หลังจากท่านศาสตราจารย์ ดร. ธีระ รุญเจริญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาวิชาการบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นเกียรติประวัติของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นหลังจากได้รับตำแหน่งดังกล่าว ศาสตราจารย์จารย์ ดร. ธีระ รุญเจริญก็ได้ใช้คำนำหน้านามตำแหน่งใหม่ของท่านว่า "ศาสตราจารย์เกียรติคุณ" ซึ่งเป็นที่มาของคำถามและข้อสงสังของลูกศิษย์ที่ไม่อยู่ในแวดวงอุดมศึกษาว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณแตกต่างจากศาสตราจารย์ปกติ หรือศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ อย่างไร ผมจึงถือโอกาสทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้ครับ
ประเด็นแรกคือ ศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งทางวิชาการซึ่งผู้ที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้มีผลงานวิชาการตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่ง พ.ศ. …. ที่มีผลใช้บังคับ และหลังที่ผลงานได้รับการพิจารณาตามกระบวนการที่กำหนดไว้และได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็จะทำเรื่องเสนอกระทรวงอุดมศึกษาฯ เพื่อตรวจสอบก่อนนำเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ ตามลำดับ
ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางวิชาการดังกล่าวนี้จะมี 2 ลักษณะคือ ศาสตราจารย์ กับศาสตราจารย์พิเศษ ซึ่งทั้งสองลักษณะดังกล่าวนี้มีการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน ต่างกันที่ศาสตราจารย์นั้นผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องดำเนินการเสนอผลงานวิชาการขณะที่ดำรงตำแหน่งข้าราชการ หรือพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนเกษียณอายุราชการ ส่วนศาสตราจารย์พิเศษนั้นผู้ดำรงตำแหน่งดำเนินการเสนอผลงานวิชาการขณะที่ทำหน้าที่อาจารย์พิเศษในสถาบันอุดมศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งครับ
การนำใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์พิเศษให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษานั้น ๆ แต่โดยทั่วไปจะเป็นตำแหน่งนี้ใช้ได้ตลอดชีวิต (ยกเว้นมีการถอดถอน) บางสถาบันมีการกำหนดด้วยว่าจะเขียนตำแหน่งอย่างไร หรือใช้ตัวย่อแบบไหน ถ้าสถาบันไม่ได้กำหนดไว้ว่าเขียนแบบไหน ก็ควรยึดแนวการเขียนที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกระเบียบเรื่องนี้ในปี 2536 (ราชกิจจานุเบกษา, 2536) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ตำแหน่งเต็มของศาสตราจารย์ ใช้ “ศาสตราจารย์” และศาสตราจารย์พิเศษ ใช้ “ศาสตราจารย์พิเศษ” ส่วนตัวย่อนั้นใช้เหมือนกันคือ “ศ.” สำหรับภาษาอังกฤษนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ตัวเดียวกันคือ "professor" และเขียนย่อว่า prof.
ประการที่สอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ (เรียกต่างกันตามข้อบังคับของสถานบัน) เป็นตำแหน่งซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์อยู่แล้ว และเกษีณอายุราชการไปแล้ว แต่สถาบันอุดมศึกษาเล็งเห็นคุณค่าและคุณงามความดีของศาสตราจารย์ท่านนั้น มหาวิทยาลัยโดยสภามหาวิทยาลัยจึงพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่้ง "ศาสตราจารย์เกีรติคุณ หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ" ครับ ชึ่งแตกต่างจากศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ หรือศาสตราภิชาญ หรือศาสตราจารย์ภิชาญ ซึ่งจะกล่าวต่อไป
ประการที่สาม ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์และศาสตราภิชาญ (ศาสตราจารย์ภิชาญ) นั้นไม่ใช่ศาสตราจารย์ที่ได้มาโดยการส่งผลงานทางวิชาการ แต่เป็นตำแหน่งที่สถาบันอุดมศึกษาตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติ หรือยกย่องบุคคลที่สถาบันเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้ส่งผลงานทางวิชาการ หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะส่งผลงานวิชาการเกณฑ์และวิธีการพิจารณาและแต่งตั้งศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์พิเศษเพราะไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำ หรืออาจารย์พิเศษในสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ในการส่งผลงานเพื่อรับการพิจารณาให้เป็นศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์พิเศษซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ครับ ส่วนอีกกรณีหนึ่่งคือ กรณีที่บุคคลดังกล่าวได้รับการยกย่องจากสังคมยก หรือกลุ่มบุคคลว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติหรือความสามารถระดับศาสตราจารย์ ก็อาจะเรียกบุคคลดังกล่าวว่า ‘ศาสตราจารย์ หรือ ศาตราจารย์ภิราช หรือศาตราภิชาญ’ แล้วแต่สังคมหรือกลุ่มบุคคลจะเลือกใช้ครับ
ด้วยข้อมูลข้างต้น หวังว่าท่านที่มีคำถาม หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้คงเข้าใจแล้วนะครับ
สมาน อัศวภูมิ
4 พฤษภาคม 2566
รายการอ้างอิง: ราชกิจจานุเบกษา. (2536). ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วายการใช้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นคำนำหน้านาม พ.ศ. 2536. ราชกิจานุเษกษา เล่มที่ 110 ตอนที่ 114 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2536. (ดังเอกสารที่แนบต้นบทความ)
ศาสตราพิชาญ ของจุฬา ฯ เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้น สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญยิ่งในศาสตร์สาขาทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์แก่วงวิชาการนั้น ๆและเชิญมาทำงานให้กับคณะในมหาวิทยาลัยที่เสนอขอแต่งตั้งในช่วงเวลาหนึ่ง ศาสตราจารย์ในสาขานั้นไม่ใช่ทุกคนจะเป็นไปตามเกณฑ์
ดังนั้นจะเทียบว่า ศาสตราพิชาญมีความสามารถระดับศาสตรจารย์อาจไม่ตรงค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ถ้าแชร์ข้อบังคับว่าด้วยการหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาตำแหน่ง ผศ. รศ. ศ. ศาสตราจารย์พิเศษ และศาสตราจารย์พิชาญของจุฬาฯ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อวงวิชาการไทยมากเลยครับ ขอบคุณครับ