป็นทุกข์แล.


               ว่าด้วยนิเทศมรณะโดยสมมติ               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศมรณะ ต่อไป.
               ที่ชื่อว่าจุติ ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้เคลื่อน (จากภพ) คำว่าจุตินี้เป็นคำพูดธรรมดาของจุติที่เป็นขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
               บทว่า จวนตา (ภาวะที่เคลื่อน) เป็นบทแสดงไขถึงลักษณะโดยกล่าวภาวะ.
               บทว่า เภโท (ความทำลาย) เป็นบทอธิบายความเกิดขึ้นแห่งภังคะของขันธ์ที่จุติ.
               บทว่า อนฺตรธานํ (ความหายไป) เป็นบทอธิบายความไม่มีฐานะโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งของจุติขันธ์ที่แตกทำลาย ดุจหม้อที่แตกไปฉะนั้น.
               บทว่า มจฺจุมรณํ แปลว่า มฤตยูคือความตาย มัจจุผู้กระทำซึ่งที่สุด ชื่อว่ากาละ การกระทำของกาละนั้นชื่อว่ากาลกิริยา (ความทำกาละ).
               มรณะโดยสมมติ เป็นคำอันข้าพเจ้าแสดงแล้วเพียงเท่านี้.


               ว่าด้วยนิเทศแห่งมรณะโดยปรมัตถ์               

               บัดนี้ เพื่อกำหนดมรณะโดยปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ขนฺธานํ เภโท (ความแตกแห่งขันธ์) เป็นต้น.
               จริงอยู่ ว่าโดยปรมัตถ์ ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นย่อมแตกไป ขึ้นชื่อว่าสัตว์ไรๆ ย่อมตายหามีไม่ แต่เมื่อขันธ์ทั้งหลายกำลังแตก สัตว์ก็ย่อมมีโวหารว่ากำลังตาย เมื่อขันธ์แตกแล้วก็มีโวหารว่า สัตว์ตายแล้ว. ก็ในอธิการนี้ ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจจตุโวการภพและปัญจโวการภพ. ความทอดทิ้งกเฬวระ (ซากศพ) ด้วยอำนาจเอกโวการภพ. อีกอย่างหนึ่ง ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายย่อมมีด้วยอำนาจขันธ์ ๔ (จตุโวการภพ) พึงทราบความทอดทิ้งซากศพไว้ ด้วยอำนาจบททั้ง ๒ ที่เหลือ.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะการเกิดแห่งกเฬวระ กล่าวคือรูปกาย ย่อมมีในภพแม้ทั้ง ๒.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์ทั้งหลายในจาตุมหาราชิกาเป็นต้นย่อมแตกไปอย่างเดียว ไม่มีอะไรๆ ต้องทอดทิ้ง ฉะนั้น ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายย่อมมีด้วยอำนาจแห่งขันธ์ในจาตุมหาราชิกาเป็นต้นเหล่านั้น ความทอดทิ้งซากศพย่อมมีในพวกมนุษย์เป็นต้น.
               ก็ในนิเทศนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความตายโดยเหตุแห่งการทอดทิ้งร่างกายว่า การทิ้งซากศพ ดังนี้.
               ด้วยบทว่า ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท (ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ขึ้นชื่อว่าความตายของขันธ์ที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าความตายของขันธ์ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์หามีไม่ แต่คำว่า ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตาย นี้เป็นเพียงโวหารเท่านั้น แต่เมื่อว่าโดยอรรถแล้ว คำพูดเช่นนี้ย่อมแสดงถึงความที่สรรพสิ่งทั้งหลายมีข้าวกล้าเป็นต้นเป็นของสิ้นไปเสื่อมไปนั่นเอง.
               คำว่า อิทํ วุจฺจติ มรณํ (นี้เรียกว่ามรณะ) ความว่า แม้ทั้งหมดนี้ เราก็ให้ชื่อว่ามรณะ.
               อีกอย่างหนึ่ง 

    ในคำว่า มรณะ นี้ พึงทราบประเภทแม้นี้ คือ
                         ขณิกมรณะ (ตายทุกขณะ)
                         สมมติมรณะ (ตายโดยสมมติ)
                         สมุจเฉทมรณะ (ตายโดยตัดขาด).
               บรรดามรณะเหล่านั้น ความแตกแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมในประวัติกาล ชื่อว่าขณิกมรณะ. ความตายนี้ว่า ท่านติสสะตาย ท่านปุสสะตายเป็นต้น ชื่อว่าสมมติมรณะ. การทำกาละของพระขีณาสพไม่มีปฏิสนธิ ชื่อว่าสมุจเฉทมรณะ. แต่ในนิเทศนี้ พระองค์ประสงค์เอาสมมติมรณะ แม้คำว่าความตายเพราะความเกิดเป็นปัจจัย ความตายด้วยความพยายาม ความตายโดยหน้าที่ ความตายเพราะสิ้นอายุดังนี้ ก็เป็นชื่อความตายโดยสมมตินั่นเอง.
               ความตายโดยสมมตินี้นั้น จุติลกฺขณํ มีการเคลื่อนจากภพเป็นลักษณะ วิโยครสํ มีการพรากไปเป็นกิจ วิปฺปวาสปจฺจุปฏฺฐานํ มีการปราศจากภพเก่าเป็นปัจจุปัฏฐาน.


               พึงทราบอรรถแห่งมรณะเป็นทุกข์               

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า พึงทราบอรรถแห่งมรณะเป็นทุกข์ ต่อไป.
               แม้มรณะนี้ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์ แต่พระองค์ตรัสว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ เพราะเวทนามีในสรีระแม้เกิดในที่สุดแห่งความตายจะเผาสรีระ เหมือนคบหญ้าติดไฟที่ถือไว้ทวนลม ในเวลาที่นิมิตแห่งนรกเป็นต้นปรากฏ โทมนัสรุนแรงย่อมเกิดขึ้น.
               พึงทราบมรณะว่าเป็นทุกข์ โดยเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง
               เพราะความตายนี้ เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ใจ ของคนใกล้ตายที่เป็นคนลามกซึ่งเห็นนิมิต มีกรรมอันลามกเป็นต้นอยู่โดยลำดับ สำหรับคนดี ผู้ไม่สามารถข่มความพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก (คือสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักใคร่) ได้ แม้ทุกข์ซึ่งเกิดในสรีระมีโรคลมอันตัดข้อต่อ และเส้นเอ็นเป็นต้น ซึ่งข่มไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ที่มีแก่เหล่าสัตว์ทั้งปวงที่กำลังถูกโรคเสียดแทงเป็นธรรมดา โดยไม่แปลกกันนี้ ฉะนั้น มรณะนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นทุกข์เหมือนกัน.


               ว่าด้วยทุกข์ทั้ง ๓ ดังข้าศึก ๓ คน               

               อีกนัยหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าชาติ ชราและมรณะเหล่านี้ ย่อมเที่ยวแสวงหาโอกาส ดุจปัจจามิตรผู้เข่นฆ่าสัตว์เหล่านี้ คือเปรียบเหมือนข้าศึก ๓ คนของบุรุษผู้คอยโอกาสเฝ้าดูอยู่ คนหนึ่งพูดว่า ข้าจักกล่าวชมชื่อป่าโน้นแล้ว จักพาเขาไปในป่านั้น ในเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ทำได้ยากสำหรับเรา. คนที่ ๒ พูดว่า ในเวลาที่เจ้าพาคนนี้ไป เราจักโบยตีกระทำให้ทุรพล ในเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากสำหรับเรา. คนที่ ๓ พูดว่า เมื่อเจ้าโบยตีทำบุรุษนี้ให้หมดกำลังแล้ว ชื่อว่าเอาดาบคมตัดศีรษะ จงเป็นหน้าที่ของเราเถิด ดังนี้. ข้าศึกทั้ง ๓ นั้นครั้นพูดอย่างนั้นแล้วก็กระทำอย่างนั้น.
               ในการอุปมานั้น ชื่อว่าการคร่าออกจากวงของเพื่อนและญาติแล้วให้เกิดในภพใดภพหนึ่ง ดุจเวลาที่ข้าศึกคนที่หนึ่งกล่าวชมป่าแล้วพาบุรุษนั้นไปในป่านั้น พึงทราบว่า เป็นหน้าที่ของชาติ (ความเกิด). การที่ขันธ์ซึ่งเกิดขึ้นแล้วตกไป (คืออ่อนกำลังลง) แล้วทำให้เป็นผู้พึ่งคนอื่นและมีเตียงนอนเป็นเบื้องหน้า ดุจข้าศึกคนที่ ๒ โบยตีทำให้เป็นผู้ทุรพล พึงทราบว่า เป็นหน้าที่ของชรา. การให้ถึงความสิ้นชีวิต ดุจข้าศึกคนที่ ๓ เอาดาบคมตัดศีรษะ พึงทราบว่า เป็นหน้าที่ของมรณะ ฉะนั้น.
               อีกประการหนึ่ง ในทุกข์ทั้ง ๓ นี้ พึงเห็นชาติทุกข์เหมือนการเข้าสู่ทางกันดารใหญ่ที่มีโทษ. พึงเห็นชราทุกข์เหมือนความเป็นผู้ทุรพลที่อดข้าวและน้ำในทางกันดารนั้น. พึงเห็นมรณทุกข์เหมือนการให้ถึงความพินาศด้วยเครื่องผูกมัดเป็นต้น แก่คนทุรพลผู้มีความพยายามให้อิริยาบถเป็นไปถูกขจัดแล้วแล.

                        

 ว่าด้วยนิเทศโสกะ (บาลีข้อ ๑๔๙)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศโสกะ ต่อไป.
               สภาวะใด ย่อมถึงความพราก. อธิบายว่า ย่อมซัดไป คือย่อมกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุข เพราะเหตุนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่าพยสนะ (ความเสื่อม) ความเสื่อมญาติชื่อว่าญาติพยสนะ. อธิบายว่า ความสิ้นญาติคือความพินาศแห่งญาติ ด้วยภัยแต่โจรและโรคเป็นต้น คือด้วยความเสื่อมแห่งญาตินั้น.
               บทว่า ผุฏฺฐสฺส (ของผู้ที่ถูกกระทบ) ได้แก่ ของบุคคลผู้อันความเสื่อมท่วมทับแล้ว ครอบงำแล้ว คือประกอบพร้อมแล้ว. แม้ในคำที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
               แต่ความแปลกกันมี ดังนี้
               ความเสื่อมแห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อว่าโภคพยสนะ. อธิบายว่า ความสิ้นโภคะ ความพินาศแห่งโภคะด้วยอำนาจแห่งภัยมีราชภัยและโจรภัยเป็นต้น. ความเสื่อมคือโรคชื่อว่าโรคพยสนะ.
               จริงอยู่ โรคย่อมยังความไม่มีโรคให้พราก คือย่อมให้พินาศไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าพยสนะ. ความพินาศแห่งศีลชื่อว่าสีลพยสนะ (ความเสื่อมศีล) คำว่า สีลพยสนะ นี้เป็นชื่อของความเป็นผู้ทุศีล. ความเสื่อมคือทิฏฐิซึ่งยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศเกิดขึ้น ชื่อว่าทิฏฐิพยสนะ (หมายถึงความเสื่อมจากสัมมาทิฏฐิ.).
               อนึ่ง บรรดาความเสื่อม ๕ เหล่านี้ ความเสื่อม ๒ เบื้องต้น (คือความเสื่อมญาติและความเสื่อมโภคทรัพย์). เป็นของยังไม่เกิดขึ้น แต่ความเสื่อมหลัง ๓ (คือความเสื่อมด้วยโรค ความเสื่อมศีล ความเสื่อมทิฏฐิ) เป็นของเกิดขึ้นแล้ว คือถูกไตรลักษณ์กระทบแล้ว.
               อนึ่ง ความเสื่อม ๓ แรกไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล. ความเสื่อม ๒ คือศีลและทิฏฐิเป็นอกุศล.

               บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้แก่ ด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาความเสื่อมทั้งหลายมีความเสื่อมจากมิตรและอำมาตย์เป็นต้นที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งถือเอาก็ตามไม่ถือเอาก็ตาม.
               บทว่า สมนนฺนาคตสฺส (ของบุคคลผู้ประกอบ) ได้แก่ ของผู้พัวพันอยู่คือผู้ยังไม่พ้นไป.
               บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน (ด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้แก่ ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์คือความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
               บทว่า โสโก (ความโศก) ที่ชื่อว่าความโศก ด้วยอำนาจความเศร้าโศก คำว่าความโศกนี้เป็นบทเฉพาะตนโดยสภาพของความโศกที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเหล่านี้.
               บทว่า โสจนา (กิริยาที่โศก) ได้แก่ อาการของความโศกเศร้า. ความเป็นแห่งความโศกเศร้า ชื่อว่า โสจิตฺตตฺตํ (สภาพโศกเศร้า).
               บทว่า อนฺโต โสโก (ความแห้งผากภายใน) ได้แก่ ความโศกเศร้าในภายใน.
               บทที่ ๒ (อนฺโต ปริโสโก ความแห้งกรอบภายใน) ทรงเพิ่มบทอุปสรรค.
               จริงอยู่ ความโศกเศร้านั้นยังภายในให้แห้งผาก ให้แห้งกรอบเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า ความแห้งผากภายในและความแห้งกรอบภายใน.
               บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา (ความเกรียมใจ) ได้แก่ อาการที่เผาจิต เพราะความโศกเศร้า เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเผาจิต ย่อมไหม้จิตอย่างเดียว ย่อมยังบุคคลให้บ่นว่า จิตของเราเกรียมแล้ว ไม่มีอะไรๆ แจ่มใส ดังนี้. มนะที่ถึงทุกข์ ชื่อว่าทุมมนะ (เสียใจ) ภาวะแห่งทุมมนะนั้น ชื่อว่าความโทมนัส ชื่อว่าลูกศร คือความโศกเศร้า ด้วยอรรถว่าแล่นเข้าไปโดยลำดับ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าโสกสัลละ (ลูกศรคือความโศก).
               คำว่า อยํ วุจฺจติ โสโก (นี้เรียกว่า โสกะ) ความว่า นี้เราย่อมเรียกชื่อว่า โสกะ ก็ความโศกนี้ว่าโดยใจความก็ได้แก่ โทมนัสเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความโศกนั้น อนฺโตนิชฺฌายนลกฺขโณ มีการเผาไหม้ภายในเป็นลักษณะ เจตโส ปรินิชฺฌายนรโส มีการเผารนใจเป็นรส อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศกเนืองๆ เป็นปัจจุปัฏฐาน. (คำว่า โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน โศกมีโทสจิตตุปบาทเป็นปทัฏฐาน ในที่นี้ท่านไม่กล่าวไว้.)

                                       พึงทราบอรรถแห่งความโศกเป็นทุกข์               

               ก็ในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งความโศกเป็นทุกข์ นี้ความว่า โศกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ เพราะความโศกนั้นเป็นสภาวทุกข์ และเพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์.
               ถามว่า ของทุกข์ไหน?
               ตอบว่า ของทุกข์กาย และทุกข์คือโทมนัสในขณะแห่งชวนะ.
               จริงอยู่ ด้วยกำลังแรงของความโศก ฝีใหญ่ย่อมตั้งขึ้นที่หัวใจสุกงอมแล้วย่อมแตกออก และโลหิตดำย่อมไหลออกทางปากแผล ทุกข์ทางกายรุนแรงย่อมเกิดขึ้น. เมื่อครุ่นคิดอยู่ว่า ญาติของเราเท่านี้สิ้นไปแล้ว โภคะของเราเท่านี้สิ้นไปแล้ว ดังนี้ โทมนัสแรงกล้าก็เกิดขึ้นได้.
               พึงทราบโศกนี้ว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้ง ๒ นี้ด้วยประการฉะนี้แล.
               อีกอย่างหนึ่ง

                   สตฺตานํ หทยํ โสโก                สลฺลํ วิย วิตุชฺชติ

                   อคฺคีตตฺโตว นาราโจ               ภูสญฺจ อุหเต ปุน,

                   สมาวหติ จ พฺยาธิ                  ชรามรณเภทนํ

                   ทุกฺขํปิ วิวิธํ ยสฺมา                  ตสฺมา ทุกฺโขติ วุจฺจติ

          โศก ย่อมเสียดแทงหทัยของเหล่าสัตว์ดุจลูกศร และย่อมแผดเผาอย่างแรงกล้าอีก เหมือนหลาวเหล็กเผาไฟสังหารอยู่ เพราะโศกนั้นย่อมนำมาพร้อมแม้ซึ่งทุกข์ชนิดต่างๆ อันต่างโดยพยาธิชราและมรณะฉะนั้น โศกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นทุกข์แล.

               

ว่าด้วยนิเทศปริเทวะ (บาลีข้อ ๑๕๐)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศปริเทวะ ต่อไป.
               ที่ชื่อว่าอาเทวะ (ความร้องไห้) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้สัตว์เปล่งเสียงร้องไห้โดยอ้างว่า ธิดาของฉัน บุตรของฉัน ดังนี้ ที่ชื่อว่าปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้สัตว์คร่ำครวญถึงธิดาและบุตรนั้นๆ. บทละ ๒ บท (ได้แก่ คำว่า กิริยาที่ร้องไห้ กิริยาที่คร่ำครวญ สภาพที่ร้องไห้ สภาพที่คร่ำครวญ.) ข้างหน้านอกจากบทที่ ๒ บทที่กล่าวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยการขยายความโดยอาการของ ๒ บทต้นนั่นเอง.
               บทว่า วาจา ก็คือคำพูด. คำที่พูดเปล่าไม่มีประโยชน์ ชื่อว่า ปลาโป (พูดพร่ำ) พูดพร่ำจนน่าเกลียดด้วยอำนาจการพูดครึ่งๆ กลางๆ และพูดไปอย่างอื่นเป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า วิปปลาปะ (ความพร่ำเพ้อ).
               บทว่า ลาลโป (ความพิไรร่ำ) ได้แก่ การพูดซ้ำซาก. อาการแห่งการพูดซ้ำซาก ชื่อว่า ลาลปนา (กิริยาที่พิไรร่ำ). ภาวะแห่งกิริยาพิไรร่ำ ชื่อว่า ลาลปฺปิตตฺตํ (สภาพพิไรร่ำ).
               คำว่า อยํ วุจฺจติ ปริเทโว (นี้เรียกว่า ปริเทวะ) ความว่า นี้เรากล่าวให้ ชื่อว่าปริเทวะ. ปริเทวะนั้น ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพันเป็นลักษณะ คุณโทสปริกิตฺตนรโส มีการรำพันถึงคุณและโทษเป็นกิจ สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีความวุ่นวายไม่ตั้งมั่นเป็นปัจจุปัฏฐาน. (และคำว่า โทสจิตตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดแต่โทสจิตเป็นปทัฏฐาน ท่านไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้.)

 

               พึงทราบอรรถแห่งปริเทวะเป็นทุกข์               

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งปริเทวะเป็นทุกข์ต่อไป.
               ปริเทวะแม้นี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์กายและทุกขโทมนัส.
               จริงอยู่ บุคคลผู้กำลังคร่ำครวญย่อมเอากำปั้นทุบลำตัวของตนได้ ย่อมเอามือทั้ง ๒ ตีอก ขยี้อก ย่อมเอาหัวชนฝาก็ได้ เพราะเหตุนั้น ทุกข์กายอย่างแรงจึงเกิดแก่เขาได้ เขาย่อมคิดเป็นต้นว่า ญาติของเราเท่านี้สิ้นแล้ว เสื่อมแล้ว ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น โทมนัสอย่างแรงจึงเกิดขึ้นแก่เขา.
               พึงทราบปริเทวะว่าเป็นทุกข์โดยความเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้ง ๒ แม้เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
               อีกนัยหนึ่ง

ยํ โสกสลฺลวิหโต ปริเทวมาโน               กณฺโฐฏฺฐตาลุตลโสสชมปฺปสยฺหํ

ภิยฺโยธิมตฺตมธิคจฺฉติเยว ทุกฺขํ             ทุกฺโขติ เตน ภควา ปริเทวมาห

บุคคล ผู้ถูกลูกศรคือความโศกเสียดแทงแล้ว คร่ำครวญอยู่ ย่อมประสบทุกข์ใดซึ่งทนไม่ได้ อันเกิดแต่แห้งที่คอริมฝีปากพื้นเพดานอย่างยิ่งเหลือประมาณ ด้วยทุกข์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสปริเทวะคือความคร่ำครวญว่าเป็นทุกข์แล.

 

               พึงทราบอรรถแห่งทุกข์เป็นทุกข์เป็นต้น               

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในข้อนี้ว่า พึงทราบอรรถแห่งทุกข์ว่าเป็นทุกข์และพึงทราบอรรถแห่งโทมนัสว่าเป็นทุกข์ต่อไป. ทุกข์และโทมนัสแม้ทั้ง ๒ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะตัวเองเป็นทุกข์ด้วย เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ทางกายและทางจิตด้วย.
               จริงอยู่ เมื่อบุคคลประสบทุกข์ โดยทุกข์คือการถูกตัดมือตัดเท้า และตัดหูตัดจมูกซึ่งนอนวางกระเบื้องเก่าไว้ข้างหน้าขออาหารในศาลาของคนอนาถา เมื่อมีหมู่หนอนออกจากแผลทั้งหลาย ทุกข์กายเหลือกำลังย่อมเกิดขึ้น โทมนัสรุนแรงก็ย่อมเกิด เพราะเห็นมหาชนผู้มีเสื้อผ้าย้อมด้วยสีต่างๆ ประดับได้ตามชอบใจเล่นงานนักษัตรอยู่.
               พึงทราบความที่ทุกข์เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒ อย่างนี้ก่อน.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะทุกข์ทางกายนี้ ย่อมบีบคั้น และย่อมให้เกิดทุกข์ทางใจอย่างยิ่ง ฉะนั้น คำว่า เป็นทุกข์ จึงมีโดยความต่างกัน.
               อนึ่ง บุคคลผู้เพรียบด้วยทุกข์ทางใจ ย่อมสยายผม ย่อมขยี้อกย่อมกลิ้งเกลือกไปมา ย่อมโดดเหว ย่อมนำศัสตรามา ย่อมเคี้ยวยาพิษ ย่อมเอาเชือกแควนคอ ย่อมเข้าไปสู่กองไฟ เป็นผู้มีความเดือดร้อน โดยประการนั้นๆ เป็นผู้มีจิตรุ่มร้อนอยู่ ย่อมคิดถึงเรื่องวิปริตนั้นๆ.
               พึงทราบความที่โทมนัสเป็นวัตถุที่ตั้งของทุกข์ทั้ง ๒ ด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะโทมนัส ย่อมบีบคั้นจิต และย่อมนำความบีบคั้นมาแก่ร่างกาย ฉะนั้นบัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวแม้โทมนัสว่าเป็นทุกข์ เพราะความเสียใจนั้นแล.


               ว่าด้วยนิเทศอุปายาส (บาลีข้อ ๑๕๓)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศอุปายาส ต่อไป.
               ที่ชื่อว่า อายาสะ (ความแค้น) ด้วยอรรถว่าลำบาก คำว่าอายาสะนี้เป็นชื่อของความลำบากจิตที่เป็นไปโดยอาการตกใจและเศร้าใจ ความแค้นใจอย่างแรง ชื่อว่าอุปายาส (ความขุ่นแค้น). ภาวะแห่งบุคคลผู้แค้นใจ ชื่อว่า อายาสิตตฺตํ ( สภาพแค้น) ภาวะแห่งบุคคลผู้ขุ่นแค้น ชื่อว่า อุปายาสิตตฺตํ (สภาพขุ่นแค้น).
               คำว่า อยํ วุจฺจติ อุปายาโส (นี้เรียกอุปายาส) ความว่า นี้เราเรียกชื่อว่า อุปายาส. ก็อุปายาสนี้นั้น พฺยาสตฺติลกฺขโณ มีการติดในอารมณ์ต่างๆ เป็นลักษณะ นิตฺถุนนรโส มีการทอดถอนใจเป็นกิจ วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าใจเป็นปัจจุปัฏฐาน. (หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุเป็นปทัฏฐาน (ไม่กล่าวไว้ในที่นี้).)

 

               พึงทราบอรรถแห่งอุปายาสเป็นทุกข์               

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งอุปายาสเป็นทุกข์ นี้ต่อไป.
               อุปายาสแม้นี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ ดังนี้ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒.
               จริงอยู่ เมื่อบุคคลถูกพระราชากริ้ว ถอดยศมีบุตรและพี่ชายน้องชายถูกประหาร ตัวเองเล่าก็ถูกสั่งฆ่าก็จะเข้าไปสู่ดงเพราะความกลัวหลบหลีกแล้ว ถึงความเป็นผู้เศร้าใจอย่างใหญ่หลวง ย่อมเกิดทุกข์กายมีกำลัง เพราะยืนเป็นทุกข์ นอนเป็นทุกข์ นั่งเป็นทุกข์. เมื่อคิดอยู่ว่า พวกญาติของเราเท่านี้ โภคทรัพย์เท่านี้ ฉิบหายแล้ว ดังนี้ โทมนัสมีกำลังก็ย่อมเกิดขึ้น.
               พึงทราบอุปายาสว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์เหล่านี้แม้ทั้ง ๒ ด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง อุปายาส ย่อมยังทุกข์มีประมาณยิ่งอันใด ให้เกิดขึ้น เพราะการเผาจิต และทำกายให้เศร้าหมอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อุปายาสว่าทุกข์ เพราะทุกข์นั้นแล.


               ว่าด้วยการเปรียบทุกข์ ๓ อย่าง               

               อนึ่ง บรรดาทุกข์ ๓ อย่างมีโสกะเป็นต้นเหล่านี้ โสกะ พึงเห็นเหมือนการหุงน้ำมันเป็นต้นในภายในภาชนะเท่านั้นด้วยไฟอ่อน. พึงเห็นปริเทวะ เหมือนการล้นออกข้างนอกภาชนะของน้ำมันที่หุงอยู่ด้วยไฟแรง. พึงเห็นอุปายาส เหมือนการเคี่ยวจนแห้งในภายในภาชนะนั้นนั่นแหละของน้ำมันเป็นต้นซึ่งเหลือจากการล้นไปข้างนอกไม่พอที่จะล้นไปได้.


               ว่าด้วยนิเทศอัปปิยสัมปโยคทุกข์ (บาลีข้อ ๑๕๔)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศอัปปิยสัมปโยคทุกข์ ต่อไป.
               บทว่า ยสฺส ตัดบทเป็น เย อสฺส (แปลว่า อันใด ... ของ).
               บทว่า อนิฏฺฐา (อันไม่เป็นที่ปรารถนา) ได้แก่ ที่เขาไม่แสวงหา คือว่าที่เขาแสวงหา หรือไม่แสวงหาก็ตาม. อนึ่ง บทว่า อนิฏฺฐา นี้ เป็นชื่อของอารมณ์ที่ไม่ชอบใจอันไม่พึงแสวงหา.
               ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่าใด ย่อมไม่ก้าวไป คือย่อมไม่เข้าไปในใจ เพราะเหตุนั้น ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่านั้น จึงชื่อว่า อกันตา (ไม่เป็นที่รักใคร่). ธรรมเหล่าใด ย่อมไม่น่ารัก ย่อมไม่ยังใจให้เจริญ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อมนาปา (ไม่เป็นที่ชอบใจ).
               คำว่า รูป เป็นต้นเป็นคำขยายความสภาวะของธรรมเหล่านั้น. บุคคลเหล่าใดย่อมใคร่คือย่อมปรารถนาสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่า อนตฺถกามา (ผู้มุ่งก่อความพินาศ). บุคคลเหล่าใดย่อมใคร่ คือย่อมปรารถนาสิ่งที่มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้นจึงชื่อว่า อหิตกามา (ผู้มุ่งทำลายประโยชน์เกื้อกูล). บุคคลเหล่าใดย่อมใคร่ คือย่อมปรารถนาความไม่ผาสุกคือการอยู่เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้นจึงชื่อว่า อผาสุกา (ผู้มุ่งทำลายความผาสุก). บุคคลเหล่าใดย่อมไม่ปรารถนาแดนเกษมจากโยคะ ๔ คือวิวัฏฏะอันปราศภัย คือย่อมใคร่ ย่อมปรารถนา วัฏฏะอันมีภัยนั่นแหละเพื่อโยคะ ๔ เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้นจึงชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา (ผู้มุ่งทำลายแดนเกษมจากโยคะ).
               อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในบททั้ง ๔ มีคำว่า อนตฺถกามา เป็นต้นนี้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ชื่อว่า อนตฺถกามา (ผู้มุ่งก่อความพินาศ) เพราะไม่ใคร่ต่อประโยชน์ กล่าวคือความเจริญธรรมมีศรัทธาเป็นต้น และเพราะใคร่ต่อสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ กล่าวคือความเสื่อมแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ.
               ที่ชื่อว่า อหิตกามา (ผู้มุ่งทำลายประโยชน์เกื้อกูล) เพราะไม่ใคร่ต่อประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นอุบายวิธีแห่งศรัทธาเป็นต้นนั่นเอง และเพราะใคร่ต่อสิ่งที่มิใช่ประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นอุบายวิธีแห่งอกุศลมีความเสื่อมศรัทธาเป็นต้นนั่นแหละ.
               ที่ชื่อว่า อผาสุกา (ผู้มุ่งทำลายความผาสุก) เพราะไม่ใคร่ต่อการอยู่เป็นผาสุกและเพราะใคร่ต่อการอยู่โดยไม่เป็นผาสุก.
               ที่ชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา (ผู้มุ่งทำลายแดนเกษม) เพราะไม่ใคร่ต่อความปลอดภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง และเพราะใคร่ต่อภัย ดังนี้.
               การไปประกอบพร้อมกัน ชื่อว่า สํคติ (ความไปร่วม). ความมาร่วมกัน ชื่อว่า สมาคโม (ความมาร่วม). ภาวะที่พร้อมกันในการยืนการนั่งเป็นต้น ชื่อว่า สโมธานํ (ความประชุมร่วม). การทำร่วมกันซึ่งกิจทั้งปวง ชื่อว่า มิสฺสีภาโว (ความเป็นผู้กระทำร่วม).
               นี้เป็นโยชนา คือข้อแนะนำด้วยอำนาจแห่งสัตว์.
               ส่วนโยชนาด้วยอำนาจแห่งสังขาร พึงถือเอาความตามที่ได้.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ (นี้เรียกว่า) ความว่า นี้เราเรียกชื่อว่า อัปปิยสัมปโยคทุกข์. อัปปิยสัมปโยคนั้น อนิฏฺฐสโมธานลกฺขโณ มีการประชุมลงซึ่งสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาเป็นลักษณะ จิตฺตวิฆาฏกรณรโส มีการทำความพิฆาตจิตเป็นรส อนตฺถภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีภาวะที่ไร้ประโยชน์เป็นปัจจุปัฏฐาน อัปปิยสัมปโยคทุกข์นั้น ชื่อว่าเป็นธรรมหนึ่งไม่มีโดยอรรถะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒ อย่างแก่บุคคลผู้ประกอบด้วยอารมณ์อันไม่เป็นที่รักอย่างเดียว เพราะวัตถุทั้งหลายอันไม่น่าปรารถนาถึงการประชุมลงแล้ว ย่อมยังทุกข์ทางกายให้เกิดขึ้นโดยการแทง การตัด การผ่าเป็นต้นบ้าง ย่อมยังทุกข์ทางใจให้เกิดขึ้นโดยการเกิดความสะดุ้งกลัวบ้าง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
                เพราะเห็นสัตว์อันไม่เป็นที่รัก จึงเป็นทุกข์ที่ใจก่อนทีเดียว และการเกิดทุกข์ด้วยความพยายามของสัตว์อันไม่เป็นที่รักนั้นในกาย เพราะฉะนั้น พึงทราบการสมาคมกับสัตว์อันไม่เป็นที่รักนั้นว่า พระมหาฤาษีตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแม้แห่งทุกข์ทั้ง ๒ ในโลกนี้แล.


               ว่าด้วยนิเทศปิยวิปปโยคทุกข์ (บาลีข้อ ๑๕๕)               

               นิเทศแห่งปิยวิปปโยคทุกข์ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วแล.
               ก็ในนิเทศนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า มาตา วา (มารดาก็ตาม) เป็นต้น เพื่อทรงแสดงบุคคลผู้ใคร่ประโยชน์โดยย่อ.
               ในพระบาลีนั้น มีวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่ามารดา เพราะอรรถว่าย่อมถนอมรัก. ที่ชื่อว่าบิดา เพราะอรรถว่าย่อมพอใจ. ที่ชื่อว่าพี่ชายน้องชาย ด้วยอรรถว่าย่อมคุ้นกัน. ที่ชื่อว่าภคินี ก็เหมือนกัน. ที่ชื่อว่ามิตร เพราะอรรถว่าประพฤติเมตตา หรือว่าด้วยอรรถว่านับถือ. อธิบายว่า ย่อมสอดใส่ความลับทั้งหมดไว้ภายใน. ที่ชื่อว่าอำมาตย์ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นผู้ร่วม ด้วยอรรถว่าเป็นผู้พร้อมกันในกรณียกิจทั้งหลาย. ที่ชื่อว่าญาติ เพราะอรรถว่าย่อมรู้ หรือทราบอย่างนี้ว่า คนนี้เป็นคนภายในของพวกเรา. ที่ชื่อว่าสาโลหิต เพราะอรรถว่าเป็นผู้สัมพันธ์กันด้วยสายเลือด.
               พึงทราบบทเหล่านี้ โดยเนื้อความ ด้วยประการฉะนี้.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ (นี้เรียกว่า) ความว่า นี้เราเรียกชื่อว่า ปิเยหิวิปปโยคทุกข์. ปิเยหิวิปปโยคทุกข์นั้น อิฏฺฐวตฺถุวิโยคลกฺขโณ มีการพลัดพรากจากวัตถุที่ปรารถนาเป็นลักษณะ โสกุปฺปาทนรโส มีการให้เกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นรส พฺยาสนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความฉิบหายเป็นปัจจุปัฏฐาน.
               ปิเยหิวิปปโยคทุกข์นั้น ชื่อว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งโดยอรรถ ย่อมไม่มี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒ ของบุคคลผู้พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักอย่างเดียว เพราะวัตถุที่น่าปรารถนาทั้งหลายเมื่อพลัดพรากไป ย่อมยังทุกข์แม้ทางกายให้เกิดขึ้นโดยความเป็นผู้มีสรีระซูบซีดและเหี่ยวแห้งเป็นต้น แม้ทางใจก็ให้เกิดทุกข์ โดยการให้เศร้าโศกว่า แม้สิ่งที่มีอยู่แก่พวกเรานั้นก็ไม่มีแล้ว ดังนี้.
               เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ดังนี้ว่า
               เพราะพลัดพรากจากญาติและทรัพย์เป็นต้น พวกคนพาลผู้เพรียบพร้อมด้วยลูกศรคือความโศกเสียดแทงอยู่ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเขาจึงรู้กันว่า เป็นทุกข์.


