วิธีจัดวาระประชุมสภาสถาบัน  เอกสารการประชุม และท่าทีเชิง implicit หลายๆ อย่าง ใน สบช.  นำสู่ชื่อบันทึกนี้

การบริหาร และการกำกับดูแล สบช. จะเน้นที่การใช้กฎหมายนำ   หรือใช้ปัญญานำ   ผมตีความว่าวิธีการในปัจจุบันเน้นกฎหมายนำ    และควบคู่กับการบริหารแบบราชการ คือ command and control    ที่บทความชุดนี้เสนอมาตลอดว่าต้องเปลี่ยน    เพื่อให้ สบช. มีวัฒนธรรมอุดมศึกษา    ไม่ใช่วัฒนธรรมราชการ    คือเน้นทำงานโดยใช้ปัญญาเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose)   ไม่ใช่เน้นกฎระเบียบ 

แต่เวลาผ่านไปค่อนปี    ไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง    ไม่เห็นสัญญาณความพยายามเปลี่ยนแปลง 

วัฒนธรรมกฎหมายนำ  เน้นที่กฎระเบียบ  การทำงานแบบ reductionism   ขจัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับความเห็นของตนออกไป   ยกเอากฎหมายหรือข้อบังคับที่สอดคล้องขึ้นมาอ้าง    เพื่อให้งานอยู่ในสภาพ simple & linear    โดยขจัดสภาพที่ complex & adaptive ออกไป    นั่นคือสภาพการทำงานใน สบช. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของสภาสถาบัน   ในส่วนที่ผมสัมผัสและตีความ   โดยผมอาจตีความด้วยความเขลาหรืออคติก็ได้     

ทั้งหมดนั้น อาจทำลงไปด้วยเจตนาดี  ด้วยความเชื่อในหลักการ และความเคารพกฎหมาย    แต่มีผลให้ สบช. ไม่พัฒนาไปเป็นสถาบันอุดมศึกษาเต็มรูปแบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของจิตวิญญาณ และวัฒนธรรม   

เพราะวิญญาณของอุดมศึกษาคือปัญญาเพื่อสังคม    เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้พัฒนาขึ้น    ในสถาบันอุดมศึกษาจึงต้องใช้ปัญญานำ  กฎหมายที่กำหนดจากภายนอกเป็นส่วนประกอบ    ซึ่งตรงกันข้ามกับหน่วยราชการ

ปัญญามนุษย์คือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงพลิ้วไหว   กฎหมายคือกลไกของการตั้งหลักมั่นไม่คลอนแคลน    มีประโยชน์ทั้งคู่  แต่ต้องรู้จักใช้ให้ถูกกาละเทศะ    และมีคุณธรรมเป็นตัวกำกับอีกต่อหนึ่ง    การใช้กฎหมายอย่างขาดคุณธรรมอันตรายอย่างยิ่ง    การใช้ปัญญาอย่างขาดคุณธรรมอันตรายยิ่งกว่า  

ผมเพิ่งนึกออก ว่าการใช้ปัญญาของสภา มีมิติที่มากกว่าการประชุม    และมากกว่ามติที่กองต่างๆ เสนอ    คือสภาไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อมีมติให้อนุมัติหรือไม่อนุมัติเรื่องที่เสนอหรือไม่ (fiduciary mode of governance) เท่านั้น   แต่มีหน้าที่กำหนดและกำกับทิศทางของสถาบัน    และคอยดูแลว่า ฝ่ายบริหารดำเนินการไปตามความคาดหมายหรือไม่    คอยแนะนำวิธีดำเนินการเพื่อการบรรลุเป้าหมายของสถาบันอย่างมีคุณภาพสูง (strategic mode of governance)     รวมทั้งคอยแนะนำแนวทางเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์หรือเปลี่ยนจุดเน้นหรือเปลี่ยนเป้าหมายในอนาคต (generative mode of governance)  

ผมจึงค่อยๆ เข้าใจว่า การประชุมสภา สบช. ที่ผ่านมา อยู่ในสภาพที่ประชาคม สบช. มีความเข้าใจเรื่องบทบาทของสภาสถาบันอย่างคับแคบ    การเสนอเรื่องต่อสภาจึงไม่ครบถ้วน ไม่เอื้อให้กรรมการสภาใช้ปัญญาเพื่อทำหน้าที่เชิงกลยุทธ (strategic) และเชิงสร้างสรรค์สู่อนาคต (generative)    หากดำเนินการภายใต้กระบวนทัศน์เช่นนี้สืบเนื่องไป    สภาก็จะไม่มีโอกาสทำประโยชน์แก่สถาบันอย่างเต็มที่   

จึงเป็นหน้าที่ของนายกสภา ที่จะต้องกำหนดวิธีเตรียมการประชุมที่มีเอกสารครบถ้วน เอื้อต่อการใช้ปัญญาของสภา    เพื่อประโยชน์ในการ transform สบช.     

วิจารณ์ พานิช

๔ พ.ย. ๖๕    เพิ่มเติม ๑๕ พ.ย. ๖๕