เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย โดย ศ. นพ. ประเวศ วะสี
เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย
ความปลอดภัยและสุขภาพที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน
การออกแบบระบบและโครงสร้างประเทศ
โดย
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
๑๕ มีนาคม ๒๕๖๖
๑. เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย
การพัฒนาเรื่องต่าง ๆ ของประเทศ ควรมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน ไม่ใช่แยกย่อยเป็นส่วน ๆ การแยกส่วนทำให้ชาติไม่มีพลัง หากคนไทยทั้งประเทศมีความมุ่งมั่นร่วมกัน จะจูนคลื่นประดุจแสงเลเซอร์ที่มีพลังทะลุทะลวง
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่จีดีพี การเอาจีดีพีเป็นเป้าหมายได้พิสูจน์แล้วว่า นำไปสู่การเสียสมดุลหรือความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง การเสียสมดุลทำให้ไม่มีสุขภาวะแต่เกิดทุกสภาวะแพร่หลายทั่วไป โลกต้องการเป้าหมายใหม่
ดุลยภาพทำให้เกิดความสุขสงบหรือสุขภาวะ
ถ้าร่างกายของเรามีความสมดุล เราก็มีสุขภาพดีและอายุยืน ความเจ็บป่วยทุกชนิดคือการเสียสมดุล
สุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งหมด เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติ
๒.สุขภาวะที่สมบูรณ์คือทั้งหมด
คำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก
สุขภาพ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม (และทางจิตวิญญาณ) ในวงเล็บเป็นข้อเสนอของสมาชิกบางประเทศ
“สุขภาวะที่สมบูรณ์” มีความหมายที่สูงและลึกสุด ๆ ที่บูรณาการทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาไม่ได้หมายถึง โรค มดหมอ หยูกยา และโรงพยาบาลเท่านั้น แต่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมด (Health is completely integral in total human and social development) จึงมีคำพูดว่า
“สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the whole)
เมื่อสุขภาพคือทั้งหมด จึงเป็นสิ่งสูงสุด
ถ้าประเทศต่าง ๆ เอาสุขภาวะเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา จะเป็นพลังของการพัฒนาอย่างบูรณาการ บูรณภาพและดุลยภาพจะทำให้ประเทศและโลกมีสันติสุข
นี้เป็นเหตุผลว่าทำไม
“ความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน”
จึงควรเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศ
ถ้าช่วยกันศึกษาและใคร่ครวญจนเห็นจริงตามข้อเสนอนี้
เราสามารถออกแบบระบบและโครงสร้าง แล้วช่วยกันประกอบชิ้นส่วนตามโครงสร้าง จนครบเป็นองค์รวมก็จะสำเร็จ
๓. ความเป็นองค์รวม (Wholeness) ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์
ถ้าเราต้องการอะไรที่บินได้ ก็ต้องออกแบบระบบและโครงสร้างของเครื่องบิน เมื่อเอาชิ้นส่วนประกอบโครงสร้างจนสมบูรณ์เป็นองค์รวมคือเครื่องบิน ก็มีคุณสมบัติใหม่คือบินได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่มีอะไรที่บินได้เลย
รูปที่ ๑ องค์รวมบินได้ ชิ้นส่วนบินไม่ได้
การพัฒนาแบบแยกส่วน ไม่ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์
มหาวิทยาลัยมีความรู้ตามสาขามากมาย แต่เมื่อทำเชิงเทคนิค (Technic-driven) ก็ได้ผลเล็กน้อยเป็นส่วน ๆ เสมือนผลิตแต่ชิ้นส่วน โดยไม่สามารถสร้างเครื่องบินทั้งลำ ถ้ามหาวิทยาลัยมีสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ จะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้
๔. ออกแบบระบบและโครงสร้าง เพื่อสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งหมด
หลักการ
- สุขภาวะเกิดจากการพัฒนาอย่างบูรณาการ
- ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจึงจะครอบคลุมคนทั้งหมดได้ และการพัฒนาอย่างบูรณาการก็ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาหน่วยงาน หรือเทคนิค หรือวิชาชีพ เป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแยกส่วนเป็นส่วน ๆ
เพราะฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานของระบบสุขภาวะของคนทั้งมวล คือ
“การพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการเต็มประเทศ”
ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด
โดยคนและกลไกในพื้นที่
ที่ว่าบูรณาการนั้น คือ บูรณาการ ๘ มิติ ได้แก่
เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา - ประชาธิปไตย
ทั้ง ๘ บูรณาการอยู่ในกันและกัน โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นจุดคานงัด
อาจเรียกว่า มรรค ๘ แห่งการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ
มีคำทางพุทธว่า “มรรคสมังคี” คือ มรรคทั้ง ๘ ร่วมกัน หรือสมังคี จะว่า Synergy ก็ได้
เมื่อพื้นที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการก็จะเกิดสุขภาวะเต็มพื้นที่[1]
ขณะนี้องค์กรทั้ง ๕ หรือเบญจภาคี อันได้แก่ พอช. สสส. สำนัก ๓ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมพัฒนาชุมชน และกรมการปกครอง กำลังพัฒนาฐานล่างของประเทศดังกล่าวอยู่ แต่องค์กรอื่น ๆ ก็สามารถร่วมสร้างฐานแผ่นดินไทย ถ้าฐานแข็งแรงก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง
พื้นที่พัฒนาอย่างบูรณาการจึงเป็น platform หรือ template ของการพัฒนา หรือโครงสร้างของประเทศ เปรียบเสมือนโครงสร้างทางร่างกายของมนุษย์
ระบบต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยงกับโครงสร้างนี้ เพื่อให้ทำหน้าที่ได้ดี เช่นเดียวกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายทั้งหมดบูรณาการกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างไป
เสมือนการสร้างบ้าน
ถ้ามีองค์ประกอบพร้อม เช่น เหล็ก อิฐ ไม้ ปูน ทราย กระเบื้อง ฯลฯ แต่เราไม่ออกแบบและโครงสร้างบ้านแล้วเอาองค์ประกอบตามโครงสร้างเราก็ไม่มีบ้านอยู่ แม้พัฒนาองค์ประกอบให้ดีเลิศเพียงใด ๆ ก็ตาม
นั่นคือการพัฒนาแบบแยกส่วน อย่างที่ทำกัน
การพัฒนาอย่างบูรณาการสู่องค์รวมของบ้าน คือ
- ออกแบบฐานของบ้าน คือ พื้นชั้นล่างบนเสาเข็มที่มั่นคง ได้แก่ พื้นที่บูรณาการทั้งแผ่นดิน
- เอาแผ่นผนัง ๘ ด้าน เข้ามาประกอบอันได้แก่ ระบบต่าง ๆ (ตามรูป ๓ และ ๔)
- มีหลังคาที่เชื่อมโยงผนังทั้ง ๘ ด้าน คือ ระบบภูมิคุ้มกัน
รูปที่ ๒ โครงสร้างบ้านประเทศไทย
เสมือนร่างกายของเรา ถึงแม้มีระบบและโครงสร้างครบ แต่ถ้าไม่มีระบบภูมิคุ้มกันก็เอาชีวิตไม่รอด เพราะมีภัยจากทั้งภายในและภายนอก
ประเทศก็ต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน จากการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เรื่องภูมิคุ้มกันของประเทศจะกล่าวเพียงหลักการเพียงเท่านี้ ยังไม่ลงรายละเอียด
เมื่อเรามีบ้านและเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว จะทำอะไร ๆ เพิ่มเติมให้บ้านแข็งแรง น่าอยู่ สวยงาม เพิ่มขึ้นเท่าใด ๆ ก็ได้ทั้งสิ้น
ฉะนั้น ทุกคน ทุกองค์กร สามารถมีส่วนสร้างและตกแต่งบ้านประเทศไทยได้ทั้งสิ้น
นี้คือความหมายของการที่พูดว่า คนไทยร่วมสร้างบ้านประเทศไทยให้แข็งแรง งดงาม น่าอยู่ ที่คนไทยทุกคนจะอยู่ร่วมกันด้วยความสุข หรือสุขภาวะที่สมบูรณ์
หรือการผนึกกำลังพัฒนาประเทศไทยอย่างบูรณาการ ให้เป็นองค์รวมประเทศไทย
รูปที่ ๓ โครงสร้างของระบบสุขภาวะเพื่อคนทั้งมวลมีการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ
เป็นพื้นฐานและมีระบบอีก ๘ ระบบเข้ามาเชื่อมโยงเป็นผนัง
ตามรูปที่ ๓ องคาพยพทั้งหมดของประเทศจะบูรณาการกัน เป็นองค์รวมประเทศไทย หรือประเทศไทยที่มีบูรณภาพ ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ นั่นคือสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดินหรือสุขภาพองค์รวม (Holistic health)
๕. ประเทศไทยที่มีบูรณภาพและดุลยภาพ = ประเทศไทยสุขภาพดี
ดูรูปที่ ๓ จะเห็นว่าเรามีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามหาศาล ทั้งพื้นที่และระบบต่าง ๆ ๘ ระบบเหล่านี้ทำงานแบบแยกส่วน ไม่บูรณาการกัน จึงไม่มีพลัง ได้ผลน้อย ทำให้เสียสมดุล ปั่นป่วน วุ่นวาย ไม่ลงตัว แต่เมื่อทั้งหมดมาบูรณาการกันที่โครงสร้างพื้นฐาน คือ พื้นที่ที่พัฒนาอย่างบูรณาการทั้งประเทศ องคาพยพทั้งหมดของประเทศก็เชื่อมโยงกันเป็นประเทศไทยที่มีบูรณภาพ เมื่อมีบูรณภาพก็จะมีดุลยภาพ หรือความสมดุล ทำให้เกิดความเป็นปรกติสุข หรือสุขภาพดีและยั่งยืน
เหมือนร่างกายของเรา ถ้าทุกส่วนบูรณาการกันเกิดความสมดุล เราก็มีสุขภาพดีและอายุยืน การเจ็บป่วยทุกชนิด คือ การเสียสมดุล มะเร็งเป็นตัวอย่างของเซลล์ที่สูญเสียสำนึกแห่งองค์รวม มัน ทำตัวแยกส่วนเป็นเอกเทศ ทำให้ระบบเสียสมดุลป่วยและอายุไม่ยั่งยืน
การพัฒนาแบบแยกส่วน จึงเปรียบเสมือนประเทศเป็นมะเร็ง เจ็บป่วย และไม่ยั่งยืน
ฉะนั้น ประเทศไทยที่มีบูรณภาพและดุลยภาพ จึงเป็นประเทศสุขภาพดี
ระบบทุกอย่างจะลงตัวหมด เพราะพัฒนาอย่างบูรณาการ รวมทั้งระบบการศึกษา และระบบการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาทำอย่างไร ๆ ก็ไม่ลงตัว เพราะพัฒนาแบบแยกส่วน
ที่ว่าเมื่อเป็นระบบและโครงสร้างทุกอย่างลงตัว ลองดูตัวอย่างรถยนต์ หรือเครื่องบิน แม้ประกอบด้วยชิ้นส่วนเป็นหมื่น ๆ ชิ้น แต่ทุกชิ้นเชื่อมโยงกำกับกันอย่างเหนียวแน่น ไม่มีชิ้นใดหลุดจากระบบไปทำตัวเกกมะเหรกเกเร การระเบิดน้ำมันในลูกสูบรุนแรงอย่างยิ่งแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร กลับเป็นพลังขับเคลื่อนระบบ แต่ถ้าการระเบิดโดยอยู่นอกระบบมันคือลูกระเบิด
ประเทศไทยขาดการจัดระบบ จึงเต็มไปด้วยลูกระเบิดทางสังคม
ฉะนั้น เมื่อเราสามารถพัฒนาประเทศไทยอย่างเป็นองค์รวม ทุกระบบก็จะลงตัวและกลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทย
อย่างเช่น ระบบการศึกษาและระบบการเมือง ซึ่งมีปัญหามากเพราะทำแบบแยกส่วน แต่เมื่อบูรณาการกับองค์รวมก็จะกลายเป็นพลัง
ระบบธุรกิจที่สร้างความเหลื่อมล้ำก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อบูรณาการกับเศรษฐกิจฐานรากก็จะทำให้กระจายอย่างทั่วถึงเป็นธรรมพร้อม ๆ กับเพิ่มพลังและความมั่นคง เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ประชาชนจะมีอำนาจซื้อมาก ทำให้เศรษฐกิจมหภาคเติบโตและมั่นคง อยู่บนฐานกว้างและแข็งแรงภายในประเทศ
เรื่องกองทัพก็เช่นเดียวกัน จะเป็นระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชน จากผองภัยทุกประเภท จากทั้งในและนอกประเทศ
ระบบและคนทั้งหมด จะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ เหมือนร่างกายที่เซลล์ทุกเซลล์และอวัยวะทุกอวัยวะบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวหรือองค์รวม อันได้แก่ ความเป็นคนทั้งคนอันมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ยิ่ง
ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเหตุเป็นผลที่สุด และฉลาดที่สุด สามารถสร้างมนุษย์อันเป็นระบบและโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล ซึ่ง ๑,๐๐๐ ไอน์สไตน์ก็สร้างไม่ได้ แต่ธรรมชาติสร้างได้