               ว่าด้วยนิเทศอิจฉา (บาลีข้อ ๑๕๖)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศอิจฉา (ความปรารถนา) ต่อไป.
               บทว่า ชาติธมฺมานํ (มีความเกิดเป็นธรรมดา) ได้แก่ มีความเกิดเป็นสภาพ มีความเกิดปกติ.
               บทว่า อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ (ความปรารถนาย่อมเกิด) ได้แก่ ตัณหาย่อมเกิด.
               ศัพท์ว่า อโห วต (โอหนอ) เป็นการปรารถนา.
               คำว่า น โข ปเนตํ อจฺฉาย ปตฺตพฺพํ (ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จตามความปรารถนา) ความว่า ความไม่มาแห่งชาติ (ความเกิด) อันมีอยู่ในพวกสาธุชนผู้ละสมุทัยได้แล้ว และมีอยู่ในท่านผู้ปรินิพพาน ซึ่งไม่มีความเกิดเป็นธรรมดา อันชนทั้งหลายปรารถนาแล้วอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอพวกเราอย่ามีความเกิดเป็นธรรมดา และขอความเกิดอย่ามาถึงพวกเราเลยหนา ดังนี้นั้น ชื่อว่าย่อมไม่สำเร็จตามความปรารถนาได้ เพราะเว้นจากมรรคภาวนา แม้บุคคลปรารถนาอยู่ก็ไม่พึงสำเร็จ และเพราะเป็นธรรมพึงถึงด้วยมรรคภาวนา แม้แก่บุคคลผู้ไม่ปรารถนา.
               บทว่า อิทมฺปิ แปลว่า แม้นี้. ปิ อักษร หมายเอาบทที่แปลกกันข้างหน้า.
               บทว่า ยมฺปิจฺฉํ เป็นต้น ความว่า เมื่อบุคคลปรารถนาวัตถุที่ไม่พึงได้โดยธรรมแม้ใด ย่อมไม่ได้ซึ่งความปรารถนาในวัตถุที่ไม่พึงได้นั้น พึงทราบว่า เป็นทุกข์. แม้ในบทมีคำว่า แก่เหล่าสัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา เป็นต้น ก็นัยนี้. ความปรารถนาในวัตถุที่ไม่พึงได้ในนิเทศนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ (ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์) ด้วยประการฉะนี้.
               ความปรารถนานั้น อลพฺภเนยฺยวตฺถุอิจฺฉนลกฺขณา มีความอยากในวัตถุที่ไม่พึงได้เป็นลักษณะ ตปฺปริเยสนรสา มีการแสวงหาสิ่งนั้นเป็นรส เตสํ อปฺปตฺติปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่สำเร็จสิ่งเหล่านั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน. ก็ความปรารถนานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์แม้ทั้ง ๒.
               จริงอยู่ บางคนที่คนอื่นยกย่องว่า จักเป็นพระราชา เขามีคณะที่ฝ่ายบ้านเมืองตัดขาดแตกไปติดตามแล้วเข้าไปยังโขดเขา หรือราวไพร. ที่นั้นพระราชาทรงทราบพฤติการณ์นั้นแล้วทรงกองทัพไป บุรุษนั้นมีบริวารถูกราชบุรุษกำจัดแล้ว แม้ตนเองก็ถูกทำร้าย จึงหนีเข้าไปยังระหว่างต้นไม้ หรือระหว่างแผ่นหิน. สมัยนั้น เมฆใหญ่ตั้งขึ้น มีฝนพรำดำมืดยิ่ง ในขณะนั้นฝูงสัตว์มีมดดำเป็นต้นก็ล้อมเกาะเขารอบด้าน ด้วยเหตุนั้น ความทุกข์กายมีกำลังจึงเกิดแก่เขา เมื่อคิดอยู่ว่า พวกญาติเท่านี้และโภคทรัพย์เท่านี้ฉิบหายแล้ว เพราะอาศัยเราคนเดียว ดังนี้ โทมนัสมีกำลังก็เกิดแก่เขา.
               ความปรารถนานี้พึงทราบว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์เหล่านี้แม้ทั้ง ๒ ด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง
               เมื่อสัตว์ปรารถนาวัตถุนั้นๆ อยู่เพราะไม่ได้วัตถุนั้นๆ ความทุกข์อันใด ซึ่งเกิดแด่ความพลาดหวัง ย่อมเกิดแก่พวกสัตว์ในโลกนี้ ความปรารถนาวัตถุที่บุคคลไม่พึงได้เป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น เพราะฉะนั้น พระชินพุทธเจ้าจึงตรัสความไม่ได้ตามความปรารถนาว่าเป็นทุกข์แล.


               ว่าด้วยนิเทศอุปาทานขันธ์ (บาลีข้อ ๑๕๗)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งอุปาทานขันธ์ ต่อไป.
               บทว่า สงฺขิตฺเตน (โดยย่อ) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเทศนา.
               จริงอยู่ ใครๆ ไม่อาจย่อทุกข์ได้ว่า เท่านี้เป็นทุกข์ร้อยหนึ่ง หรือว่า เท่านี้เป็นทุกข์พันหนึ่ง แต่เทศนาอาจย่อได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงย่อเทศนาว่า ขึ้นชื่อว่าทุกข์ มิใช่อะไรอื่น โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ดังนี้ จึงตรัสแล้วอย่างนี้.
               ศัพท์ว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต เนื้อความแห่งนิบาตนั้นมีอธิบายว่า หากว่า มีผู้ถามว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น เป็นไฉนดังนี้. เนื้อความแห่งบทว่า รูปูปาทานกฺขนฺโธ (รูปูปาทานขันธ์) เป็นต้น ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วในขันธวิภังค์แล.


               พึงทราบอรรถแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็นทุกข์               

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งขันธ์ทั้งหลายว่าเป็นทุกข์ นี้ ต่อไป.

                   ชาติปฺปภูติกํ ทุกฺขํ                  ยํ วุตฺตํ อิธ ตาทินา

                   อวุตฺตํ ยญฺจ ตํ สพฺพํ               วินา เอเต น วิชฺชติ

                   ยสฺมา ตสฺมา อุปาทาน             กฺขนฺธา สํเขปโต อิเม

                   ทกฺขาติ วุตฺตา ทุกฺขนฺเต           เทสเกน มเหสินา

          เพราะทุกข์มีชาติเป็นแดนเกิดอันใดอันพระพุทธเจ้าผู้คงที่ตรัสไว้ในโลกนี้ และทุกข์ใดที่มิได้ตรัสไว้ ทุกข์นั้นทั้งหมดเว้นอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว ย่อมไม่มี ฉะนั้น พระมหาฤาษีพุทธเจ้า ผู้ทรงแสดงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ จึงตรัสว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ นี้เป็นทุกข์แล.

               จริงอย่างนั้น ชาติเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นแหละโดยประการต่างๆ เหมือนไฟป่าเบียดเบียนเชื้อไฟ เหมือนเครื่องประหารเบียดเบียนเป้า เหมือนเหลือบและยุงเป็นต้นเบียดเบียนโค เหมือนผู้เก็บเกี่ยวเบียดเบียนนา เหมือนโจรปล้นบ้านเบียดเบียนหมู่บ้าน ย่อมเกิดขึ้นในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเอง เหมือนหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้นย่อมเกิดขึ้นในพื้นดิน ดุจดอกไม้ ผลไม้และใบอ่อนเป็นต้นเกิดที่ต้นไม้ฉะนั้น.
               อนึ่ง ทุกข์ที่เป็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานขันธ์คือชาติ ทุกข์ในท่ามกลางคือชรา ทุกข์ในที่สุดคือมรณะ. เพราะกระทบทุกข์มีความตายเป็นที่สุด จึงมีทุกข์แผดเผาคือโสกะ. เพราะการอดกลั้นความโศกนั้นไม่ได้ มีทุกข์เป็นเหตุพูดรำพันคือปริเทวะ. จากนั้นก็มีทุกข์เป็นทุกข์เบียดเบียนกาย เพราะประกอบกับโผฏฐัพพะ (กระทบ) กับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาคือธาตุกำเริบ. เพราะปุถุชนผู้ถูกทุกข์กายนั้นเบียดเบียนอยู่โดยเกิดปฏิฆะในอุปาทานขันธ์นั้น ก็เกิดทุกข์ที่เบียดเบียนทางใจคือโทมนัส. ทุกข์มีการทอดถอนใจของบุคคลผู้เศร้าหมองอันเกิดแต่ความเจริญของโสกะเป็นต้นคืออุปายาส. ทุกข์พลาดหวังของบุคคลผู้พลาดจากมโนรถคือการไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา. อุปาทานขันธ์ที่บุคคลมีปัญญาเข้าไปพิจารณาอยู่โดยประการต่างๆ เทียว ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์แล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงย่อทุกข์ที่ตรัสแสดงไว้แต่ละอย่าง ซึ่งใครๆ ไม่สามารถแสดงโดยไม่เหลือด้วยกัปเป็นอเนกนั้นแม้ทั้งหมดในอุปาทานขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดุจทรงย่อรสน้ำในสมุทรทั้งสิ้นมาแสดงในน้ำหยดเดียว (มีรสเค็ม) จึงได้ตรัสว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์.

               กถาว่าด้วยนิเทศแห่งทุกขสัจจะ จบ.               


               วรรณนานิเทศวาร               
               ว่าด้วยสมุทยสัจจะ (บาลีข้อ ๑๕๘)        

       

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสมุทยสัจจะ ต่อไป
               บทว่า ยายํ ตณฺหา ตัดบทเป็น ยา อยํ ตณฺหา แปลว่า ตัณหา นี้ใด.
               บทว่า โปโนพฺภวิกา มีวิเคราะห์ว่า เหตุทำซึ่งภพใหม่ ชื่อว่า โปโนพฺภโว เหตุทำซึ่งภพใหม่เป็นปกติของตัณหานั้น มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา (เป็นเหตุเกิดในภพใหม่ๆ)
               อีกอย่างหนึ่ง ตัณหาใดย่อมให้ซึ่งภพใหม่ ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อภพใหม่ ย่อมเกิดในภพบ่อยๆ เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา.
               อนึ่ง ตัณหานั้นเป็นตัวให้ภพใหม่ก็มี ไม่ให้ภพใหม่ก็มี เป็นไปเพื่อภพใหม่ก็มี ไม่เป็นไปเพื่อภพใหม่ก็มี แม้แต่ที่อำนวยอุปธิในปฏิสนธิที่ตัณหานั้นให้แล้ว. ตัณหานั้นเมื่อให้อยู่ซึ่งภพใหม่ก็ดี ไม่ให้ก็ดี เป็นไปเพื่อภพใหม่ก็ดี ไม่เป็นไปเพื่อภพใหม่ก็ดี แม้แต่อำนวยอุปธิในปฏิสนธิที่ตนให้แล้วนั้น ก็ได้ชื่อว่า โปโนพภวิกา เหมือนกัน.
               ที่ชื่อว่า นันทิราคสหคตา (ประกอบด้วยความกำหนัดยินดี) เพราะอรรถว่าไปพร้อมกับนันทิราคะ กล่าวคือความยินดียิ่ง. มีอธิบายว่า โดยอรรถไปสู่ความเป็นอันเดียวกับนันทิราคะนั่นเอง.
               บทว่า ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ความเป็นอัตตามีอยู่ในที่ใดๆ ก็มีความยินดียิ่งในที่นั้นๆ หรือว่า มีความเพลิดเพลินในอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นๆ.
               อธิบายว่า มีความเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์.
               ศัพท์ว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต เนื้อความแห่งศัพท์ว่า เสยฺยถีทํ นั้นว่า หากมีคำถามว่า ตัณหานั้นเป็นไฉนดังนี้.
               บทว่า กามตณฺหา มีวิเคราะห์ว่า ตัณหาในกาม ชื่อว่ากามตัณหา. คำว่า กามตัณหานี้เป็นชื่อของราคะอันประกอบด้วยกามคุณ ๕. ตัณหาในภพ ชื่อว่าภวตัณหา. คำว่า ภวตัณหานี้เป็นชื่อของราคะ (ความยินดี) ในรูปภพ อรูปภพและความพอใจในฌาน ที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิซึ่งเกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจปรารถนาภพ. ตัณหาในวิภพ ชื่อว่าวิภวตัณหา. คำว่า วิภวตัณหานี้เป็นชื่อของราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงวัตถุที่ตั้ง แห่งตัณหานั้นโดยพิสดาร จึงตรัสคำเป็นต้นว่า สา โข ปเนสา (ก็ตัณหานี้นั้นแล). ในพระบาลีนั้น บทว่า อุปฺปชฺชติ แปลว่าย่อมเกิด.
               บทว่า นิวีสติ (ย่อมตั้งอยู่) ได้แก่ ย่อมตั้งมั่นด้วยอำนาจความเป็นไปบ่อยๆ.
               คำว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ (ปิยรูป สาตรูปใด มีอยู่ในโลก) ความว่า สิ่งใดเป็นสภาพน่ารัก และเป็นสภาพอ่อนหวานในโลก.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำมีอาทิว่า จกฺขุง โลเก จักษุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ต่อไป.
               จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ยึดมั่นในจักษุเป็นต้นโดยความถือตัวของเราในโลก ตั้งมั่นในสมบัติ ย่อมสำคัญจักษุของตน (เป็นต้น) ว่าเป็นประสาท ๕ ที่ผ่องใส โดยทำนองการถือเอานิมิตในกระจกเงาเป็นต้น ดุจสีหบัญชรแก้วมณีที่เผยออกในวิมานทอง ย่อมสำคัญโสตเป็นดุจหลอดเงินและดังสายสังวาล ย่อมสำคัญฆานะมีโวหารอันได้แล้วว่า มีจมูกโด่ง ดุจเกลียวหรดาลกลมตั้งอยู่ ย่อมสำคัญชิวหาอันอ่อนให้รสอันละเอียดดุจผ้ากัมพลแดง ย่อมสำคัญกาย ดุจหลักเสาไม้แก่น และดุจเสาค่ายทองคำ ย่อมสำคัญใจว่าโอฬารไม่เหมือนใจของชนเหล่าอื่น ย่อมสำคัญรูป ดุจสีทองและสีดอกกรรณิการ์เป็นต้น ย่อมสำคัญเสียง ดุจเสียงขันของนกการเวกและดุเหว่าที่กำลังเพลิน และเสียงกังวานของขลุ่ยแก้วมณีที่เป่าเบาๆ ย่อมสำคัญอารมณ์ คือกลิ่นเป็นต้นที่เกิดแต่สมุฏฐาน ๔ ที่ตนได้เฉพาะแล้วว่า คนอื่นใครเล่าจะมีอารมณ์เห็นปานนี้. เมื่อชนเหล่านั้นสำคัญอยู่อย่างนี้ อายตนะเหล่านั้นมีจักษุเป็นต้นก็ย่อมเป็นปิยรูปและสาตรูป เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัณหาของชนเหล่านั้นซึ่งยังไม่เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นในจักษุเป็นต้นนั้น และที่เกิดแล้วก็ย่อมตั้งมั่นด้วยอำนาจที่เป็นไปบ่อยๆ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงพระดำรัสมีอาทิว่า จกฺขุง โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ จักษุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิดก็ย่อมเกิดที่จักษุนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชมานา (เมื่อเกิด) ความว่า เมื่อใด ตัณหาย่อมเกิด เมื่อนั้นก็ย่อมเกิดในจักษุนี้. แม้ในบททั้งปวงก็นัยนี้แล.

               กถาว่าด้วยนิเทศแห่งสมุทยสัจจะ จบ.               


               วรรณนานิเทศวาร               
               ว่าด้วยนิโรธสัจจะ (บาลีข้อ ๑๖๐)               

 

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศนิโรธสัจจะ ต่อไป.
               ในข้อว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย (ความสำรอก ... แห่งตัณหานั้นเทียว) ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะตรัสว่า โย ตสฺเสว ทุกฺขสฺส (ความสำรอก ... ทุกข์นั้นนั่นแหละ) ดังนี้ แต่เพราะทุกข์ดับไป เพราะการดับสมุทัยมิใช่โดยประการอื่น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

                   ยถา หิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห              ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ

                   เอวํปิ ตณฺหานุสเย อนุหเต                  นิพฺพตฺตเต ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ

          เปรียบเหมือนต้นไม้แม้ถูกตัดแล้ว เมื่อรากยังมั่นคง ไม่มีอุปัทวะ ก็ย่อมงอกขึ้นอีกฉันใด แม้ทุกข์นี้ก็ฉันนั้น เมื่อตัณหานุสัย ยังมิได้ถอนขึ้น ก็ย่อมขึ้นบ่อยๆ.

               ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงการดับทุกข์นั้นจึงตรัสไว้อย่างนี้ เพื่อทรงแสดงโดยความดับสมุทัย แท้จริง พระตถาคตเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติเปรียบเสมือนสีหราชพระตถาคตเจ้าทั้งหลายเมื่อทรงดับทุกข์ และเมื่อทรงแสดงความดับทุกข์ ย่อมปฏิบัติในเหตุ มิใช่ในผล แต่พวกอัญเดียรถีย์มีความประพฤติเปรียบด้วยสุนัข พวกเขาเหล่านั้นเมื่อจะดับทุกข์ก็ดี เมื่อจะแสดงความดับทุกข์ก็ดี ย่อมปฏิบัติในผลโดยประกอบความเพียรในอันทำตนให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) และด้วยการแสดงการประกอบความเพียรในอันทำตนให้ลำบากนั่นเอง ไม่ปฏิบัติในเหตุแล.
               พระศาสดาผู้ปฏิบัติอยู่ในเหตุ เพราะประพฤติเปรียบด้วยสีหะ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า โย ตสฺสา เยว ดังนี้.
               ในพระบาลีนั้น บทว่า ตสฺสาเยว (แห่งตัณหานั้นนั่นเทียว) ความว่า สภาวะนั้นใดแห่งตัณหานั้นนั่นแหละที่พระองค์ทรงประกาศไว้ในหนหลัง ด้วยสามารถแห่งความเกิดและความตั้งมั่น.
               บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ (ความสำรอกและความดับโดยไม่เหลือ) เป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของพระนิพพานทั้งนั้น เพราะอาศัยพระนิพพาน ตัณหาย่อมสำรอก ย่อมดับโดยไม่เหลือ ฉะนั้น พระนิพพานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อเสสวิราคนิโรโธ (ความสำรอกและความดับโดยไม่เหลือ) แห่งตัณหานั้นนั่นเทียว. และเพราะอาศัยพระนิพพานแล้ว บุคคลจึงชนะตัณหาได้ ย่อมสละคืนได้ ย่อมพ้นได้และย่อมไม่ติดอยู่ ฉะนั้นจึงตรัสเรียกพระนิพพานว่า จาโค (ความสละ) ปฏินิสฺสคฺโค (ความสละคืน) มุตฺติ (ความพ้น) อนาลโย (ความไม่อาลัย).


               ธรรมที่เป็นไวพจน์พระนิพพาน               

               ความจริง พระนิพพานมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่พระนิพพานนั้น มีชื่อเรียกแทนพระนิพพานเป็นอเนก ด้วยสามารถแห่งชื่อที่เป็นปฏิปักษ์แห่งสังขตธรรมทั้งหมด อย่างไร คือ ชื่อมีอาทิว่า
                         อเสสโต วิราโค (ความสำรอกโดยไม่เหลือ)
                         นิโรโธ (ความดับ)
                         จาโค (ความสละ)
                         ปฏินิสฺสคฺโค (ความสละคืน)
                         มุตฺติ (ความพ้น)
                         อนาลโย (ความไม่มีอาลัย)
                         ราคกฺขโย (ความสิ้นราคะ)
                         โทสกฺขโย (ความสิ้นโทสะ)
                         โมหกฺขโย (ความสิ้นโมหะ)
                         ตณฺหกฺขโย (ความสิ้นตัณหา)
                         อนุปฺปาโท (ความไม่เกิดขึ้น)
                         อปฺปวตฺตํ (ความไม่เป็นไป)
                         อนิมิตฺตํ (ความไม่มีเครื่องหมาย)
                         อปฺปณิหิตํ (ความไม่มีที่ตั้ง)
                         อนายูหนํ (ความไม่พยายาม)
                         อปฺปฏิสนฺธิ (ความไม่มีปฏิสนธิ)
                         อปฺปฏิวตฺติ (ความไม่กลับเป็นไป)
                         อคติ (ความไม่มีคติ)
                         อชาตํ (ความไม่เกิด)
                         อชรํ (ความไม่แก่)
                         อพฺยาธิ (ความไม่เจ็บ)
                         อมตํ (ความไม่ตาย)
                         อโสกํ (ความไม่มีโศก)
                         อปริเทวํ (ความไม่มีปริเทวะ)
                         อนุปายาสํ (ความไม่มีอุปายาส)
                         อสํกิลิฏฺฐํ (ความไม่เศร้าหมอง).
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงความไม่มีแห่งตัณหาอันมรรคตัดแล้ว แม้อาศัยพระนิพพานแล้วก็ถึงความไม่เป็นไปในวัตถุเป็นที่ตั้งอันใด ที่พระองค์ทรงแสดงความเกิดของมันไว้ในที่นั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำว่า สา โข ปเนสา (ก็ตัณหานี้นั้นแล) เป็นต้น.
               ในพระดำรัสนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บุรุษเห็นเถาบวบขมเกิดในนา แล้วพึงแสวงหารากไปตั้งแต่ยอดแล้วก็ตัดเสีย บวบขมนั้นก็จะเหี่ยวแห้ง ถึงความไม่มีบัญญัติ แต่นั้น เถาบวบขมในนานั้น บุคคลก็พึงกล่าวได้ว่า อันตรธานไปแล้ว ถูกทำลายแล้วฉันใด ตัณหาในอารมณ์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดุจเถาบวบขมในนา ตัณหานั้นถูกอริยมรรคตัดรากแล้ว เพราะอาศัยพระนิพพานจึงถึงความเป็นไปไม่ได้ ก็ตัณหานั้นถึงความเป็นไปอย่างนี้ ก็ย่อมไม่ปรากฏในวัตถุที่ตั้งเหล่านั้น ดุจเถาบวบขมในนาไม่ปรากฏอยู่ ฉะนั้น.
               อนึ่ง พวกราชบุรุษนำพวกโจรมาจากดงแล้วพึงประหารชีวิตที่ประตูด้านทักษิณของพระนคร ต่อจากนั้น ใครๆ ก็พึงกล่าวว่า โจรในดงตายแล้ว หรือโจรถูกราชบุรุษฆ่าแล้วฉันใด ตัณหาในจักษุเป็นต้นอันใดเป็นเหมือนพวกโจรในดงก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดับไปแล้วเพราะอาศัยพระนิพพาน ชื่อว่าดับไปในพระนิพพาน ดุจพวกโจรถูกประหารที่ประตูด้านทักษิณ ก็ตัณหานั้นดับแล้วอย่างนี้จึงไม่ปรากฏในวัตถุที่ตั้งเหล่านั้น ดุจพวกโจรไม่ปรากฏในดงฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความดับตัณหานั้นในที่อารมณ์มีจักษุเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำมีอาทิว่า จกฺขุ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ (จักษุเป็นปิยรูป สาตรูปในโลก ตัณหานี้เมื่อจะละ ย่อมละที่จักษุนี้ เมื่อจะดับย่อมดับที่จักษุนี้).
               คำที่เหลือในที่ทั้งหมดมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.

               กถาว่าด้วยนิเทศแห่งนิโรธสัจจะ จบ.               


