บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดยDavid A. Kolb โดยเขียนเพิ่มเติมจากหนังสือ edition แรกที่ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1984 และหลักการ Experiential Learning ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1971 จากการทำงานวิชาการที่ MIT Sloan School of Management และดำเนินต่อเนื่องมาที่ Weatherhead School of Management, Case Western Reserve University โดยในปี 1980 ท่านได้ก่อตั้ง ELBS – Experience Based Learning Systems (learningfromexperience.com)
ผมเชื่อว่าวิธีเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นวิธีเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์ โดยที่ต้องเรียนรู้ลึกในระดับตกผลึกเป็นหลักการ ต้องไม่หยุดอยู่แค่เรียนรู้วิธีการ โดยผมได้เขียนตีความเรื่องนี้ไว้ที่ gotoknow.org/posts/tags/kolb อธิบายว่า จะเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ดีต้องช่างสังเกตและช่างสะท้อนคิด โดยเรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยงเมื่อได้ฝึกการสะท้อนคิดสู่หลักการ และสู่การเชื่อมโยงหลักการ และฝึกนำเอาหลักการไปทดลองใช้ในโอกาสต่อไป หรือในบริบทอื่น เพื่อหมุนวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้ขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นักเรียนจึงควรได้ฝึกทักษะเรียนรู้จากประสบการณ์ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก และฝึกตลอดไป คือตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนนักศึกษา จนตลอดชีวิต ย้ำว่า คนเราควรฝึกทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์ตลอดชีวิต โดยผมตีความว่า ทักษะนี้เป็นหนึ่งในทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning skills)
ตอนที่ ๑ นี้ ตีความจากหนังสือส่วนคำนำ ที่ในคำนำที่ Warren Bennis (1925 – 2014) เขียนไว้ใน edition แรก บอกความสำคัญของหนังสือ ว่าเป็นการชี้ความเชื่อมโยงที่คนมองไม่เห็นมาก่อน ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ระหว่างหลักการเชิงนามธรรมกับเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรม และระหว่างหัวใจ (affective domain) กับสมอง (cognitive domain) โปรดสังเกตนะครับ ว่า ท่านผู้เขียนคำนำชี้ว่า พลังของการเรียนรู้ที่แท้จริงเป็นการเชื่อมโยงขั้วตรงกันข้าม
Warren Bennis ชี้ (เมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว) ว่าหนังสือเล่มนี้สะกิดว่า ความรู้ที่มีคุณค่าแท้จริงคือ สมรรถนะ, ความรู้เพื่อการทำงาน, และสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับงาน ครอบครัว และชุมชน มากกว่าความรู้ตามในตารางสอน ท่านย้ำความเป็นหนังสือนอกคอก และผู้อ่านต้องอ่านด้วยความตระหนักในความเสี่ยงของตนเอง ที่ตอนนี้ (กว่าสามสิบปีหลังจากเขียนคำนำนี้) ผมตีความว่า เป็นหนังสือที่นักการศึกษาทุกคนควรได้อ่าน จึงตีความนำมาเสนอไว้ทีละตอน ย้ำว่าเป็นการนำเสนอแบบตีความ ไม่ได้แปล และส่วนใหญ่ผมเสนอแบบเถียง หรือเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวในบริบทไทยเข้าไปด้วย
ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนย้ำในคำนำของหนังสือฉบับ 2nd Edition คือ ท่านไม่ได้เป็นผู้สร้างทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ แต่เป็นผู้ค้นพบ การก่อตัวของทฤษฎีนี้ค่อยๆ เริ่มมาจากปราชญ์ในอดีต ได้แก่ John Dewey, Kurt Lewin, Jean Piaget, Lev Vygotsky, William James, Carl Jung, Paulo Freire, Carl Rogers, และ Mary Parker Follett
อาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้สะท้อนการเรียนรู้จากประสบการณ์ตลอดชีวิตของท่านผู้เขียน ที่เสนอทฤษฎีที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ เรื่องการเรียนรู้ แต่ตอนนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ท่านผู้อ่านที่ต้องการทำความเข้าใจ Experiential Learning Theory ในเวลาสั้นๆ ๓ นาที โปรดเข้าชมวิดีทัศน์ที่ https://youtu.be/0TeaFPSQsMY
หลักการหรือทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้จากการปฏิบัติของ Kolb แสดงในภาพ
โดยผมตีความอธิบายไว้ที่ gotoknow.org/posts/708408
บทนำของ 2nd edition ให้คำนิยามของการเรียนรู้จากประสบการณ์ ว่า หมายถึงการเรียนรู้แบบที่ผู้เรียนสัมผัสความเป็นจริงของสิ่งที่ต้องการเรียนรู้โดยตรง ไม่ใช่ฟังหรืออ่านตามที่มีการบอกต่อๆ กันมา ในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ผู้เรียนได้สัมผัสโดยตรงกับสิ่งนั้นหรือกิจกรรมนั้น ภายใต้กิจกรรมตามบริบทที่เป็นจริง เขาระบุว่า การเรียนรู้แนวนี้ลดความสำคัญของการคิดวิเคราะห์และความรู้เชิงวิชาการลงไป ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าต้องเอาความรู้ทางวิชาการเข้ามาตีความผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิดจากข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ตรง แต่ก็เห็นด้วยว่า ในการใช้การคิดแบบใคร่ครวญสะท้อนคิด (โยนิโสมนสิการ) ต้องละจากการคิดเชิงเหตุผล (reasoning) เป็นการชั่วคราว
เท่ากับการเรียนรู้จากประสบการณ์เน้นคุณค่าของ “ความรู้มือหนึ่ง” หรือ “ความรู้ขาออก” มากกว่า “ความรู้มือสอง” หรือ “ความรู้ขาเข้า” ตามที่ระบบการศึกษาแนวอนุรักษ์นิยมยึดถือ
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเรียนรู้จากประสบการณ์ ถูกตรวจสอบทางวิชาการ ผ่านการวิจัยอย่างเข้มข้น และมีข้อเตือนใจว่า การเรียนรู้แบบนี้มีพลังมาก และในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเรียนรู้ผิดทางด้วย เพราะการเรียนรู้แบบนี้กำหนดทิศทางโดยเป้าหมายของผู้เรียน ทำให้เกิดวงจร interest – attention – selection โดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้การสังเกตเก็บข้อมูลเน้นเพื่อเป้าหมายที่จำเพาะนั้น ไม่ครอบคลุมครบถ้วน การเรียนรู้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ครบถ้วน
ผมขอเพิ่มข้อสังเกตส่วนตัวของผม ว่าการเรียนรู้แบบนี้ต้องทำทั้งด้วยตัวคนเดียว และทำเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม เมื่อทำเป็นกลุ่ม ต้องมีการนำเอาข้อสังเกตและสะท้อนคิดของสมาชิกกลุ่มมาเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็จะช่วยให้มีข้อมูลที่หลากหลายขึ้น และมีความสะท้อนคิดตีความหลากหลายแบบ
ผมไม่คิดว่า ควรนำการเรียนรู้จากประสบการณ์ เข้าไปแทนที่การเรียนรู้แบบรับถ่ายทอดความรู้โดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าควรจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานวิธีเรียนรู้ทั้งสองแบบ แต่คนทุกคนต้องมีทักษะเรียนรู้จากประสบการณ์แนว Kolb’s Experiential Learning Cycle
ผมมีความเห็นว่า สามารถแก้ไขหรือลดจุดอ่อนของการเรียนรู้จากประสบการณ์ได้โดยการช่วยเหลือของ โค้ช หือ facilitator เพื่อเอาชนะวงจร interest – attention – selection ทำให้การเรียนรู้มีเป้าหมายเชิงบวก และครบด้านหรือครบถ้วน การเรียนรู้เป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็ช่วยลดอคติของการเรียนรู้จากประสบการณ์ได้
มีงานวิจัยที่นำสู่การถกเถียงความแม่นยำน่าเชื่อถือ และข้อเด่น ข้อจำกัดของ ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb มากมาย ที่ช่วยให้การประยุกต์ใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์มีพลังยิ่งขึ้น
เมื่ออ่านหนังสือไปถึงบทที่ ๒ ผมก็ได้ข้อสรุปมุมมองต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า มีลักษณะของการเรียนรู้องค์รวม (holistic learning) ใน ๒ นัยยะ นัยยะแรกเป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ ว่าเป็นไปเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมของบุคคล ที่มุ่งหมายพัฒนาครบทุกด้าน ที่เรียกว่าสมรรถนะ หรือเรียกเป็นคำย่อว่า VASK นัยยะที่สองเป็นวิธีการ หรือยุทธวิธีสู่การเรียนรู้ ต้องใช้ทั้งการเรียนรู้จากทั้ง ๔ มิติ คือ ประสบการณ์ (experience), มุมมอง (perception), การคิด (cognition), และพฤติกรรม (behavior)
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๖๖ ปรับปรุง ๓๐ เม.ย. ๖๖ ที่ห้อง ๑๖๐๒ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช