ต้องได้ให้เวลา ต้องรอ รอ และรอ ให้การฟักตัวของความคิด ค่อยลำดับ ปล่อยให้ความจำของพวกเขาทำหน้าที่ของมัน ค่อย ๆ แกะรอย เขาก็สามารถทำได้

การออมทรัพย์ของกลุ่มบ้านนาดี มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ระหกระเหินเอาการ เริ่มจากการรวมกันออมได้ไม่กี่เดือน จู่ ๆ ก็มีงบมาจาก กศน. ที่มีผู้หวังดีประสานงานให้ ที่เห็นว่าน่าจะหาเงินให้กลุ่มได้ขยายงาน และเอาการพยายามออมทรัพย์ของกลุ่มไปแสดงให้ กศน. เห็นว่ากลุ่มนี้มีการรวมตัวกันและมีกองทุนของตนเอง ทำแบบคนร่ำรวยทำกันที่เรียกว่า เอาเงินไปต่อเงิน

 โดยบอกว่าเอางบมาให้เพื่อให้กลุ่มเอาเงินไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ซึ่งผู้ที่สนใจเรื่องนี้ก็อาสาแข็งขันว่าจะเอาเงินที่ได้นี้ลงทุนทำ โต๊ะ เก้าอี้ไม้ไผ่ โดยจะถือว่าเงินนี้จะไม่หาย แต่เอา (ยืม)ไปใช้แล้วต้องเอามาคืน และให้ดอกเบี้ย ให้กับกลุ่ม  แต่เมื่อครบกำหนดแล้วก็ไม่มีการคืนเงิน คืนดอกอะไรต่าง ๆ  ตามที่เคยพูดไว้ ก็มีการทะเลาะทุ่มเถียงกัน ฝ่ายเอาเงินไปก็บอกว่าเงินไปลงทุนอยู่ในเครื่องมือต่าง ๆ แล้ว มันยังไม่ได้เงินคืน ถ้าขายได้เงินแล้วจะเอามาคืน อีกฝ่ายหนึ่ง บางคนก็ถอนเงินออกไป ไม่ออมต่อ  บางคนก็ยังทำต่อ และยังหวังว่าจะได้เงินคืน การออมก็หยุดชะงักไป ฝากกันปีละ สามสี่เดือน เป็นเวลาสองปี จึงได้พยายามตั้งขึ้นมาอีกเมื่อปลายปี ๔๙ ได้พูดคุยกันว่า ที่ตามเงินก็ตามไป ส่วนการออมของพวกเราก็พยายามทำต่อไป  ก็มีบางคนก็ได้เอ่ยปาก  เสียดายนะ ถ้าพวกเราพยายามออมกันมาต่อเนื่องก็คงได้เงินมากกว่านี้  การดูแลเงินเดิม พ่อพนิจ เป็นผู้ดำเนินการ พอกลับมาดูการบันทึกอีก ก็พบว่าการบันทึกคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงได้ปรับแก้ไขให้ชัดเจน และถือโอกาสปีใหม่เริ่มต้นพัฒนางานต่อ และดึงเอาผู้หญิง แม่เมิง แม่น้อย แม่แห้ง และน้องเขียว เข้ามาร่วมในการตรวจการออมแต่ละครั้ง ช่วยกันนับเงิน สรุปยอดเงินแลให้คณะแม่ญิงเหล่านี้มาช่วยตรวจยอดเงินทั้งหมดซึ่งในเบื้องต้นก็มีการปฏิเสธก่อนว่า โอย  ทำไม่ได้หรอก ไม่รู้เรื่อง   ก็ต้องแก้ด้วยการไม่ต้องบอกให้รับหน้าที่ แต่ให้ลองมาทำ แล้วสอนกันในขณะนั้นเลย  ลองทำดูซิ จะช่วยดู  เมื่อได้รับคำขอแกมบังคับและมีผู้ช่วยประคับประคอง ก็ขมันขมีหาปากกา กระดาษมาทำการ ขณะที่เพื่อน บางส่วนหั่นตะไคร้ หั่นข่า เตรียมตำเมี่ยง บ้างก็ตำแจ่วปลา บ้างขูดมะพร้าว บ้างตัดข้าวต้มมัด...และพ่อบ้านของแม่อ่อนที่ยังเมายืดเยื้อจากปีใหม่ พูดซ้ำไปซ้ำมา  หากับข้าวมาให้อาจารย์  มีอะไรเอามาฝากอาจารย์ .....  แล้วก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็เริ่มเทปม้วนเก่าอีก 

มาช่วยกันนะ ข้อยบวกเลขไม่เก่ง   แม่เมิงเรียกเพื่อนมาช่วย  แล้วก็ตั้งตัวเลข ลอกตัวเลขก็พูดพลาง

เขียนอย่างไร เลขสาม                                        

๓,๔๘๐                                                                       

   ๖๗๐ 

........๐

เจ็ดเอาไว้ในใจ แล้วก็แปด เก้า  สิบ....ไปแบบนั้น ...  พ่อเทียมบอกเพื่อน 

อิทธิพลของการท่องจำเป็นนกแก้ว นกขุนทองมันเริ่มตั้งแต่ตอนที่พ่อเทียมเรียนหนังสือแล้ว มันยังคงตกค้างอยู่ในความทรงจำ มันสามารถบอกได้ พอตอนที่พ่อเทียมเป็นคนตรวจสอบที่เพื่อนรวมเสร็จแล้ว ยังมีตอนที่พ่อเทียมงงงันอีกหลายครั้ง ทั้งที่ปากพูดความจำนั้นได้เป็นฉาก ๆ 

หกกับสี่ เป็น ๑๐  ทด     สามชักลงมาเอ..เป็นเท่าไร  ลืมแล้ว

  ห้าบวกหนึ่งเป็นหก ใช่ไหม.... อยู่ตรงไหนนะ

 ในที่สุดก็สามารถรวมยอดเงินที่ออมทรัพย์ไว้ทั้งหมดได้ พอรวมเสร็จแล้ว มีการหักลบเพื่อดูดอกเบี้ยและเงินส่วนอื่นที่เข้ามา ก็พากันงงอีกว่ายอดไหน เป็นยอดไหน ต้องได้ให้เวลา ต้องรอ รอและรอ ให้การฟักตัวของความคิด ค่อยลำดับ ปล่อยให้ความจำของพวกเขาทำหน้าที่ของมัน  ค่อย ๆ  แกะรอย เขาก็สามารถทำได้  ซึ่งทำให้เราไม่ต้องสงสัยเลยกับการที่ชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา เพราะความคิดที่ไม่ทันเขา ในการบวกลบคูณหารและเรื่องอื่น ๆ  เหลือแต่การรับคำอย่างเดียว (ซึ่งก็คงเหมือนกับพวกเราไปกินข้าวในร้านอาหาร กินกันหลายคน พอตอนคิดเงิน นั่งฟังแม่ค้าคิดบางครั้งก็คิดไม่ทัน ก็ฟังไป แล้วก็จ่ายไป )  การไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ จะเลือกได้อย่างไร ข้าวก็ขนไปจากเล้าแล้ว ต้องจ้างรถ ดีไม่ดีจ้างคนขนช่วย และเมื่อบรรทุกไปจนถึงโรงสีที่รับซื้อข้าว ไปเจอกับราคาที่ต่ำกว่าที่ได้รับการบอกเล่า  ก็จำเป็นต้องขายแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวินาที ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด จนในที่สุดต้องยอมรับโดยปริยายว่า เป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตของตนเองก็อยู่ในสภาพนี้