               วรรณนานิเทศวาร               
               ว่าด้วยมรรคสัจจะ (บาลีข้อ ๑๖๒)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งมรรคสัจจะ ต่อไป.
               บทว่า อยเมว (นี้เท่านั้น) เป็นคำกำหนดแน่นอน เพื่อปฏิเสธมรรคอื่น.
               บทว่า อริโย (อริยะ) ความว่า ที่ชื่อว่า อริยะ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายที่ฆ่าด้วยมรรคนั้นๆ เพราะทำความเป็นอริยะ และเพราะทำการได้เฉพาะซึ่งอริยผล. องค์ ๘ ของมรรคนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น มรรคนั้นจึงชื่อว่า อฏฺฐงฺคิโก (มีองค์ ๘) องค์ ๘ ของมรรคนี้นั้นเป็นเพียงองค์เท่านั้น เหมือนเสนามีองค์ ๔ และดนตรีมีองค์ ๕ พ้นจากองค์มิได้มี. ที่ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าอันผู้ต้องการพระนิพพานย่อมแสวงหา หรือย่อมแสวงหาพระนิพพาน หรือเป็นสภาพฆ่ากิเลสทั้งหลายไป.
               ศัพท์ว่า เสยฺยถีทํ ความว่า ถ้ามีผู้ถามว่า องค์มรรคนั้นเป็นไฉน ดังนี้.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า มรรค คือองค์มรรคนั่นเอง นอกจากองค์มรรคย่อมไม่มี จึงตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดังนี้.
               บรรดาองค์มรรค ๘ เหล่านั้น สัมมาทิฏฐิ สมฺมาทสฺสนลกฺขณา มีปัญญาเห็นโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาสังกัปปะ สมฺมา อภินิโรปน ลกฺขโณ มีการยกสัมปยุตตธรรมขึ้นโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาวาจา สมฺมา ปริคฺคหลกฺขณา มีการกำหนดถือโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมากัมมันตะ สมฺมา สมุฏฺฐาปนลกฺขโณ มีการงานตั้งขึ้นดีโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาอาชีวะ สมฺมา โวทานลกฺขโณ มีอาชีวะที่ผ่องแผ้วโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาวายามะ สมฺมา ปคฺคหลกฺขโณ มีความเพียรประคองไว้โดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาสติ สมฺมา อุปฏฺฐานลกฺขณา (คำว่า อุปฏฐานลกฺขณา นี้ เฉพาะคำว่า อุปฏฐาน มีคำแปลหลายอย่าง คือแปลว่า มีการปรากฏบ้าง มีการบำรุงบ้าง มีการปฏิบัติบ้าง มีการตั้งมั่นบ้าง.) มีการปรากฏโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาสมาธิ สมฺมา สมาธานลกฺขโณ มีการตั้งใจมั่นโดยชอบเป็นลักษณะ.

               บรรดาองค์มรรค ๘ เหล่านั้น แต่ละองค์มีกิจ คือหน้าที่องค์ละ ๓.
               อย่างไร คือ สัมมาทิฏฐิก่อน ย่อมละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสที่เป็นข้าศึกของตนแม้อื่นๆ ได้ ๑ ย่อมทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ๑ ย่อมเห็นสัมปยุตตธรรมทั้งหลายเพราะไม่ฟั่นเฝือด้วยอำนาจกำจัดโมหะอันปกปิดสัมปยุตตธรรมนั้นๆ ได้ ๑ แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็เช่นนั้นเหมือนกัน ย่อมละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ย่อมกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ แต่ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นนี้.
               ว่าโดยความแปลกกัน สัมมาสังกัปปะย่อมยกขึ้นซึ่งสหชาตธรรม สัมมาวาจาย่อมกำหนดถือไว้โดยชอบ สัมมากัมมันตะย่อมยังการงานให้ตั้งขึ้นดีโดยชอบ สัมมาอาชีวะย่อมให้อาชีวะผ่องแผ้วโดยชอบ สัมมาวายามะย่อมประคองไว้โดยชอบ สัมมาสติย่อมปรากฏโดยชอบ สัมมาสมาธิย่อมตั้งมั่นโดยชอบ.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาสัมมาทิฏฐินี้ ในส่วนเบื้องต้น (โลกีย์มรรค) มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ในกาลแห่งมรรคมีขณะเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน ก็ว่าโดยกิจ (หน้าที่) ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่างมีคำอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ (ญาณในทุกข์). แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นในส่วนเบื้องต้นก็มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ในกาลแห่งมรรค มีขณะเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน บรรดาองค์มรรค ๗ มีสัมมาสังกัปปะเป็นต้นเหล่านั้น ว่าโดยกิจ (หน้าที่) สัมมาสังกัปปะย่อมได้ชื่อ ๓ อย่างว่า เนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น. องค์มรรค ๓ มีสัมมาวาจาเป็นต้นในส่วนเบื้องต้น มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน คือย่อมเป็นวิรตีบ้าง เป็นเจตนาบ้าง ในขณะแห่งมรรคเป็นวิรตีอย่างเดียว. องค์มรรค ๒ แม้นี้ คือสัมมาวายามะ สัมมาสติ ว่าโดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่างด้วยอำนาจแห่งสัมมัปปธานและสติปัฏฐาน. ส่วนสัมมาสมาธิในส่วนเบื้องต้นก็ดี ในขณะแห่งมรรคก็ดี ก็ชื่อว่าสัมมาสมาธินั่นแล.


               ว่าด้วยธรรม ๘ โดยลำดับ               

               ในธรรม ๘ ตามที่แสดงมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาทิฏฐิก่อนเพราะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่พระโยคีผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน เพราะสัมมาทิฏฐินี้พระองค์ตรัสเรียกว่า "ประทีปอันโพลงทั่วคือปัญญา ศัสตราคือปัญญา" เป็นต้น ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้ทำลายความมืดคืออวิชชา ด้วยสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือวิปัสสนาญาณในกาลเบื้องต้นนี้แล้วฆ่าโจรคือกิเลสอยู่ ย่อมบรรลุพระนิพพานได้โดยปลอดภัย ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาทิฏฐิก่อน เพราะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่พระโยคีผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน ดังนี้.
               อนึ่ง สัมมาสังกัปปะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ในลำดับสัมมาทิฏฐินั้น เปรียบเหมือนเหรัญญิก (ผู้ดูเงิน) ใช้มือพลิกเงินกลับไปมาแล้วตรวจดูกหาปณะด้วยตา ย่อมรู้ว่า กหาปณะนี้เก๊ กหาปณะนี้ดีฉันใด แม้พระโยคาวจรก็ฉันนั้น ใช้วิตกตรึกแล้วๆ ในกาลส่วนเบื้องต้นแล้วตรวจดูอยู่ด้วยวิปัสสนาปัญญา ก็จะทราบได้ว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกามาพจร ธรรมเหล่านี้เป็นรูปาพจรเป็นต้น ก็หรือว่า เปรียบเหมือนช่างถากใช้มีดถากท่อนไม้ใหญ่ อันบุรุษจับตรงปลายพลิกกลับไปมาโดยรอบให้แล้ว ย่อมนำไปในการงานได้ฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น กำหนดธรรมทั้งหลายอันวิตกตรึกแล้วๆ ให้แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกามาพจร ธรรมเหล่านั้นเป็นรูปาพจร ด้วยปัญญา ดังนี้แล้ว ย่อมน้อมไปในการงานได้ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ก็สัมมาสังกัปปะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัมมาสังกัปปะในลำดับแห่งสัมมาทิฏฐินั้น.
               สัมมาสังกัปปะนี้เป็นธรรมมีอุปการะมากแม้แก่สัมมาวาจา ดุจมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐิ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนคหบดี บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนแล ย่อมเปล่งวาจาภายหลัง" เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสสัมมาวาจาในลำดับของสัมมาสังกัปปะนั้น.
               อนึ่ง เพราะชนทั้งหลายจัดแจงด้วยวาจาก่อนว่า "พวกเราจะทำสิ่งนี้ๆ" แล้วจึงประกอบการงานในโลก ฉะนั้น วาจาจึงเป็นธรรมมีอุปการะแก่กายกรรม เพราะเหตุนั้น จึงตรัสสัมมากัมมันตะในลำดับแห่งสัมมาวาจา.
               อนึ่ง เพราะอาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) ย่อมเต็มแก่บุคคลผู้ละวจีทุจริต ๔ กายทุจริต ๓ ยังสุจริตทั้ง ๒ ให้บริบูรณ์นั่นแหละ มิใช่เต็มแก่บุคคลนอกจากนี้ ฉะนั้น จึงตรัสสัมมาอาชีวะในลำดับสุจริตทั้ง ๒ นั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงว่า บุคคลผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้วอย่างนี้ ไม่สมควรจะพอใจเพียงเท่านี้ว่า อาชีวะของเราบริสุทธิ์แล้ว เป็นคนประมาทดังคนหลับ โดยที่แท้ ควรเริ่มความเพียรนี้ในทุกอิริยาบถ ดังนี้ จึงตรัสสัมมาวายามะในลำดับสัมมาอาชีวะนั้น.
               ต่อจากนั้น เพื่อจะทรงแสดงว่า พระโยคาวจรแม้มีความเพียรเริ่มแล้ว ก็พึงทำสติให้ตั้งมั่นอย่างดีในวัตถุ ๔ มีกาย (คือ กาย เวทนา จิต ธรรม.) เป็นต้นดังนี้ จึงทรงแสดงสัมมาสติในลำดับแห่งสัมมาวายามะนั้น.
               อนึ่ง เพราะสติตั้งมั่นดีอย่างนี้แล้วก็จะตรวจดูคติทั้งหลายแห่งธรรมทั้งหลายที่มีอุปการะและไม่มีอุปการะของสมาธิ จึงเพียงพอเพื่อตั้งจิตมั่นในอารมณ์มีความเป็นหนึ่งได้ ฉะนั้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาสมาธิไว้ในลำดับแห่งสัมมาสติ ดังนี้.

 

               ว่าด้วยนิเทศแห่งสัมมาทิฏฐิ (บาลีข้อ ๑๖๓)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งสัมมาทิฏฐิ ต่อไป.
               กรรมฐานในสัจจะ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ (ความรู้ในทุกข์) ดังนี้. บรรดาสัจจะ ๔ เหล่านั้น สัจจะ ๒ ข้างต้นเป็นวัฏฏะ สัจจะ ๒ หลังเป็นวิวัฏฏะ ในสัจจะที่เป็นวัฏฏะและวิวัฏฏะเหล่านั้น ภิกษุย่อมมีความยึดมั่นกรรมฐานในสัจจะที่เป็นวัฏฏะ ไม่มีความยึดมั่นในสัจจะที่เป็นวิวัฏฏะ.
               จริงอยู่ พระโยคาวจรเรียนสัจจะ ๒ ข้างต้นในสำนักอาจารย์โดยย่ออย่างนี้ว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ตัณหาเป็นสมุทัย ดังนี้ และโดยพิสดารมีนัยอาทิว่า ขันธ์ ๕ เป็นไฉน คือรูปขันธ์ ดังนี้ แล้วทบทวนด้วยวาจาอยู่บ่อยๆ ย่อมทำกรรม. แต่ในสัจจะ ๒ นอกนี้ พระโยคาวจรย่อมทำกรรมด้วยการฟังอย่างนี้ว่า "นิโรธสัจจะน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มรรคสัจจะน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ" ดังนี้ เมื่อเธอทำกรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้ง ๔ ด้วยการแทงตลอดคราวเดียวกัน ย่อมตรัสรู้ด้วยการตรัสรู้คราวเดียวกัน คือแทงตลอดทุกข์ด้วยการแทงตลอด คือการกำหนดรู้ (ปริญญากิจ) ย่อมแทงตลอดสมุทัยด้วยการแทงตลอด คือการละ (ปหานกิจ) ย่อมแทงตลอดนิโรธด้วยการแทงตลอดคือการทำให้แจ้ง (สัจฉิกิริยากิจ) ย่อมแทงตลอดมรรคด้วยการแทงตลอด คือการเจริญ ย่อมตรัสรู้ทุกข์ด้วยการตรัสรู้คือการกำหนดรู้ ฯลฯ ย่อมตรัสรู้มรรคด้วยการตรัสรู้ คือการเจริญ.
               การแทงตลอด (ปฏิเวธ) ด้วยการเรียน การสอบถาม การฟัง การทรงจำและการพิจารณาในสัจจะ ๒ ในส่วนเบื้องต้นของภิกษุนั้น ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ในสัจจะ ๒ หลังมีการแทงตลอดได้ด้วยการฟังอย่างเดียว. ในการส่วนอื่นอีก ย่อมมีการแทงตลอดในสัจจะ ๓ โดยกิจการแทงตลอดด้วยอารมณ์ ย่อมมีในนิโรธ ในการแทงตลอดโดยกิจและอารมณ์เหล่านั้น ความรู้ด้วยปฏิเวธะ (ปฏิเวธญาณ) แม้ทั้งหมดเป็นโลกุตระ ความรู้ด้วยการฟัง การทรงจำและการพิจารณาเป็นโลกิยะฝ่ายกามาพจร ก็มรรคสัจจะย่อมมีปัจจเวกขณะ และพระโยคาวจรนี้ก็เป็นอาทิกัมมิกบุคคล เพราะฉะนั้น ปัจจเวกขณะ (คือการพิจารณา) นั้น ข้าพเจ้าจึงไม่กล่าวไว้ในที่นี้.
               อนึ่ง การผูกใจ การใส่ใจ การมนสิการและการพิจารณา ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ผู้ถือเอาในเบื้องต้นว่า "เราจะกำหนดรู้ทุกข์ จะละสมุทัย จะทำนิโรธให้แจ้ง จะเจริญมรรค" แต่ย่อมมีจำเดิมแต่การกำหนดถือเอา ส่วนในกาลอื่นอีก ทุกข์ย่อมเป็นอันเธอรู้แล้วโดยแท้ ฯลฯ มรรคก็ย่อมเป็นอันเธอเจริญแล้วเหมือนกัน.
               บรรดาสัจจะ ๔ เหล่านั้น สองสัจจะเป็นธรรมลึกซึ้ง เพราะสัตว์เห็นได้ยาก สัจจะ ๒ ที่ชื่อว่าเห็นได้โดยยาก เพราะลึกซึ้ง.
               จริงอยู่ ทุกขสัจจะเป็นของปรากฏเพราะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงแม้คำอันบุคคลพึงกล่าวว่า ทุกข์หนอ ในเวลาที่ถูกตอหรือหนามทิ่มแทงเป็นต้น. ถึงสมุทัยก็ปรากฏโดยการเกิดขึ้น ด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้ประสงค์จะเคี้ยวจะบริโภค ก็สัจจะทั้ง ๒ แม้นั้นเป็นของลึกโดยการแทงตลอดลักษณะ ก็สัจจะ ๒ เหล่านั้นชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะสัตว์เห็นได้ยาก ด้วยประการฉะนี้.
               การประกอบความเพียรเพื่อจะเห็นสัจจะ ๒ นอกนี้ (นิโรธ มรรค) ย่อมดุจการเหยียดมือไปเพื่อจับภวัครพรหม ดุจการเหยียดเท้าเพื่อถูกต้องอเวจีนรก และเป็นดุจเอาปลายขนทรายจดปลายขนทรายที่แบ่งแล้วร้อยส่วน (บางแห่งแสดงว่า เอาปลายขนทรายยินปลายขนทรายที่แบ่งแล้ว ๗ ส่วน.) สัจจะ ๒ เหล่านั้นชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง ด้วยประการฉะนี้.
               คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกฺเข ญาณํ นี้ ทรงหมายเอาความเกิดขึ้นแห่งญาณในบุพภาค ด้วยสามารถแห่งการเรียนเป็นต้นในสัจจะ ๔ ที่ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก และชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะความลึกซึ้ง ด้วยประการฉะนี้ แต่ในขณะแห่งการแทงตลอด ญาณนั้นย่อมมีครั้งเดียวกันแล.

 

               ว่าด้วยนิเทศแห่งสัมมาสังกัปปะ (บาลีข้อ ๑๖๔)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งสัมมาสังกัปปะ ต่อไป.
               สังกัปปะ (ความดำริ) ใด ออกจากกาม เพราะเหตุนั้น สังกัปปะนั้นจึงชื่อว่าเนกขัมมสงกัปปะ (ความดำริในการออกจากกาม). สังกัปปะใดออกจากพยาบาท เพราะเหตุนั้น สังกัปปะนั้นจึงชื่อว่าอัพยาปาทสังกัปปะ (ความดำริในการไม่พยาบาท). สังกัปปะใดออกจากความเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น สังกัปปะนั้นจึงชื่อว่าอวิหิงสาสังกัปปะ (ความดำริในการไม่เบียดเบียน).
               บรรดาสังกัปปะทั้ง ๓ เหล่านั้น เนกขัมมวิตกเกิดขึ้นทำการตัดทาง คือทำลายทางเป็นเครื่องดำเนินของกามวิตก อัพยาบาทวิตกเกิดขึ้นทำการตัดทาง คือทำลายทางเป็นเครื่องดำเนินของพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นทำการตัดทาง คือทำลายทางเป็นเครื่องดำเนินของวิหิงสาวิตก.
               อนึ่ง เนกขัมมวิตกเกิดขึ้นเป็นข้าศึกต่อกามวิตก อัพยาบาทวิตกและอวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นเป็นข้าศึกต่อพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตก.
               ในวิตกเหล่านั้น พระโยคาวจรย่อมพิจารณากามวิตก ก็หรือสังขารไรๆ อื่น เพื่อทำลายทางของกามวิตก ต่อจากนั้น ความดำริของเธอซึ่งสัมปยุตด้วยวิปัสสนาในขณะแห่งวิปัสสนาก็จะเกิดขึ้นทำการตัดทาง คือทำลายทางของกามวิตก ด้วยสามารถแห่งองค์ของวิปัสสนานั้น (ตทังคปหาน) เธอขวนขวายวิปัสสนาก็จะบรรลุมรรคได้ ลำดับนั้น สังกัปปะ (ความดำริ) ซึ่งสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของเธอก็จะเกิดขึ้นทำการตัดทาง คือทำลายเครื่องดำเนินของกามวิตก ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉท.
               อนึ่ง พระโยคาวจรย่อมพิจารณาพยาบาทวิตกหรือสังขารอื่น เพื่อทำลายทางของพยาบาทวิตก หรือย่อมพิจารณาวิหิงสาวิตกหรือสังขารอื่น เพื่อทำลายทางของวิหิงสาวิตก ต่อจากนั้น พึงประกอบคำทั้งปวงในขณะแห่งวิปัสสนาของเธอ โดยนัยมีในก่อนนั่นแล.


               กรรมฐานที่เป็นข้าศึกต่ออกุศลวิตก ๓               

               อนึ่ง ในอารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ที่ทรงจำแนกไว้ในพระบาลี แม้กรรมฐานหนึ่ง ชื่อว่าไม่เป็นข้าศึกต่ออกุศลวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น หามีไม่. ก็ปฐมฌานในอสุภะทั้งหลายทั้งหมดทีเดียว เป็นข้าศึกต่อกามวิตกโดยส่วนเดียวก่อน ฌานหมวด ๓ หมวด ๔ (ปัญจกนัย) ในเมตตาภาวนาเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาทวิตก ฌานหมวด ๓ และหมวด ๔ ในกรุณาเป็นปฏิปักษ์ต่อวิหิงสาวิตก เพราะฉะนั้น เมื่อพระโยคาวจรกระทำบริกรรมในอสุภะเข้าฌานสังกัปปะ (ความดำริ) ที่สัมปยุตด้วยฌานในขณะแห่งสมาบัติก็จะเกิดเป็นข้าศึกต่อกามวิตก ด้วยสามารถแห่งวิกขัมภนะ เมื่อพระโยคาวจรทำฌานให้เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนา สังกัปปะอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาในขณะแห่งวิปัสสนาก็ย่อมเกิดเป็นข้าศึกต่อกามวิตกด้วยสามารถแห่งองค์ของวิปัสสนา (ตทังคปหาน) นั้น เมื่อเธอขวนขวายวิปัสสนาบรรลุมรรคแล้ว สังกัปปะที่สัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคก็เกิดขึ้นเป็นข้าศึกต่อกามวิตก ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน สังกัปปะ (ความดำริ) อันเกิดขึ้นอย่างนี้ พึงทราบว่า ตรัสเรียกว่า เนกขัมมสังกัปปะแล.
               อนึ่ง บัณฑิตพึงประกอบคำทั้งปวงว่า "พระโยคาวจรทำบริกรรมในเมตตาภาวนา ทำบริกรรมในกรุณาภาวนาเข้าฌาน" เป็นต้น โดยนัยก่อนนั่นแหละ พึงทราบว่า สังกัปปะอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ตรัสเรียกว่า อัพยาปาทสังกัปปะและอวิหิงสาสังกัปปะ สังกัปปะเหล่านี้มีเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้นด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่ามีอารมณ์ต่างๆ ในส่วนเบื้องต้น เพราะความที่สังกัปปะเหล่านั้นเกิดขึ้นมีอารมณ์ต่างกันด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาและฌาน แต่ในขณะแห่งมรรค กุศลสังกัปปะ (ความดำริที่เป็นกุศล) ย่อมเกิดขึ้นเป็นอันเดียวกัน ทำองค์แห่งมรรคให้บริบูรณ์ เพราะตัดทางดำเนินแห่งอกุศลสังกัปปะที่เกิดขึ้นในฐานะ ๓ เหล่านี้ ด้วยสามารถแห่งการไม่เกิดขึ้นได้สำเร็จ.
               นี้ ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ.


               ว่าด้วยนิเทศแห่งสัมมาวาจา (บาลีข้อ ๑๖๕)               

               พึงทราบวินิจฉัยแม้ในนิเทศแห่งสัมมาวาจา ต่อไป.
               อนึ่ง เพราะบุคคลย่อมงดเว้นมุสาวาทด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นปิสุณาวาจาเป็นต้นด้วยจิตดวงหนึ่ง ฉะนั้น เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นทั้ง ๔ เหล่านี้จึงต่างๆ กันในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรค ย่อมเกิดเจตนางดเว้น เป็นกุศลกล่าวคือสัมมาวาจาอย่างเดียวเท่านั้นอันยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ เพราะตัดทางดำเนินแห่งเจตนาความเป็นผู้ทุศีลในอกุศล ๔ อย่าง กล่าวคือมิจฉาวาจาด้วยสามารถไม่เกิดขึ้นได้สำเร็จ.
               นี้ ชื่อว่าสัมมาวาจา.


               ว่าด้วยนิเทศสัมมากัมมันตะ               

               พึงทราบวินิจฉัยแม้ในนิเทศแห่งสัมมากัมมันตะ ต่อไป.
               อนึ่ง เพราะบุคคลย่อมงดเว้นปาณาติบาตด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นอทินนาทานด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นกาเมสุมิจฉาจารด้วยจิตดวงหนึ่ง ฉะนั้น เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นทั้ง ๓ เหล่านี้ จึงต่างๆ กันในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรค ย่อมเกิดกุศลเจตนาเป็นเครื่องงดเว้น กล่าวคือสัมมากัมมันตะดวงเดียวเท่านั้น อันยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ เพราะตัดทางดำเนินของเจตนาเป็นเหตุทุศีลในอกุศล ๓ อย่าง กล่าวคือมิจฉากัมมันตะ ด้วยสามารถแห่งความไม่เกิดขึ้นได้สำเร็จ.
               นี้ ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ.


               ว่าด้วยนิเทศสัมมาอาชีวะ               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสัมมาอาชีวะ ต่อไป.
               บทว่า อิธ ได้แก่ ในพระศาสนานี้.
               บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะ.
               บทว่า มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย (ละมิจฉาอาชีวะแล้ว) ได้แก่ ละขาดซึ่งอาชีวะอันลามก.
               บทว่า สมฺมาอาชีเวน (ด้วยสัมมาอาชีวะ) ได้แก่ อาชีวะอันเป็นกุศลที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว.
               บทว่า ชีวิตํ กปฺเปติ (เลี้ยงชีวิตอยู่) ได้แก่ ยังความเป็นไปแห่งชีวิตให้ดำเนินไป.
               แม้ในสัมมาอาชีวะนี้ เพราะบุคคลย่อมงดเว้นจากการก้าวล่วงทางกายทวารด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมงดเว้นจากการก้าวล่วงทางวจีทวารด้วยจิตดวงหนึ่ง ฉะนั้น ในส่วนเบื้องต้นจึงเกิดขึ้นในขณะต่างๆ แต่ในขณะแห่งมรรค ย่อมเกิดกุศลเจตนาเครื่องงดเว้น กล่าวคือสัมมาอาชีวะดวงเดียวเท่านั้น อันยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ เพราะตัดทางดำเนินของเจตนาเป็นเครื่องทุศีลในมิจฉาอาชีวะที่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจกรรมบถ ๗ ในทวารทั้ง ๒ ด้วยสามารถไม่ให้เกิดขึ้นได้สำเร็จ.
               นี้ ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ.


