เซนได…จุดหมายปลายฝัน วันที่รอคอย (8) วัดซูอิกันจิและวัดเอนสึอิน วัดเก่าแก่แห่งมัตสึชิมะ

มัตสึชิมะ เมืองในจังหวัดมิยางิที่ติดอันดับหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และยังเป็นเมืองที่มีอ่าวที่สวยติดอันดับโลกอีกด้วย แต่มัตสึชิมะไม่ได้มีดีเพียงแค่ทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่าวมัตสึชิมะเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวอีกด้วย

จากบริเวณท่าเรืออ่าวทัตสึชิมะเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในแง่ของความสวยงาม แต่ที่นี้ก็ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในแง่เป็นสถานที่สำหรับแสวงบุญทางพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน โดยสามารถสัมผัสประวัติศาสตร์นี้ได้ที่วัดซูอิกันจิ และวัดเอนสึอิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณอ่าวมัตสึชิมะ

มัตสึชิมะเป็นเมืองที่ต้นสนชีดาร์จำนวนมากอยู่ในบริเวณรอบๆ อ่าวมัตสึชิมะ รวมแล้วประมาณ 300 ต้น เกาะเล็กเกาะน้อยในอ่าวมีจำนวนมากกว่า 200 เกาะ จึงเป็นที่มาของชื่อเมือง  " มัตสึชิมะ " มัตสึ หมายถึง ต้นสน ส่วน ชิมะ หมายถึง เกาะ รวมแล้วหมายถึง ธรรมชาติของเมืองที่มีต้นสนและเกาะจำนวนมาก

ทางเดินที่นำไปสู่ทางเข้าวัดจะมีต้นสนสูงใหญ่เรียงรายตลอดทาง ก่อนปี 2011 มีต้นสนหนาแน่นกว่านี้ เมื่อเกิดสึนามิต้นสนจำนวนมากเสียหายต้องตัดต้นที่ตายออกไป ทำให้เหลืออยู่เพียงเท่าที่เห็น

วัดซูอิกันจิ (Zuiganji Temple) เป็นวัดเซนที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคโทโฮขุ ตามตำนานเล่าว่าพระจิกะกุไดชิเป็นผู้ก่อสร้างวัดขึ้นในฐานะวัดพุทธนิกายเทนไดในปี ค.ศ. 828 ขณะเมื่อออกมาผยแพร่พระพุทธศาสนาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดยสร้างวัดขึ้นที่บริเวณอ่าวมัตสึชิมะ ต่อมาในช่วงยุคคามาคุระ (1192 - 1333) ได้ถูกเปลี่ยนเป็นวัดพุทธนิกายเซน ต่อมาในปี 1609 ดาเตะ มาซามุเนะ ไดเมียว ผู้นำของกลุ่มเซนไดผู้ครองแคว้นได้สร้างวัดขึ้นใหม่และยกฐานะวัดซูอิกันจิขึ้นเป็นวัดประจำตระกูลดาเตะ

เมื่อสงครามภายในประเทศสิ้นสุดลง ได้มีการสร้างหอเฝ้าระวัง และอูงุอิซุบาริ (เดินแล้วมีเสียง) เหมือนกับปราสาททั่วไป มีการขนไม้ที่บริสุทธิ์จากวากายามะมาใช้ในการก่อสร้าง ใช้ช่างฝีมือชั้นยอดมากกว่า 130 คนลงมือแกะสลัก ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนั้น ดาเตะ มาซามุเนะ ได้ทุ่มทุนมหาศาลโดยไม่ได้เสียดายค่าใช้จ่ายเลย

(ภาพจากแผ่นพับ “วัดซูอิกันจิ”)

ภายในศาลาหลักของวัดซูอิกันจิซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นอาคารหลังใหญ่กว้างขวาง แบ่งออกเป็นห้องต่างๆ ใช้เวลาสร้างรวม 14 ปี โดยขนเอาสนจีน ไม้สนเกะยากิมาจากคุมะโนะ ใช้ช่างไม้เนะโกะโระ เกียวโต ตั้งใจสร้างกันอย่างสุดฝีมือ ปัจจุบันเป็นที่เก็บงานศิลปกรรม จิตรกรรม และสิ่งของมีค่าต่างๆ ซึ่งไม่เปิดให้เข้าชม

วัดเอนสึอิน ถูกสร้างขึ้นข้างๆกับวัดซูอิกันจิในปี 1647 เพื่อเป็นสุสานของดาเตะ มิทสึมุเนะ บุตรชายของดาเตะ มาซาทุเนะ ผู้บุกเบิกเมืองเซนได ซึ่งดาเตะ มิทสึมุเนะนั้นเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 19 ปีเท่านั้น เนื่องจากเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสุสานของผู้เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย วัดเอนสึอินจึงเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตา เพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตได้รับความเมตตาในโลกหน้า

ในบริเวณสุสานมีรูปปั้นของดาเตะ มิทสึมุเนะขี่ม้าสีขาว ล้อมรอบด้วยลวดลายแบบตะวันตก วัดเอนสึอินมีทั้งสวนสไตล์ญี่ปุ่นและสวนกุหลาบสไตล์ยุโรป ผู้คนจำนวนมากแห่แหนกันมาขอพรในเรื่องความรักที่วัดแห่งนี้ และในฤดูใบไม้ร่วงวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามแห่งหนึ่งในมัตสึชิมะ วันที่ 18 ธันวาคม 2565 ก็ยังหลงเหลือใบไม้เปลี่ยนสีเอาไว้ให้ชื่นชมอีกเล็กน้อย เหมือนจะย้ำเตือนว่าอย่าลืมจุดหมายปลายฝันที่จะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีในภูมิภาคโทโฮขุซึ่งนับว่าสวยงามที่สุด ที่ได้ชมในวันนี้ก็แค่จิ๊บๆเท่านั้น

ขอขอบคุณ

  • ข้อมูลและภาพจากแผ่นพับของวัดซูอิกันจิ