สภา สบช. ระบุชัดเจนว่า สบช. ต้องบริหารงานแบบกระจายอำนาจ   แต่จนถึงวันเขียนบันทึกนี้ ตอนปลายเดือนธันวาคม ๒๕๖๕   ก็ยังไม่เห็นสภาพนี้    ทำให้ผมหวนสะท้อนคิดว่า การบริหารองค์กรแบบกระจายอำนาจเป็นอย่างไร 

เริ่มด้วยความโปร่งใส (transparency) ที่ต้องเปิดเผยข้อมูลให้คนในองค์กร และในสังคมได้รับรู้เรื่องราวสำคัญๆ ขององค์กร    ให้เขาได้ใช้วิจารณญาณว่า ฝ่ายบริหารและฝ่ายกำกับดูแล ได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ขององค์กรอย่างแท้จริง   ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นเป้าหมายหลัก    ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจ (mutual trust) ในองค์กร   

องค์กรใดขาดบรรยากาศของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในองค์กร    องค์กรนั้นไม่มีทางเจริญก้าวหน้า    และผู้บริหารองค์กรหมายเลขหนึ่งจะได้รับชื่อเสีย (ไม่มี ง งู) ติดตัวไปตลอดชีวิต

การบริหารงานแบบกระจายอำนาจ ต้องมี ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน  

ตามด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์  พันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธในการบรรลุพันธกิจและเป้าหมายแต่ละตัว    รวมทั้งวิธีวัดความสำเร็จ   ที่ชัดเจน   มีการสื่อสารให้ทุกระดับในองค์กรเข้าใจชัดเจนและเห็นคุณค่าร่วมกัน    ที่ผู้ปฏิบัติและผู้บริหารในทุกภาคส่วนนำไปคิดริเริ่มดำเนินการเองได้   

การมีโอกาสคิดริเริ่มสร้างสรรค์และตัดสินใจเอง คือหัวใจของการกระจายอำนาจ    ต้องไม่ใช่การทำงานแบบที่ต้องรอคำสั่ง หรือคำอนุมัติ จึงจะทำงานได้    

นี่คือการบริหารให้เกิดระบบนิเวศการทำงาน ของการกระจายอำนาจ   ที่เน้นการบรรลุผลงานตามที่ทั่วทั้งองค์กรเข้าใจร่วมกัน มีปณิธานความมุ่งมั่นร่วมกัน   ไม่ใช่ระบบนิเวศที่เน้นการทำงานให้บรรลุความถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลัก  หรือตามที่ผู้บริหารสั่ง อย่างในปัจจุบัน    ที่นอกจากจะไม่นำไปสู่การกระจายอำนาจแล้ว   ยังจะไม่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายขององค์กรอีกด้วย

กระจายอำนาจเป็น means   ที่เป็น end คือ การบรรลุเป้าหมายขององค์กร

กฎหมายเป็น means    ที่เป็น end คือการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

หากสับสนเรื่อง means กับ end    ก็จะสร้างความสับสนวุ่นวายขึ้นในองค์กร อย่างที่กำลังเผชิญอยู่

ผมกำลังเขียนด้วยความหลงผิดหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

การบริหารงานแบบกระจายอำนาจ ผู้บริหารต้องรู้ว่างานกำลังดำเนินไปถูกทางหรือไม่  เข้าใกล้เป้าหมายพียงไร    นั่นคือ ต้องจัดให้มีระบบข้อมูล เพื่อ M&E (monitoring and evaluation)   ที่สมัยนี้นิยมทำกันเป็น dashboard ที่ทันกาลแบบ real time       

จะเห็นว่า การบริหารแบบกระจายอำนาจ เน้นบริหารผลลัพธ์    ไม่ใช่เน้นบริหารกฎเกณฑ์กติกา    ไม่ใช่เน้นบริหารกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงาน   

การบริหารงานแบบกระจายอำนาจ  อยู่บนฐานความเชื่อว่า สติปัญญาและความริเริ่มสร้างสรรค์ มีอยู่ในทุกภาคส่วนขององค์กร    ต้องบริหารให้พลังดังกล่าวออกมากระทำการ    ไม่ใช่ใช้เพียงพลังสติปัญญาและความสร้างสรรค์ของผู้บริหารระดับสูงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น    

โดยต้องมีการบริหารให้เกิดค่านิยมร่วม (shared values)  และเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วม(shared purpose) ของทุกคนในองค์กร   แล้วเอื้ออำนาจให้แต่ละคน แต่ละภาคส่วนขององค์กรได้ริเริ่มสร้างสรรค์ และตัดสินใจ เพื่อการบรรลุค่านิยมร่วม และเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วมนั้น   

การบริหารแบบกระจายอำนาจ คือการบริหารแบบ เอื้ออำนาจ (empowerment)    ไม่ใช่บริหารแบบควบคุมและสั่งการ (command & control)   โดยเป็นการเอื้ออำนาจแบบมีเป้าหมายและมีข้อตกลง    ว่าทุกฝ่าย ทุกคน มุ่งทำเพื่อประโยชน์ขององค์กร เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง    ไม่ใช่มุ่งทำ (หรือแฝงทำ) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน    โดยที่ไม่ว่าใคร หากแฝงทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง คนอื่นเขาก็รู้ทัน    และจะถูกลงทัณฑ์ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง   

กระจายอำนาจเพื่อให้เกิดผลงานยิ่งใหญ่   ไม่ใช่เพื่อให้มีการใช้อำนาจในที่ใดที่หนึ่ง   

บริหารเพื่อหนุนให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ ณ ทุกภาคส่วนขององค์กร   ให้เกิดความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อการบรรลุค่านิยมร่วม  และเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วม    ที่เป็นงานสุดยาก หรือ สุดโหด ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันจึงจะบรรลุได้   ไม่สามารถบรรลุได้โดยกฎหมายหรือคำสั่ง   

ที่ต้องกระจายอำนาจ ก็เพราะผลงานที่ต้องการบรรลุ เป็นกิจการที่สุดแสนจะซับซ้อน ไม่ชัดเจน มองได้หลายมุม ไม่คงที่ หรือ สุดโหด ไม่สามารถบรรลุได้โดยการสั่งการจากส่วนกลางโดยลงรายละเอียดทุกแง่มุม     

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ธ.ค. ๖๕