               ว่าด้วยนิเทศสัมมาวายามะเป็นต้น               

               นิเทศแห่งสัมมาวายามะจักแจ่มแจ้งด้วยสามารถการพรรณนาตามบทในสัมมัปปธานวิภังค์.
               ก็สัมมาวายามะนี้ย่อมได้ในจิตต่างๆ ในกาลเบื้องต้น เพราะบุคคลย่อมทำความเพียรเพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยจิตดวงหนึ่ง เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วด้วยจิตดวงหนึ่ง และเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยจิตดวงหนึ่ง เพื่อความดำรงอยู่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วด้วยจิตดวงหนึ่ง แต่ในขณะแห่งมรรค ย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะความเพียรอันสัมปยุตด้วยมรรคอันเดียวเท่านั้นย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยอรรถว่ายังกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ.
               แม้นิเทศแห่งสัมมาสติก็จักมีแจ้งด้วยสามารถการพรรณนาตามบทในสติปัฏฐานวิภังค์.
               อนึ่ง สัมมาสติแม้นี้ก็ย่อมได้ในจิตต่างๆ ในส่วนเบื้องต้น.
               จริงอยู่ บุคคลย่อมกำหนดกายเป็นอารมณ์ด้วยจิตดวงหนึ่ง ย่อมกำหนดเวทนาเป็นต้นด้วยจิตดวงหนึ่งๆ แต่ในขณะแห่งมรรคย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะสติที่สัมปยุตด้วยมรรคดวงเดียวเท่านั้นย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยอรรถว่าให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง.


               ว่าด้วยนิเทศสัมมาสมาธิ (บาลีข้อ ๑๗๐)               

               พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสัมมาสมาธิ ต่อไป.
               ฌาน ๔ มีความต่างกันแม้ในส่วนเบื้องต้น แม้ในขณะแห่งมรรค ในส่วนเบื้องต้นต่างกันด้วยอำนาจสมาบัติ ในขณะแห่งมรรคต่างกันด้วยอำนาจแห่งมรรค. ความจริง ปฐมมรรคของบุคคลคนหนึ่งย่อมเป็นธรรมประกอบด้วยปฐมฌาน แม้มรรคดวงที่ ๒ เป็นต้นก็เป็นธรรมประกอบด้วยปฐมฌาน หรือประกอบด้วยฌานใดฌานหนึ่งมีทุติยฌานเป็นต้น. ปฐมมรรคของบุคคลคนหนึ่งก็ประกอบด้วยฌานใดฌานหนึ่งมีทุติยฌานเป็นต้น. แม้ทุติยมรรคเป็นต้นก็เป็นธรรมประกอบด้วยฌานใดฌานหนึ่งแห่งทุติยฌานเป็นต้น หรือว่าประกอบด้วยปฐมฌาน. ด้วยอาการอย่างนี้ มรรคแม้ทั้ง ๔ ย่อมเป็นเช่นเดียวกันบ้าง ไม่เป็นเช่นเดียวกันบ้าง หรือเป็นเช่นเดียวกันบางอย่าง ด้วยอำนาจฌาน.
               ส่วนความแปลกกันของมรรคนั้น ด้วยกำหนดฌานเป็นบาทมีดังต่อไปนี้.
               ว่าด้วยนิยาม (การกำหนด) มรรคที่มีฌานเป็นบาทก่อน เมื่อบุคคลผู้ได้ปฐมฌานออกจากปฐมฌานแล้วเห็นแจ้งอยู่ มรรคเป็นธรรมประกอบด้วยปฐมฌานก็เกิดขึ้น และในมรรคนี้ องค์มรรคและโพชฌงค์ย่อมเป็นธรรมบริบูรณ์ทีเดียว เมื่อบุคคลได้ทุติยฌานออกจากทุติยฌานพิจารณาเห็นแจ้งอยู่ มรรคประกอบด้วยทุติยฌานก็เกิดขึ้น แต่ในมรรคนี้ องค์มรรคย่อมมี ๗ องค์ เมื่อได้ตติยฌานออกจากตติยฌานแล้วพิจารณาเห็นแจ้งอยู่ มรรคประกอบด้วยตติยฌานก็เกิดขึ้น แต่ในมรรคนี้ องค์มรรคมี ๗ โพชฌงค์มี ๖. นับตั้งแต่จตุตถฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็นัยนี้. ฌานที่เป็นจตุกนัยและปัญจกนัยย่อมเกิดขึ้นในอรูปภพ ก็ฌานนั้นแลตรัสเรียกว่า โลกุตระมิใช่โลกิยะ.
               ถามว่า ในอธิการนี้เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า ในอธิการนี้ พระโยคาวจรออกจากฌานใด บรรดาปฐมฌานเป็นต้น ได้เฉพาะซึ่งโสดาปัตติมรรคแล้วเจริญอรูปสมาบัติเกิดขึ้นในอรูปภพ มรรค ๓ (เบื้องต้น) ของเขาประกอบด้วยฌานนั้นแหละ ย่อมเกิดขึ้นในภพนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฌานที่เป็นบาทนั่นเอง ย่อมกำหนดมรรค.
               แต่พระเถระบางพวกย่อมกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาย่อมกำหนด บางพวกกล่าวว่า อัชฌาสัยของบุคคลย่อมกำหนด บางพวกกล่าวว่า วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินีย่อมกำหนด บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยวาทะของพระเถระเหล่านั้น โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในการวรรณนา บทภาชนีย์ว่าด้วยโลกุตระในจิตตุปปาทกัณฑ์ในหนหลังนั่นแล.
               คำว่า อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ (นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ) ความว่า เอกัคคตา (สมาธิจิต) ในฌาน ๔ เหล่านี้ เราเรียกชื่อว่า สัมมาสมาธิ เป็นโลกิยะในส่วนเบื้องต้น แต่ในกาลภายหลังเป็นโลกุตระ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมรรคสัจจะด้วยสามารถเป็นโลกิยะและโลกุตระ ด้วยประการฉะนี้.


               ว่าด้วยมรรคที่เป็นโลกีย์และโลกุตระ               

               บรรดามรรคที่เป็นโลกีย์และโลกุตระเหล่านั้น ในโลกิยมรรค องค์มรรคทั้งหมดย่อมมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๖ ตามสมควร แต่ในโลกุตรมรรค ปัญญาจักษุ (จักษุคือปัญญา) มีนิพพานเป็นอารมณ์ อันถอนเสียซึ่งอวิชชานุสัย ของพระอริยสาวกผู้ประพฤติเพื่อแทงตลอดสัจจะ ๔ เป็นสัมมาทิฏฐิ.
               อนึ่ง การยกจิตขึ้นสู่แนวทางพระนิพพานซึ่งสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐินั้นแล้วถอนเสียซึ่งมิจฉาสังกัปปะ ๓ อย่าง ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ เป็นสัมมาสังกัปปะ.
               อนึ่ง เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นมิจฉาวาจา ที่สัมปยุตด้วยสัมมาสังกัปปะนั้นแหละ ถอนขึ้นซึ่งวจีทุจริต ๔ อย่าง ของบุคคลผู้เห็นอยู่และตรึกอยู่ เป็นสัมมาวาจา.
               เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นกายทุจริต ๓ อย่างที่สัมปยุตด้วยสัมมาวาจานั้นแหละตัดขาดมิจฉากัมมันตะ ของบุคคลผู้งดเว้นอยู่ เป็นสัมมากัมมันตะ.
               เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นมิจฉาอาชีวะ ที่เป็นธรรมชาติผ่องแผ้วของสัมมาวาจาและกัมมันตะเหล่านั้นนั่นเอง เป็นธรรมสัมปยุตด้วยสัมมาวาจาและกัมมันตะนั้นๆ แหละตัดขาดอกุศลมีการหลอกลวงเป็นต้น เป็นสัมมาอาชีวะ.
               อนึ่ง วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) ของบุคคลผู้ตั้งมั่นในภูมิศีล กล่าวคือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นี้สมควรแก่ศีลนั้น สัมปยุตด้วยศีลนั้นแลตัดขาดความเกียจคร้าน ให้สำเร็จความไม่เกิดอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้ดำรงอยู่ เป็นสัมมาวายามะ.
               ความที่จิตไม่หลงลืมของผู้พยายามอยู่อย่างนี้ สัมปยุตด้วยสัมมาวายามะนั้นถอนขึ้นซึ่งมิจฉาสติ ให้สำเร็จเป็นกายานุปัสสนาเป็นต้น ในอารมณ์มีกายเป็นต้น เป็นสัมมาสติ.
               ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งของผู้รักษาจิตอันอนุตรสติจัดแจงดีแล้ว สัมปยุตด้วยสัมมาสติและถอนขึ้นซึ่งมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ ด้วยประการฉะนี้แล.
               นี้เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นโลกุตระ.


               ว่าด้วยมรรคเป็นทั้งวิชชาและจรณะเป็นต้น               

               อนึ่ง โลกุตรมรรคใด พร้อมทั้งโลกิยมรรค ถึงซึ่งการนับว่าเป็น ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์) มรรคนั้นแลเป็นทั้งวิชชาและจรณะ เพราะสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะทรงสงเคราะห์ไว้ด้วยวิชชา ธรรมที่เหลือสงเคราะห์ไว้ด้วยจรณะ.
               อนึ่ง มรรคนั้นเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา เพราะความที่สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะทั้ง ๒ เหล่านั้น ทรงสงเคราะห์ไว้ด้วยวิปัสสนาญาณ ธรรมนอกจากนี้สงเคราะห์ไว้ด้วยสมถญาณ.
               อีกอย่างหนึ่ง มรรคนั้นเป็นทั้งขันธ์ ๓ และสิกขา ๓ เพราะความที่สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะทั้ง ๒ เหล่านั้น ทรงสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์ ธรรม ๓ ในลำดับต่อจากสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะนั้นสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ ที่เหลือสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ และธรรมเหล่านั้นแหละสงเคราะห์ด้วยอธิปัญญาสิกขา อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา.
               พระอริยสาวกประกอบด้วยมรรคใด เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ดุจบุคคลผู้เดินทางไกลประกอบด้วยจักษุทั้ง ๒ อันสามารถในการเห็นและเท้าทั้ง ๒ อันสามารถในการเดิน เว้นที่สุด ๒ อย่าง คือกามสุขัลลิกานุโยคด้วยวิปัสสนาญาณ และอัตตกิลมถานุโยคด้วยสมถญาณ ดำเนินไปสู่มัชฌิมปฏิปทา ทำลายอยู่ซึ่งกองโมหะด้วยปัญญาขันธ์ ซึ่งกองแห่งโทสะด้วยศีลขันธ์ ซึ่งกองโลภะด้วยสมาธิขันธ์ บรรลุสมบัติ ๓ คือซึ่งปัญญาสัมปทาด้วยอธิปัญญาสิกขา ซึ่งศีลสัมปทาด้วยอธิศีลสิกขา ซึ่งสมาธิสัมปทาด้วยอธิจิตตสิกขา ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอมตะคือพระนิพพาน ชื่อว่าหยั่งลงสู่อริยภูมิ กล่าวคือสัมมัตตนิยาม (นิยามอันชอบ) ซึ่งวิจิตรด้วยรัตนะคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการอันงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและปริโยสาน แล.

               วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ.               
               -----------------------------------------------------