หัวข้อของบันทึกนี้ผุดขึ้นมาช่วงสายวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖ ระหว่างประชุมคณะกรรมการประเมินคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ของ มช. ตามด้วยการประชุมคณะกรรมการประเมิน ผอ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ผมเป็นประธาน กรรมการอีก ๒ ท่านเป็นกรรมการสภาผู้ทางคุณวุฒิ อีก ๒ ท่านเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย
คณะกรรมการดังกล่าวถือเป็นคณะกรรมการย่อยของสภามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยในการดูแลภาพใหญ่ว่าหัวหน้าส่วนงานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสภามหาวิทยาลัยตอนเริ่มเข้ารับตำแหน่ง
นอกจากนั้น คณะกรรมการประเมิน ยังช่วยทำหน้าที่ strategic governance ให้แก่สภามหาวิทยาลัย ในการให้ข้อเสนอแนะแก่หัวหน้าส่วนงาน ว่ามีประเด็นที่น่าชื่นชมอะไรบ้าง มีประเด็นที่ควรพิจารณาปรับปรุงด้านใดบ้าง หรือควรริเริ่มงานเพิ่มเติมในด้านใดบ้าง ตามบริบทที่เปลี่ยนไป และสนับสนุนหรือเพิ่มเติมประเด็นที่ทางส่วนงานเสนอขอความช่วยเหลือจากกลไกบริหารกลางของมหาวิทยาลัย
โอกาสของคณะสาธารณสุขศาสตร์ ที่คณะกรรมการแนะนำเพิ่มเติมคือ การเข้าไปทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาโมเดลการเชื่อมต่อระหว่าง รพสต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. แล้ว ๓,๒๖๔ แห่ง ครอบคลุมประชากร ๑๑ ล้านคน ใน ๒ ประเด็นหลักที่เกี่ยวพันกัน คือ การสร้างระบบบริการประชาชนแบบไร้รอยต่อระหว่าง รพสต. กับ รพ. ชุมชน และโรงพยาบาลในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับที่ซับซ้อนขึ้นไป (ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข) กับการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ รพสต. กับระบบทุติยภูมิและตติยภูมิของกระทรวงสาธารณสุข และพัฒนาขึ้นเป็นข้อมูลสุขภาพของบุคคล ให้สามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้ มีข้อมูลให้ใช้งานได้
ทั้งสองหน่วยงานได้รับข้อเสนอแนะให้ดำเนินการพัฒนาผู้นำที่จะมารับงานบริหารส่วนงานต่อ เพราะทั้งสองท่านดำรงตำแห่งวาระที่สองมาครึ่งเทอมแล้ว
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นสถาบันเก่าแก่ มีพนักงาน ๒๓๐ คน มีผลงานเด่นมากมาย เป็นที่ยอมรับนับถือในระดับนานาชาติ มีรายได้ทุนวิจัยจากภายนอกปีละ ๑๒๐ - ๑๔๐ ล้านบาท โดยได้รับทุนวิจัยด้าน HIV/AIDS จาก US NIH มาต่อเนื่องนานกว่า ๒๐ ปี และเริ่มงานผลิตบัณฑิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและเอกในปี ๒๕๖๕ นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสถาบันมาทำงานด้านการวิจัยเพื่อหนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมมากขึ้น และวิจัยปัญหากว้างออกไป เช่นปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ทำให้บุคลากรของสถาบันต้องมีการปรับตัวมาก สะท้อนออกมาในผลของแบบสอบถามที่บางคนไม่มีความสุข แต่ก็มีเป็นส่วนน้อยมาก คณะกรรมการได้ให้ความเห็นสนับสนุนข้อขอความช่วยเหลือของ ผอ. สถาบันในหลายด้าน ซึ่งน่าชื่นใจว่าประเด็นสำคัญๆ เป็นเรื่องที่ สป. อว. ได้เปิดล็อกให้แล้ว และผู้บริหารมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการอยู่พอดี
ทั้งหมดนั้น ข้อมูลมาจาก SAR – Self-Assessment Report ของหัวหน้าส่วนงาน จากข้อมูลผลปฏิบัติงานตามข้อตกลงผลงาน และจากแบบสอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาเป็นผู้รวบรวมและสังเคราะห์เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขหรือเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ทำงานเก่งมาก เมื่อคณะกรรมการให้ความเห็นเพิ่มเติมก็จับประเด็นยากๆ และซับซ้อนได้ดี กลับไปปรับปรุงรายงานได้ดีเยี่ยม
เป็นส่วนหนึ่งของกลไกพัฒนา มช. ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดวิธีการให้คณะกรรมการประเมินดำเนินการแทน
วิจารณ์ พานิช
๓๐ มี.ค. ๖๖