สังคมมนุษย์มีปัญหามากจนไปอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะคิดและทำแบบแยกส่วน ถึงเวลาที่มนุษย์ต้องหันมาเลียนแบบธรรมชาติ คือ คิดแบบองค์รวม และพัฒนาอย่างบูรณาการ ดังที่กล่าวมา
ทั้งหมดนี้ คือ การต่อจิ๊กซอว์ประเทศไทย
๖. เครื่องมือและวิธีขับเคลื่อนประเทศไทยองค์รวม องค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘
กลไกกลางที่น่าจะมีศักยภาพสูงสุด ในการเป็นฟันเฟืองกลางผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยองค์รวม คือ องค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘ อันได้แก่
สธ. = กระทรวงสาธารณสุข
สวรส. = สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
สสส. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
สปสช. = สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สรพ. = สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล
สช. = สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
สพฉ. = สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
มสช. = มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
การผนึกกำลังองค์กรตระกูล ส.ทั้ง ๘ น่าจะมีศักยภาพสูงยิ่ง ในการเป็นแกนกลางเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานบูรณาการกัน ตามรูปที่ ๔
ภาคส่วนต่าง ๆ ก็คือระบบทั้ง ๘ ตามรูปที่ ๓
ควรมีคณะทำงานประสานพลัง๘ คณะหรือมากกว่า เพื่อประสานภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือ ความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน
รูปที่ ๔ ฟันเฟืองในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยอย่างบูรณาการ
นี้คือการผลิตกำลังของคนทั้งมวล เพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล หรือ Health For All and All For Health
๗. ที่ประชุมองค์กรตระกูล ส.ทั้ง ๘
คณะรัฐมนตรียังประชุมทุกสัปดาห์วันอังคาร
องค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘ เป็นฟันเฟืองที่เชื่อมโยงเรื่องของบ้านเมืองทั้งหมด บ้านเมืองใหญ่กว่า “การเมือง”มากและจะทำให้การเมืองดีขึ้นด้วย เพราะเข้ามาบูรณาการกันทั้งหมด
องค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘ จึงควรประชุมกันสัปดาห์ละครั้ง
อาจใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันก็ได้
อาหารอร่อย ๆ หน่อยก็ดี ผลัดกันเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนกันไปก็ได้
แต่มีคณะเลขานุการร่วม (Joint Secretariat) ที่มีสมรรถนะสูงเป็นผู้ประสานงาน
กลไกที่สำคัญของฟันเฟืองกลาง คือ คณะทำงานประสานพลัง ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการกันตามรูปที่ ๓ และ ๔ องค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘ อยู่ในฐานะที่จะคัดเลือกคณะทำงานประสานพลังที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ประสานพลังทุกภาคส่วนเป็น Grand Synergy อย่างแท้จริง ลองพิจารณาระบบโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนให้ดี ๆ จะเห็นว่าเป็นระบบการร่วมจัดการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ ที่สภาพัฒนฯใฝ่ฝันมานาน[2]
เป็นระบบการจัดการที่ทรงพลังยิ่งที่สามารถทำให้สำเร็จทุกเรื่อง ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้
๘. สรุป Synergy for Safety and Well being จากความฝันใหญ่สู่ความเป็นจริงในประเทศไทย
ความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน เป็นความฝันที่ใหญ่มากของคนไทย (Big Dream Thailand) เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีประเทศใดทำสำเร็จ
ความฝันยิ่งใหญ่ยิ่งมีพลังมาก
Einstein กล่าวว่า “Imagination is more Important than knowledge” เพราะจินตนาการไม่มีข้อจำกัด แต่ความรู้มีข้อจำกัด
ที่กล่าวมาทั้งหมดใน ๗ ตอนข้างต้น คือ แนวคิดและวิธีการที่จะทำให้ความฝันใหญ่เป็นความจริง
ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำเรื่องนี้สำเร็จ เพราะโชคดีที่มีระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและสมาทานในแนวคิดว่า “สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the whole) เมื่อสุขภาพคือทั้งหมด ก็มีความชอบธรรมที่ระบบสุขภาพจะเข้ามาเป็นฟันเฟืองที่ประสานทั้งหมดเข้ามาบูรณาการประเทศไทย
บรรพชนคนสาธารณสุขได้พัฒนากระทรวงและระบบสาธารณสุขมาอย่างดียิ่ง ประดุจมหากาพย์แห่งการสาธารณสุขไทย ประกอบกับมีองค์กรตระกูล ส. อีก ๗ องค์กร เข้ามาเสริมทำให้การผนึกกำลังองค์กรตระกูล ส. ทั้ง ๘ เป็นกลไกที่ทรงพลังยิ่งในการพัฒนาประเทศไทยอย่างเป็นองค์รวม
เมื่อประเทศไทยมีความเป็นองค์รวม ก็จะเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ประดุจเครื่องบินที่เป็นองค์รวมบินได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนหลายหมื่นชิ้นไม่มีชิ้นใดบินได้เลย ต้องเป็นองค์รวมจึงจะบินได้
เมื่อคนไทยผนึกกำลังการสร้างประเทศไทยที่เป็นองค์รวมสำเร็จ ก็จะเกิดวิถีคิดใหม่ คือวิถีคิดแบบองค์รวม วิถีคิดแบบองค์รวมจะช่วยโลกได้
เพราะโลกวิกฤตจากวิถีคิดแบบแยกส่วน
ไอสไตน์กล่าวว่า “เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง” ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ (We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive)
พระพุทธองค์สอนวิธีคิดทางสายกลาง
ซึ่งเป็นทางสายปัญญา ความเป็นเหตุเป็นผล ไม่แยกข้างแยกขั้ว ไม่เป็นปฏิปักษ์
แต่เน้นที่ไมตรีจิตและความร่วมมือ
ไม่มีอะไรดำรงอยู่อย่างแยกส่วนเป็นเอกเทศ แต่เชื่อมโยงกันอย่างไม่สิ้นสุดด้วยความเป็นเหตุปัจจัยต่อกันและกัน (อิทัปปัจจยตา) จึงไปถึงองค์รวมได้
นี้ต่างจากวิถีคิดของชาวยุโรป ที่คิดแบบตายตัวแยกส่วน เผชิญหน้า (Confrontation) ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกและรุนแรง อันเป็นเหตุให้โลกวิกฤตอยู่ในเวลานี้
การออกแบบและโครงสร้างประเภทไทย ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้ามาประกอบหรือผนึกกัน เป็นการผนึกกำลัง (Synergy) ทั้งหมดทั้งสิ้น สร้างประเทศไทยที่มีบูรณภาพเป็นองค์รวม และเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์
คุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ขององค์รวมประเทศไทย คือ
“ความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน”
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทยของเราร่วมกัน
บทต่อท้าย คำขอร้องหรือคำสั่งเสีย
ขอให้องค์กร ส.ทั้ง ๘ หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ แล้วสิ่งดี ๆ จะเกิดตามมา
ตามคำสอนของพระศาสดา ในเรื่องอปริหานิยธรรม (ธรรมเพื่อความเจริญถ่ายเดียว) ๒ ข้อแรกมีความว่า
- หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์
- พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่ควรทำ
นี้คือมงคลอันสูงสุด
----------------------------------------------------------------------------
[1]ดู คู่มือพัฒนาอำเภออย่างบูรณาการสู่แผ่นดินศานติสุข โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี
[2]ในการระดมความคิดทำแผน ๘ ได้มีการพูดถึง AFP Area - Function - Participation ซึ่งก็คือ
ระบบการร่วมจัดการพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง